ไลน์ (LINE) คืออะไร?

LINE ไลน์คืออะไร?
วันนี้ผมนึกอยากจะเขียนเรื่องตามหัวข้อนี้ เพราะเนื่องจากไปเจอผู้ใช้งานท่านหนึ่งถามว่า “ไลน์(Line) คืออะไรครับ? ผมไม่รู้จัก “ไลน์” อะครับ มันคืออะไรหรอครับ เห็นคนเค้าชอบพูดกัน” แต่คำตอบที่แต่ละคนตอบมานั่นกลับเห็นเป็นเรื่องตลกกับความไม่รู้ของใครบางคน ผมจึงอยากจะเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อบอกเขาและใครอีกหลายๆ คนครับ

ไลน์ (LINE) คืออะไร?

ไลน์ (LINE) คือแอพพลิเคชั่น (หรือโปรแกรม) ที่ให้บริการด้าน Messaging หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า “แชท (Chat)” กันนั่นแหละครับ โดยผู้ใช้งานสามารถพูดคุยถึงกันได้ผ่านข้อความ ภาพ คลิปเสียง คลิปวีดีโอ โต้ตอบกันไปมา โดยผ่านทางมือถือหรือแทบเล็ตที่มีการติดตั้งแอพไลน์ไว้ครับ

และที่มากกว่านั่น ไลน์ได้เพิ่มระบบ Voice Over IP ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถโทรศัพท์พูดคุยถึงกัน (โดยผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากมือถือหรือ WiFi) ได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ (เว้นแต่เสียค่าอินเทอร์เน็ต) ผู้ใช้งานหลายคนจึงใช้แทนโทรศัพท์แบบปกติในการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งบางครั้งการพูดคุยผ่านทางไลน์ในขณะที่คู่สนทนาอยู่ต่างประเทศจะประหยัดกว่าการโทรศัพท์หากันโดยตรงมากกว่าหลายเท่าครับ

นอกจากนี้ คุณสมบัติต่างๆ ของ LINE ประกอบด้วย

  • การส่งข้อความ
  • การสนทนาด้วยเสียง
  • การเปลี่ยนพื้นหลังแบ็กกราวนด์หน้าห้องแชต
  • การสนทนาแบบกลุ่ม
  • Official LINE
  • การส่งสติ๊กเกอร์
  • ระบบไทมไลน์
  • ระบบเกมส์ที่ผูกกับบัญชีผู้ใช้งาน

ทำไมไลน์ (LINE) จึงได้รับความนิยม?

แม้ว่าจะมีแอพหรือโปรแกรมแชทอื่นออกมามากมาย แต่ไลน์ก็ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็เนื่องจากระบบ “สติ๊กเกอร” ที่ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้หลากหลายรูปแบบ (มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน) ซึ่งการสนทนาโดยการส่งสติ๊กเกอร์ก็ให้อารมณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการแชทด้วยข้อความหรือรูปภาพหรือเสียงปกติครับ

มือถือของฉันสามารถดาวน์โหลดไลน์ (LINE) ได้หรือไม่?

ตอนนี้ LINE สามารถใช้ได้ในระบบปฏิบัติการ iOS, Android, Windows Phone, PC และ BlackBerry โดยคุณสามารถตรวจสอบได้จากลิ้งค์ดาวน์โหลดตามลิ้งค์นี้ครับ

http://line.naver.jp/en/#

เลือกตรงปุ่มดาวน์โหลดนะครับ แล้วคุณจะเจอภาพตามรูปด้านล่างนี้ครับ

หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งานหลายๆ ท่านนะครับ

3 วิธีอัพเดท เฟิร์มแวร์ Samsung GALAXY (ทั้งมือถือและแทบเล็ต)

samsung firmware
สำหรับบทความที่แล้ว ที่ผมได้เขียนถึงว่า เฟิร์มแวร์คืออะไร คราวนี้ผมมาขอแนะนำวิธีการอัพเดทเฟิร์มแวร์ของมือถือ Samsung GALAXY ที่มีหลากหลายรุ่นกันสัก 3 วิธีนะครับ

วิธีที่ 1 การอัพเดทที่ศูนย์บริการของซัมซุง

เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดหากคุณอาจจะไม่มีเวลาหรือกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงในการอัพเดทเฟิร์มแวร์ด้วยตัวเอง โดยผู้ใช้งานอุปกรณ์ Samsung GALAXY ไม่ว่า สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต มาทำการอัพเดทซอฟต์แวร์ได้ที่ศูนย์บริการของซัมซุง โดยคุณสามารถค้นรายละเอียดและที่ตั้งของศูนย์บริการได้จาก http://www.samsung.com/th/support/location/supportServiceLocation.do?page=SERVICE.LOCATION

วิธีที่ 2 อัพเดทผ่าน FOTA (Firmware-Over-The-Air)

ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายและสะดวกที่สุดครับ เพราะคุณสามารถเช็คจากตัวเครื่องของคุณได้เองเลยว่า เครื่องของคุณมีเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่ให้ติดตั้งหรือดาวน์โหลด โดยตรวจสอบและอัพเดทผ่านทาง Wi-Fi หรือ 3G ได้เลยครับ

ขัั้นตอนแรก ให้คุณเข้าไปที่ Settings หรือ การตั้งค่าในเมนูภาษาไทย จากนั้นให้เลื่อนลงไปที่ About หรือ เกี่ยวกับอุปกรณ์

ขั้นตอนต่อมา เลือก Update Software หรือ อัพเดทซอฟต์แวร์ เสร็จแล้วแตะที่ปุ่ม Update เพื่อเช็คการอัพเดทว่า เครื่องของเรามีเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่หรือไม่?

ในการอัพเฟิร์มแวร์ครั้งแรก คูณจะต้องเลือกประเทศ และยอมรับข้อตกลงการอัพเดทเฟิร์มแวร์ก่อน จากนั้นตัวเครื่องจะทำการเช็คเฟิร์มแวร์ล่าสุดจากเซิร์ฟเวอร์

เลือก Update Software หรือ หากตรวจพบเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่ ก็จะมาการดาว์นโหลด เพื่อทำการติดตั้งผ่าน WiFi หรือ 3G เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ตัวเครื่องจะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง แต่หากอุปกรณ์ของท่านใช้งานเฟิร์มแวร์ล่าสุดอยู่แล้ว ก็จะขึ้นข้อความว่า “ติดตั้งอัพเดทล่าสุดแล้ว”

วิธีที่ 3 อัพเดทผ่านโปรแกรม Kies

การอัพเดทผ่านซอฟต์แวร์ Kies นั้น คุณจะต้องมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณก่อน จากนั้นจึงทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ของซัมซุงเช่น สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลทเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับการเช็คและติดตั้งเฟิร์มแวร์ใหม่ให้กับอุปกรณ์ของท่านนั้น เและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทอยู่ด้วย

เมื่อคุณทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Samsung GALAXY กับซอฟต์แวร์ Kies แล้ว หากมีการอัพเดทก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาทันที

เมื่อคุณตกลงที่จะอัพเกรดแล้ว ซอฟต์แวร์ Kies จะทำการเก็บข้อมูลอุปกรณ์ของคุณก่อนการอัพเกรด

จากนั้นอุปกรณ์ของท่านจะเข้าสู่โหมดเตรียมการอัพเดท ระว่างนี้ห้ามถอดอุปกรณ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์เด็ดขาด มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาเครื่องค้างและไม่สามารถทำงานได้ครับ

เมื่อชุดอัพเดทถูกดาวน์โหลดมาจนครบแล้วแล้ว อุปกรณ์ของท่านจะเริ่มการอัพเดท หลังจากการอัพเดทเสร็จสมบูรณ์แล้วอุปกรณ์จะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ก่อนทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม มือถือหรือแทบเล็ตของคุณควรที่จะมีปริมาณแบตเตอรี่ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งครับ

แค่นี้คุณก็สามารถทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์ได้ด้วยตัวเองแล้วครับ

อัพเฟิร์มแวร์,อัพเกรดเวอร์ชั่นมือถือคืออะไร? ทำเพื่ออะไร?

อัพเฟิร์มแวร์
สำหรับผู้ใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบัน อาจจะเคยได้ยินถึงคำว่า อัพเฟิรม์แวร์ หรืออัพเกรดเวอร์ชั่น ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า คืออะไร วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์จะขอนำข้อมูลมาเผยแพร่ เพื่อให้คุณสามารถทำการอัพเกรดมือถือของคุณได้ด้วยตัวเอง

อัพเฟิร์มแวร์,อัพเกรดเวอร์ชั่นมือถือคืออะไร?

การอัพเกรดเฟิร์มแวร์ (Firmware) หรือการอัพเกรดเวอร์ชั่นมือถือ คือการปรับปรุงระบบปฎิบัติการบนอุปกรณ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง (ซึ่งกรณีนี้คือมือถือ) โดยการนำไฟล์ที่เป็นเฟิร์มแวร์เข้าติดตั้งไปบนเครื่อง โดยส่วนมากจะเป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่าเวอร์ชั่นที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องนั้น

อัพเกรดเวอร์ชั่นมือถือหรืออัพเฟิร์มแวร์ไปทำไม?

ทำไม เราต้องอัพเกรดมือถือของเรา? เนื่องจากมือถือสมารท์โฟนแต่ละเครื่องจะมีระบบปฎิบัติการสำหรับทำงานบนมือถือ ซึ่งการที่ทางผู้ผลิตได้ทำการออกอัพเกรดเวอร์ชั่นของมือถือแต่ละรุ่น โดยส่วนมากแล้วก็ทำเพื่อเหตุผลต่างๆ ดังนี้

1. ปรับปรุงแก้ไข ข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจจะเป็น Bug หรือ Error ที่มีผลให้เครื่องไม่สามารถทำงานได้ปกติ

2. เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบปฎิบัติการ โดยเฟิร์มแวร์ที่ออกมาในเวอร์ชั่นหลังๆ มักจะให้ผลคะแนนในด้านประสิทธิดีกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆ เสมอ

3. เพื่อการรองรับแอพหรือโปรแกรมที่ทำการเชื่อมต่อ ให้สามารถทำงานเข้ากันได้อย่างราบลื่น ซึ่งจะเป็นปกติที่มือถือที่เวอร์ชั่นเก่าๆ จะไม่สามารถใช้งานแอพบางแอพได้ เนื่องจากความไม่เข้ากัน ทำให้ต้องมีการอัพเกรดเวอร์ชั่นมือถือ เพื่อให้ใช้งานกับแอพรุ่นใหม่ๆ ได้ครับ

ไว้คราวหน้า ผมจะทำการแนะนำการอัพเฟิร์มแวร์ของ มือถือหรือแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฎิบัติการ android และ มือถือหรือแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS ครับ

 

ถ้าเอา iPhone ไปเคลม จะได้เครื่องใหม่หรือไม่? (รวมกรณีหมดประกัน)

เคลม iPhone
วันนี้มีคำถามจากผู้ใช้งานมือถือท่านหนึ่งมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการเคลมมือถือไอโฟน ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น ว่า จะได้เครื่องใหม่หรือเครื่องที่ผ่านการใช้งานจากคนอื่นมาแล้ว คำถามนี้ผมเห็นว่าน่าสนใจ เลยอยากจะเอามาแปะไว้ให้ดูกันนะครับ

สำหรับคำตอบนี้ มีอยู่หลายกรณีครับ

กรณีที่ 1 ถ้าคุณซื้อ iPhone มาจาก Apple Store Online แล้วพบว่า เครื่องมีปัญหาภายใน 14 วัน คุณสามารถเคลมโดยทำเรื่องส่งกลับไปยัง Apple และทางแอปเปิ้ลจะส่งเครื่อง “ใหม่แกะกล่อง รหัส TH” กลับมาให้แทนครับ

กรณีที่ 2 ถ้าคุณซื้อ iPhone มาจาก Apple Store Online แล้วพบว่า เครื่องมีปัญหาหลังจาก 14 วัน (นับจากได้รับของ) คุณก็ยังสามารถเคลมได้โดยการส่งเครื่องกลับไป แต่คุณจะได้รับ “เครื่องใหม่ที่เป็นการประกอบใหม่” ครับ

กรณีที่ 3 ถ้าคุณซื้อผ่านทางผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในประเทศไทย อย่าง AIS DTAC หรือ Truemove ถ้ามีปัญหาภายใน 7 วันนับจากวันซื้อ คุณสามารถเคลมได้โดยได้รับเป็น “เครื่องประกอบใหม่ และรหัสไม่ใช่ TH ” (มักจะเป็นรหัส LL)  ครับ

กรณีที่ 4 ถ้าเครื่องหมดประกันแล้ว ต้องการเคลมเปลี่ยนเครื่องใหม่ สามารถทำได้ครับ แต่จะต้องมีการจ่ายค่าทดแทนให้กับทางศูนย์นะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามเช่น แบตเสื่อม โฮมเสีย ตกน้ำ จอแตก ซึ่งการจ่ายเงินนี้ก็เพราะว่าผลิตภัณฑ์ Apple เป็นสินค้า INC ครับ ซึ่งหมายถึงไม่มีการถอดแกะโดยช่างอย่างเด็ดขาด ถ้าจะซ่อมสิ่งใด จะต้องจ่ายค่าเคลมนั่นหมายถึงเครื่องใหม่เลยไม่ว่าอาการใด ๆ ครับ

แต่การเคลมแบบนี้ ทางศูนย์จะทำการตรวจสอบว่า เครื่องได้มีการถอดโดยช่างข้างนอกหรือเปล่า , มีการ Jailbrake หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีก็จะไม่สามารถที่จะกระทำดังกล่าวในเบื้องต้นได้ครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณได้รู้ถึงเรื่องการเคลมเครื่องใหม่ของไอโฟนนะครับ 🙂

Windows XP จะไม่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft แล้ว

windows-xp-not-support-from-microsoft_pic
หากจะถามผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งหลายว่า “คุณใช้ระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์อะไรอยู่?” ส่วนใหญ่น่าจะตอบมาได้ว่า Windows XP นะครับ ข่าวร้ายก็คือ ตอนนี้ทางไมโครซอฟท์ประกาศออกมาแล้วว่า จะเลิกสนับสนุนระบบปฎิบัติการ Windows XP แล้วครับ

โดยการประกาศของ Microsoft มีใจความว่า จะทำการหยุดสนับสนุน Windows XP นับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2557 เป็นต้นไป (เหลือเวลาไม่ถึง 1 ปีแล้วนะครับ)

ซึ่งนับจากที่ Windows XP เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปีนี้ (2013) ก็นับเวลารวมได้ 12 ปีแล้วครับ ซึ่ง XP เคยเป็นระบบปฎิบัติการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก (เคยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 83% ในตลาดของระบบปฎิบัติการ) ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ Microsoft หยุดสนับสนุน XP ก็น่าจะเป็นดังนี้ครับ

  • ข้อแรก ปัจจุบันมี Windows 7 และ Windows 8 พัฒนาขึ้นมาแทน และ XP ก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมลดลง
  • ข้อสอง ไดร์เวอร์อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งส่วนเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ผลิตในยุคหลังๆ  เริ่มไม่รู้จัก XP แล้ว ทำให้การใช้งานอาจจะมีปัญหาได้
  • ข้อสาม ซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมใหม่ๆ เริ่มใช้ไม่ได้กับ XP  เนื่องจาก Windows XP ถูกพัฒนาก่อนยุค USB 2.0 ซึ่งฮาร์ดดิสก์สมัยนั้น มีความจุสูงสุดเพียง 137GB เท่านั้น

หากใครคิดว่า แค่ใช้งานพื้นฐานทั่วไป และไม่ติดจะลงหรือติดตั้งเกมส์หรือโปรแกรม หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ใหม่ๆ การใช้ XP ไปเรื่อยๆ ก็อาจจะเป็นทางที่ดีสำหรับคุณครับ แต่คุณอาจจะต้องยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จากการใช้งานในแง่ของความปลอดภัยนะครับ เพราะเมื่อไม่มีการสนับสนุน ก็อาจจะเกิดช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าโจมตีคอมพิวเตอร์ของคุณได้นะครับอาจจะต้องเลือกว่า ควรเปลี่ยนมาใช้ Windows 7 หรือ 8 หรือเลือกระบบปฎิบัติการแบบโอเพ่นซอทซ์อย่าง Ubuntu ก็ได้ครับ