เคล็ดลับการใช้ Google Translate (แปลภาษา) ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

up-translateในปัจจุบัน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับเรานั้นมีมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การแปลภาษา เมื่อก่อนนั้น หากเราต้องการใช้งานเกี่ยวกับโปรแกรมการแปลภาษา จากภาษาไทย < – > ภาษาอังกฤษนั้นหาได้ยากเหลือเกิน เนื่องจากไม่ค่อยมี Software ที่ จะพัฒนามาเพื่อคนไทยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ทของคนไทยไม่ว่าจะเป็นการ หาข้อมูลหรือข่าวสารนั้นมีขีดจำกัด

(หาก ท่านต้องการทราบเคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน Google Translate เพียงอย่างเดียว ท่านสามารถข้ามไปอ่านบทความครึ่งหลังได้เลยครับ)

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อ Google ได้ทำการเปิดตัว Google Translate ในภาคของการแปล ภาษาไทย-อังกฤษ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ แปลภาษาจากไทยเป็นอังกฤษ หรืออังกฤษเป็นไทย ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งข้อดีของ Google Translate ภาค ไทย-อังกฤษ ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น

1. ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเดิมการที่จะหาโปรแกรมในการแปลภาษา ไทย-อังกฤษ (สำหรับการแปลเป็นประโยค) นั้น ส่วนมากจะเป็น Software ที่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการมาของ Google Translate ทำให้การแปลภาษาเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงกลุ่มคนได้อีกมากมาย

2. สามารถแปลได้ทั้ง Website หรือ ประโยคข้อความใดๆ ก็ได้ หากต้องการแปลทั้ง Website ก็เพียงแค่พิมพ์ URL ของเว็ปไซต์ที่เราต้องการแปลเท่านั้นเอง ส่วนการแปลประโยคหรือข้อความก็สามารถใช้คำสั่ง Copy + Paste แค่นั้น

3. หากท่านเป็นเจ้าของ Website ท่านสามารถนำ Code ของ Google Translate ไปวางที่ website ของท่านเพื่อให้ Website ภาษาไทยของท่านสามารถแปลภาษาได้หลากหลายภาษา (เหมือนดังที่ www.manacomputers.com ใช้อยู่)

ส่วน จุดที่ยังต้องปรับปรุงก็คือ ความแม่นยำในการแปลภาษานั้นยังไม่สูงนัก เนื่องจากบางคำหรือประโยค มีคำเฉพาะ หรือคำที่มีความหมายแฝง คำศัพท์เฉพาะหรือคำแสลง โอกาสในการแปลไม่ตรงตามความต้องการของเราก็มีสูงตามไปด้วย

************************

หากท่านต้องการที่จะใช้ Google Translate (แปลภาษา) ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราขอแนะนำวิธีการดังต่อไปนี้

1. หากต้องการแปล ประโยคยาวๆ เราขอแนะนำให้ ลองทำการแปลที่ละประโยค หรือทีละย่อหน้าก่อน

2. หากต้องการแปลไทยเป็นอังกฤษ พยายามตัดคำฟุ่มเฟือยออกไป เช่นคำว่า จ้ะ นะ ครับ จัง เพราะบางครั้ง Google Translate จะรวมคำเหล่านี้เข้ามาในการแปล ทำให้โอกาสในการแปลนั้นผิดพลาดสูง

3. อีกกรณี หากแปลไทยเป็นอังกฤษ หาคำหรือประโยคที่ออกมานั้นดูไม่ค่อยเข้าที ลองเปลี่ยนคำที่ใกล้เคียง แล้วลองเปลี่ยนดูจนได้คำที่เหมาะสม

4. หากต้องการแปลคำศัพท์หลายๆ คำ ให้ทำการพิมพ์คำที่ต้องการแปล 1 คำ ต่อ 1 บรรทัด การแปลจะให้ผลที่ดีกว่า พิมพ์หลายๆคำ ลงในบรรทัดเดียวกัน

5. อย่าลืมที่จะคำนึงถึง คำศัพท์เฉพาะ คำศัพท์ในวงการ หรือคำแสลงใดๆ ก็ตาม เพราะบางที Google Translate อาจให้ความหมายที่ไปคนละทางเลยก็ได้

6. คำหนึ่งคำอาจมีความหมายหลากหลายรูปแบบ อย่าลืมที่จะดูคำที่ Google Translate แปลให้เพิ่ม โดยจะอยู่ใต้คำแปลหลัก เช่นคำว่า ลือ จะแปลได้ว่า Propagate. แต่ก็จะมีคำอื่นที่ใกล้เคียงกันเช่น spread widely , make known , circulate , broadcast, disseminate ,propagate

7. ไม่ ว่าคุณจะแปลไทยหรืออังกฤษ ให้ลองเปรียบเทียบประโยคก่อนแปลและหลังแปลดูก่อน อย่าเอาประโยคที่ได้ทำการแปลนั้นไปใช้ทันที ตรวจทานเรื่องคำดูอีกสักครั้ง ลองปรับบางคำเพื่อให้เหมาะสมกับประโยคนั้นมากที่สุดดูก่อน

แม้ใครหลายคนจะบอกว่า ?ถ้าใช้ Google Translate แปลแล้ว ไม่แปลดีกว่า? แต่ผมก็ยังนิยมชมชอบใน Google Translate อยู่ดี ผมว่ามันอยู่ที่เทคนิคการใช้งานของเรามากกว่าครับ

ใช้อินเทอร์เน็ตฟรีกับ True Wi-Fi + Green Bangkok (ฟรีจริงๆ)


ในปัจจุบันนี้ เราคงจะปฎิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาร กำลังเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกที ระบบอินเตอร์เน็ทก็เช่นกัน จากเดิมที่เป็นการต่อผ่านสายโทรศัพท์แบบ modem 56k (หลายคนคงยังจำเสียงเวลา modem กำลังต่ออินเตอร์เน็ทได้ดี) จนพัฒนาเป็นระบบอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง และระบบไร้สาย ที่เริ่มมีราคาถูกลงและได้รับความนิยมมากขึ้น

Wi-Fi ก็ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันจากเดิมที่เราสามารถใช้ได้ แค่ภายใน บ้านหรือสำนักงาน พอมาระยะหนึ่งก็มีผู้ให้บริการหลายเจ้าเปิดให้บริการ Wi-Fi แบบใช้ภายนอกสถานที่ (Hotspot) โดยมีการคิดค่าบริการทั้งแบบรายชั่วโมงหรือเหมาจ่ายรายเดือน

แต่ก็มีคนอีกจำพวกหนึ่งที่รู้สึกเสียดายกับการที่จะต้องจ่ายค่าบริการในส่วนนี้ (ไม่ใช่ว่างกนะ) ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งในคนกลุ่มนี้ เพียงแต่ผมรู้สึกว่า ผมมีความจำเป็นจะต้องใช้แค่ในบางช่วงเวลาเท่านั้น รายเดือนคงจะไม่คุ้มสำหรับผมซักเท่าไหร่ เพราะผมก็ไม่ได้ใช้งานนอกสถานที่แบบทั้งวันทั้งคืน ส่วนรายชั่วโมงก็รู้สึกราคาสูงเกินไป (แล้วจะเอายังไงดีล่ะเนี่ย)

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินโครงการ True Wi-Fi Green Bangkok ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของ True และ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้คนกรุงเทพ ได้ใช้ระบบ Wi-Fi ผ่าน Hotspot ฟรี ซึ่งในตอนแรกๆ เขาจะแจกเป็นบัตรที่มี username กับ password (ซึ่ง ผมไม่เคยไปแย่งกับเขาทันสักที) แต่ตอนนี้ มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นคือการลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ได้เลย ส่วนขั้นตอนการสมัครก็ไม่ยุ่งยากอย่างที่ผมเคยกังวลไว้


wifi-bangkok

การใช้งานและการสมัคร

1.ให้ท่านเปิดระบบ Wireless Lan ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของท่านก่อน

2. เลือก Refresh Nekwork List หรือ ค้นหาสัญญาณ เพื่อให้เครื่องมองหาสัญญาณ Wi-Fi

3. เมื่อเจอ truewifi  (สังเกตว่าระบบการป้องกัน เป็น unsecured network) ให้เลือก connected

4. เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณแล้วให้เข้า Web Browser ปกติ  (ลองพิมพ์) หน้า Webpage จะกระโดดไปหน้าแรกของ True Wi-Fi

5. ให้เราใส่ Username และ Password ที่เราได้มา และกด connect

6. เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ เราก็จะใช้งานได้ปกติแล้วครับ


ข้อดี

1. ฟรี (อันนี้ดีม้ากมาก)
2. สะดวกมากสำหรับคนที่มีเหตุต้องใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งเป็นคราว

ข้อด้อย

1. เพราะมันเป็นของฟรี เลยช้าหน่อย (แต่ถ้าแค่เช็คอีเมล์ ท่องเว็ปทั่วไป ก็โอเคครับ )

2. ความแรงและความนิ่งของสัญญาณ ต้องทำใจหน่อยครับ อาจจะหลุดบ่อยกว่าใช้ที่บ้านหรือสำนักงาน (ก็มันฟรีนิ)

ดูวิธีการตั้งค่าแบบละเอียดได้ที่.

http://www.truewifi.net/th/promotion/green_bangkok.htm

ดูวิธีการสมัครใช้งานได้ที่ http://www.manacomputers.com/update-about-free-wifi-from-true-green-bangkok/ ครับ

จะซื้อCPU Intel Q6600 หรือ Q8200 ดี

Q6600+Q8200สังเกตไหมครับว่าตอนนี้ CPU กำลังจะเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีจากเดิม ที่ 2 คอร์ ไปเป็น 3 คอร์ และ 4 คอร์ตามลำดับ ถ้าให้นึกถึง CPU Quad Core พิมพ์นิยมที่เพิ่งลาตลาดไป ก็เห็นจะไม่พ้น Intel Q6600 ซึ่งก่อนทีจะลาตลาดไปก็ราคาอยู่ที่ 6 พันกว่าๆ เท่านั้นเอง

และตอนนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2009) ก็มี CPU Quad Core อีกตัวเข้ามาทำตลาดแทนคือ Q8200 ซึ่งจุดเด่นก็คือ เป็นเทคโนโลยีการผลิต 45 nm ( Q6600 เป็น 65 nm) ซึ่งก็ทำราคามาอยู่ที่ประมาณ 6 พันกว่าๆ เหมือนกัน
ซึ่งตารางข้างล่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบคุณลักษณะของ CPU ทั้งสองตัวนี้นะครับ

จะเห็นได้ว่าในราคาที่ไล่ๆ กันในตอนนี้มีความแตกต่างกันหลายจุดไม่ว่าจะเป็น

compare-q6600-q8200

– เทคโนโลยีการผลิต

– Cache L2

– ความเร็วสัญญาณนาฬิกา,ตัวคูณ, Front Side Bus (FSB)

– เทคโนโลยีอื่นๆ ของอินเทลที่มีใน CPU ( Other Intel Technologies)

ทำให้หลายคนที่อยากจะได้ Quad Core มาชื่นชมเริ่มมีคำถามว่า ?กรูจะเอาตัวไหนดี? ลองมาดูเปรียบเทียบกันนะครับ (อันนี้ตามความเห็นของผมนะครับ)

ความคิดเห็นของผม

1. Q6600 โอเวอร์คล็อค (Overclock ได้ไกลกว่า) จากความเร็วพื้นฐานที่ 2.4 Ghz ไปที่ 3.33 GHz ได้สบายๆ แต่ ถ้าเป็น Q8200 จะได้ที่ประมาณ 3.2 GHz (บนอุปกรณ์พื้นฐานเหมือนกันนะครับ)
ซึ่งผมว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก Q8200 ตัวคูณน้อย ( 333 x 7 = 2.33 GHz ) แต่ Q6600 ตัวคูณสูงกว่า (266 x 9 = 2.40 GHz) ซึ่งถ้าจะไปถึงที่

ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 3.33 GHZ

Q6600 จะใช้ FSB 366 x 9 = 3.33 GHz

Q8200 จะใช้ FSB 472 x 7 = 3.33 GHz

ซึ่งถ้าคุณจะพา Q8200 ไปที่ 3.33 GHz คุณก็ต้องมีระบบที่ดีพอสมควรเลยครับ

2. Q6600 Cache L2 เยอะกว่า โดย Q6600 จะมี 8 Mb แต่ Q8200 มีแค่ 4 Mb ซึ่งในผุ้ใช้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันว่า

?ความแตกต่างของ cache L2 ระหว่าง 4Mb กับ 8 Mb มีผลกับการทำงานของ CPU โดยรวมหรือไม่ ?

บางคนก็บอกว่ามี บางคนก็บอกว่าไม่มี (แต่จากการใช้งานของผมกับ CPU ทั้งสองตัวนี้แล้ว ผมว่า ไม่ต่าง ครับ)


3. Q8200 เทคโนโลยีใหม่กว่า (45 nm) กินไฟน้อยกว่า ข้อนี้น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Quad Core มาใช้งาน แต่ไม่เน้น Overclock และชอบในเรื่องของความใหม่สดของเทคโนโลยี อย่าลืมนะครับว่า Q6600 เปิดตัวมาได้ 2-3 ปีแล้ว ความใหม่ Q8200 กินขาดในข้อนี้อยู่แล้ว

4. Q6600 มี Intel  VT ซึ่งใน Q8200 ได้ตัดเทคโนโลยีนี้ออกไป อันนี้ต้องอยู่ที่คุณว่า มันมีความจำเป็นสำหรับคุณหรือเปล่า (แต่กับผม ผมไม่จำเป็นต้องใช้มัน)

แล้วจะเลือกอะไรดี?

ในตอนนี้ ถ้าเป็นผม ผมเลือก Q8200 ครับ เพราะ

ผมไม่เน้น Overclock มาก (ตอนนี้ก็ใช้ Q8200 ที่ 3.20 Ghz)

ข้อ 2 และ 3 ไม่ได้มีผลในการตัดสินใจของผมมากนักครับ ผมให้ความสำคัญกับความใหม่ของเทคโนโลยี ครับ

แต่ถ้าจะเลือก Q6600 ผมจะหามือสองในราคา 5,000 ? 5,300 บาทครับ เพราะว่า CPU เป็นอะไรที่เจ๊งยากที่สุดในคอมพิวเตอร์แล้วครับ ลองหาตัวที่มีประกันเหลือ และเชื่อใจได้ดูสิครับ

Google Translate แปลไทยได้แล้ว!

วันนี้ เข้าไป twitter ตามปกติ เจอคุณ sugree เขียนเอาไว้ว่า

Shit = อึ Holy = ศักดิ์สิทธิ์

Holy Shit = อึศักดิ์สิทธิ์

ผมอ่านแล้วก็งง อะไรว่ะเนี่ย! อ่านถอยหลังไปก็เลยได้รู้ว่า Google Translate แปลไทยได้แล้ว!

google-translate

ตอนนี้คุณสามารถเข้าไปได้ที่นี่ครับ

http://translate.google.com/

google+tran
จะแปลภาษาต่างๆ เป็นไทย หรือจะใช้ภาษาไทยเป็นภาษาต่างๆ ได้ง่ายมาก

ตอนนี้กำแพงภาษาเริ่มพังทลายแล้วครับ

แต่เรื่องความหมายก็ต้องเอามาปรับอีกทีนะครับ

ไม่งั้นคุณจะเจอ อึศักดิ์สิทธิ์ บ่อยๆ แน่นอน

ถึงเวลาที่คุณจะใช้ Windows 7 แล้วหรือยัง?

คุณใช้ Windows (ระบบปฏิบัติการ – Operation System หรือที่เรียกสั้นๆว่า OS ) อะไรอยู่ครับ ?
ถ้าคำตอบของคุณคือ Windows XP แสดงว่า คุณปกติครับ

ถ้าผมถามเพื่อนๆ หรือคนรู้จักประมาณ 10 คน

8 คนจะตอบว่า XP

ส่วนอีกคนจะบอกว่า Vista

และคนสุดท้ายจะถามกลับมาว่า ?ไม่รู้ว่ะ? (บางทีก็จะเจอคนใช้ MAC บ้าง)

boxes

สถิตินี่เกิดจากการสอบถามของผมนะ แต่คิดว่าคนอื่นก็คงตอบไม่ต่างจะผมเหมือนกัน

แต่ถ้าถามว่า รู้จัก Windows 7 ไหม คุณเชื่อไหมว่า 10 คนที่อยู่รอบตัวผม ไม่รู้จัก!

แต่ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่า ผมก็เพิ่งมารู้จักเมื่อไม่นานเหมือนกัน 🙂

หลังจากการพัฒนาระบบปฏิบัติการ Vista เพื่อ(หวัง)ว่าจะนำมาทดแทนระบบปฏิบัติการเดิม ซึ่งก็คือ XP (ส่วนผลตอบรับเป็นอย่างไรนั้น ก็ดูสถิติจากข้างบนได้ครับ)

แต่ผมอยากจะบอกว่า อย่าไปยึดติดกับ XP นักเลยครับ

ต่อให้คุณไม่ชอบ Vista ขนาดไหนก็ตาม แต่วันใดวันนึงด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ก็จะต้องพาให้คุณเจอกับมันอยู่แล้ว

ทาง Microsoft ก็เข้าใจ (รึเปล่า) ตรงจุดนี้ดี ก็เลยออกระบบปฏิบัติการตัวใหม่ นามว่า Windows7เพื่อให้คนที่ไม่อยากใช้ vista ไปใช้ Windows7 แทน……..

จะบ้าเรอะ! ….ถ้าคิดได้แค่นั้นก็แย่แล้ว

เอาจริงๆเลยนะครับ หลังจากที่ Microsoft ได้มองเห็นถึงปัญหาและจุดบกพร่องต่างๆ ของ Vista ซึ่งปัญหาสำคัญๆ ก็คือ
1. การรับประทานทรัพยากรเครื่องเหลือหลาย (เพื่อแลกกับความสวยงามและลูกเล่นอลังการ)
2. การ Support ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Driver,Software,Games ยังมีความบกพร่อง (ตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนลอง Vista แล้ว ส่ายหัว ขอกลับไปใช้ XP ดีกว่า

มันก็เลยเป็นโจทย์ที่หินเอาการว่า
“ทำอย่างไรให้ สวย เร็ว ลื่น อวบ (อันหลังนี้ไม่ใช่) และฉลาด “

(ไม่เพียงแต่ตอบว่า รักเด็ก อย่างเดียว)

ทำให้เราได้เห็นระบบปฎิบัติการใหม่ก็คือ Windows7

Windows7 เป็นระบบที่พัฒนาต่อขึ้นมาจาก Vista (ต่างจากตอน XP ไป Vista โดยการเสริมจุดแข็งและลบจุดอ่อน ที่พึงจะหาเจอใน Vista (เกือบ)ทั้งหมด สรุปแล้วว่า

XP เหมาะสำหรับ คนที่ยังพอใจในของเดิม + คอมพิวเตอร์มีอายุการใช้งานมากกว่า 3-5 ปีแล้ว

Vista– สำหรับ คนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา  เพราะ CPU ในรุ่นหลังๆ มีพลังเหลือเฟือในการประมวลผล Vista? ครับ และอีกอย่าง พอ Vista ออก Service Pack 1 ก็ลดปัญหาเรื่องการ Support ทั้ง Hardware และ Software ลงไปเยอะครับ? + มีการ์ดจอแยกจากเมนบอร์ดสำหรับการแสดงผลและลูกเล่นต่างๆ ด้วยก็ดีครับ

Windows7 เหมาะสำหรับคน 2 แบบ
1. ใช้ XP อยู่ และอยากลอง Windows 7 ( ข้าม Vista ไปเลย )
2. ใช้ Vista สักพักแล้ว อยากเปลี่ยนเป็น Windows 7 (อันนี้แนะนำครับ )


ปล. แต่สำหรับผมแล้ว จากแต่ก่อนใช้ XP แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น Vista ประมาณเดือนนึง? (เพื่อให้ชินก่อน) แล้วค่อยอัพเกรดมาเป็น Windows7 แล้วรู้สึกติดใจมากครับ จนไม่อยากกลับไปใช้ XP กับ Vista เลย (โปรแกรมที่ใช้ใน XP ส่วนใหญ่ใช้ได้กับ Windows7 แล้ว

ปล. แต่ตอนนี้ใช้งานได้แค่ 30 วันนะครับ ส่วนวิธีแก้ ลองไปหากันดูครับ