ความรู้เรื่องเทคโนโลยีในปัจจุบันของคอมพิวเตอร์ ตอนที่ 1

สำหรับในปัจจุบัน ผมเริ่มมีความรู้สึกว่า ถ้าเราไม่มีความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ (อย่างน้อยก็แบบเบื้องต้น) ให้ทันกับยุคสมัย เราจะมีความเสี่ยงสูงมากที่เราจะตกเป็นเหยื่อของคนที่คิดจะเอาช่องว่างนี้ เพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค

200_pc_parts_pstam

นึกภาพดูสิครับหากว่า คุณกำลังต้องการที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่สักเครื่อง แต่คุณไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีในปัจจุบันของคอมพิวเตอร์แล้ว คุณอาจจะโดนร้านค้าหลอกให้ซื้อของที่ (เกือบ)จะตกรุ่นแล้ว หรือ ของที่ไม่ตรงตามสเปคที่คุณต้องการ ผมจะพบบ่อยมากจากพวกใบปลิวที่ขายคอมพิวเตอร์ที่ส่งมาตามบ้าน

เช่น ใบปลิวจะโฆษณาว่า เป็นสเปคสำหรับเล่นเกมส์โดยเฉพาะ

– CPU Pentium4 3.00 GHz (เอ๋)

– แรม 1 GB (อืม..)

– การ์ดจอ 7200 (เฮ้ย)

แล้ว คุณเชื่อไหมครับ ก็มีคนซื้อจริงๆ ซึ่งสเปคมันไม่ควรที่จะวางขายในท้องตลาดแล้ว หรือถ้าขายก็ไม่ควรที่จะไปโฆษณาหลอกเขาอย่างนั้น เออ ถ้าจะเอาไปใช้เล่นเน็ต พิมพ์งาน เล่นเกมส์ยิงไข่ก็ว่า ไปอย่าง แล้วพอโทรไปถามว่า ทำไมใช้ CPU Pentium4 3.00 GHz ใช้พวก E2180 2.00 GHz ไม่ดีกว่าเหรอ เจอคำตอบยังไงรู้ไหมครับ

เขา (อยากจะเรียกว่า ?มัน? มากกว่า ) บอกว่า ?โอ๊ย พี่ ดูความเร็วก็คนละเรื่องแล้ว เห็นป่ะ ว่า CPU Pentium4 ความเร็วตั้ง 3.00 GHz ส่วน E2180 ความเร็วแค่ 2.00 GHz เร็วกว่าตั้ง 1 กิ๊ก แน่ะ? เออ กรูไม่ถามต่อแล้ว

คุณ ลองคิดดูสิครับว่า เราซื้อคอมพิวเตอร์มาเครื่องหนึ่งแล้ว ถ้าคุณไม่บ้าพลัง ตามตูดเทคโนโลยีมากจนเกินไป คอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะอยู่กับคุณอย่างน้อย 3 ? 5 ปี เชียวนะครับ ยิ่งถ้าคุณซื้อคอมพิวเตอร์ที่เกือบจะตกรุ่นแล้ว ลองคิดดูสิครับว่า ภายภาคหน้า คอมพิวเตอร์ของคุณจะ เชย แค่ไหน

ทำไม ผมถึงพูดอย่างนี้ เพราะผมเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้เหมือนกัน โดนร้านหลอกเอาของเกือบตกรุ่นมาประกอบให้ แต่ในตอนนั้นเราก็ไม่มีความรู้เลย มีแต่ความอยาก(ได้คอมพิวเตอร์ ) แล้วผมก็นั่งช้ำใจมาประมาณ 5 ปีกว่าเครื่องมันจะตายไปตามอายุการใช้งานของมัน

เครื่อง ใหม่ของผม (ซื้อมาตอนนี้ก็ครบ 1 ปี แล้ว) จึงเป็นเครื่องที่หาข้อมูลอุปกรณ์แต่ละชิ้นเอง ซื้อเอง ประกอบเอง ลงโปรแกรมเอง ผลที่ได้ก็คือ ผ่านมา 1 ปีแล้วผมก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เคย เชย ในความรู้สึกของผมเลย (ตัวเก่านี่ 1 เดือนนึงเริ่มเศร้าแล้วครับ เห็นสเปคชาวบ้านไปไกลถึงไหนต่อไหน ในราคาเท่าๆ กัน)

ผม เลยอยากจะมาอัพเดทเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันให้คุณๆ (ที่อาจจะยังไม่ค่อยได้ตามข่าวสารนะครับ ส่วนคนที่รู้แล้วก็อย่าว่าผมสอนจระเข้ว่ายน้ำเลย ) ได้ทราบกับแบบแยกชิ้นอุปกรณ์เลยโดยจะมีหัวข้อประมาณนี้

– คำจำกัดความ (ตามประสาผมนะ) ของแต่ละคำ (เช่น ?เทคโนโลยีการผลิต คืออะไร? ประมาณนี้ยครับ)

– เทคโนโลยีของ CPU (ซีพียู) ในปี 2009

– เทคโนโลยีของ Mainboard (เมนบอร์ด) ในปี 2009

– เทคโนโลยีของ Ram (แรม) ในปี 2009

– เทคโนโลยีของ VGA Card (การ์ดจอ) ในปี 2009

– เทคโนโลยีของ LCD Monitor (จอ LCD) ในปี 2009

– ฯลฯ (ถ้าได้รับความสนใจจะเขียนเพิ่มอีกครับ)

แต่เป็นกฎให้ท่านได้ทราบก่อนนะครับว่า

1. ผมจะเขียนแบบทีเล่นทีจริง (แต่ไม่มั่ว) ไม่เน้นวิชาการ เอาแบบอ่านง่าย

2. หากท่านมีความคิดเห็นที่น่าสนใจ เม้นท์ได้ครับ แต่อย่าเกรียน (เอาแบบคนอื่นได้ประโยชน์ด้วย)

3. หากจะเม้นท์ ขอคำที่สุภาพ,ไม่แสดงว่ากรูเจ๋ง คนอื่นโง่ (เพราะไม่มีใครอยากเจอแบบนั้น แน่นอน)

4. หากต้องการให้เจาะลึกๆๆๆ แนะนำเข้ามาได้ครับ ถ้าได้การหนุนใจ จะเขียนจนลืมตายเลย

ถ้าอย่างไรก็ตาม อย่าลืมติดตามด้วยนะครับ (ขอบคุณล่วงหน้าครับ)

ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแรมเป็น DDR3 แล้วหรือยัง?

วันนี้ก็ท่องเน็ทไปเรื่อยเลยครับ เจอข้อความอันหนึ่งที่น่าสนใจว่า “ddr3 น่าใช้นะผมว่า มากกว่าddr2 อีก” ตอนแรกผมก็อ่านแล้วก็ผ่านๆสายตาไป แต่เออเนอะ พอมาคิดดูอีกที ก็เกิดคำถามว่า ยุคนี้ เราใช้ควรที่จะใช้ ddr3 แล้วหรือยัง?

ddr3-manacomputers.com

จากการดูราคาท้องตลาด จะเห็นได้ว่า ราคา แรม ddr3 นั้นราคาลดลงมาอย่างมาก ผมจำได้เลยว่าเมื่อปลายปีที่แล้วที่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ทั้งชุดนั้น ddr3 1GB ราคา 15,000 บาท กรูจะบ้าตาย แรมบ้าอะไร (ว่ะ) อันนึงซื้อคอมพิวเตอร์ได้ชุดนึง และตอนนั้นเมนบอร์ดก็หาตัวที่ Support ยากมากๆ พอผ่านมาระยะนึงก็มีการกล่าวถึง ddr3 ว่า ช่วยในเรื่องการ Overclock ได้เป็นอย่างดี (แต่ราคาก็แพงชิบเป๋ง)

แต่พอ ณ เวลานี้ (14/01/2009) ราคาแรม ddr3 เริ่มลดลงมาเรื่อยๆ  จนคนทั่วไปเริ่มจับต้องได้ (ราคาเริ่มต้นที่ 1,600 บาท สำหรับความจุ 1 GB) ในช่วงนี้จะเริ่มเห็นมีบอร์ดกระเทย ( รองรับได้ทั้ง ddr2 และ ddr3 ) เริ่มเข้ามาในตลาดมากขึ้น เพื่อให้คนซื้อรู้สึกว่า เออ ถึงแม้ต่อไป ddr2 จะตกยุคไปแต่เมนบอร์ดฉันก็ยังมีช่องสำหรับใส่ ddr3 ด้วยนะ ซึ่งผมมีความคิดเห็นว่าถ้า เมนบอร์ดคุณยังไม่พัง หรืออยากจะซื้อเมนบอร์ดใหม่ในตอนนี้ ผมว่า มันยังไม่ถึงเวลาของ ddr3 นะ เพราะว่า

  1. ddr2 ราคาก็ถูกลงมามาก
  2. ในช่วงต้นปีนี้ ถึงกลางปีหน้า น่าจะยังเป็นยุคของ windows XP อยู่ครับ ซึ่ง 2 GB ก็เหลือๆ แล้วครับ
  3. ถ้ามีเมนบอร์ดที่รองรับ ddr3 อย่างเดียว และราคาสมเหตุสมผล ผมว่าค่อยมองดีกว่าครับ

สรุปความเห็นของผมก็คือ

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของddr3 ครับ (แต่อีก 6 เดือนค่อยมาดูกันใหม่อีกที)

ถึงเวลาที่คุณควรอัพเกรดคอมพิวเตอร์ของคุณแล้วหรือยัง?

วันนี้ผมอยากจะแนะนำเรื่องการ อัพเกรดคอมพิวเตอร์ ของคุณๆ ทั้งหลาย เครื่องที่คุณใช้อยู่เป็นประมาณนี้ไหมครับ
– มีอายุการใช้ประมาณ 3 ปีขึ้นไป
– เริ่มมีอาการแปลกๆ เช่น Boot ไม่ขึ้นบ้าง , ใช้งานอยู่ดีๆ ก็ Restart เองบ้างแหละ หรืออยู่ดีๆ ก็เกิดจอฟ้า ( Blue Screen ) บ้าง
– เริ่มรู้สึกว่าใช้โปรแกรมใหม่ๆ หรือเกมใหม่ ช้าไม่ทันใจแล้ว

ผมก็เคยเป็นครับ แต่ผมใช้ประมาณ 5 ปี ถึงเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ผมว่าคุณน่าจะมองถึงเรื่องการอัพเกรดได้แล้วนะครับ

upgrade-computer

การอัพเกรดคืออะไร? ความ จริงผมไม่น่าจะตั้งคำถามอย่างนี้ขึ้นมานะครับ ดูออกจะด้อยปัญญายังไงก็ไม่รู้ แต่ก็แค่อยากจะอธิบายว่า มันก็คือการเปลี่ยนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางชิ้น เพื่อให้ผลการทำงานดีขึ้นกว่าเดิมมาก และถ้าดูดีๆ แล้วจะคุ้มค่ากว่าการนำไปซ่อมครับ
อะไรที่ควรจะอัพเกรดบ้าง? ถ้าผมแนะนำนะครับ มีสามชิ้นส่วนคือ CPU , Mainboard , Ram เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ของท่านอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ควรที่จะเปลี่ยนทั้ง 3 ชิ้นนี้ดีกว่า

สำหรับบ้านที่มีคนที่ชอบเล่นเกมส์ ถ้าเพิ่ม VGA Card ได้ด้วยก็จะดีมากๆ ครับ

ลองมาดูตัวอย่างของการอัพเกรดคอมพิวเตอร์ แล้วกันนะครับ ถ้าคุณมี

– CPU อินเทล เพนเทียม 4 ความเร็ว 3.00 GHz. ถ้าขายมือสองน่าจะได้ 1,000 บาท

– Mainboard ที่รองรับ Ram DDR1 ถ้าขายมือสองน่าจะได้ 800 บาท

– Ram DDR1 512 MB (Bus 400) ถ้าขายมือสองน่าจะได้ 500 บาท

ราคารวม 2,300 บาท

ถ้าผมจะแนะนำอุปกรณ์ที่จะอัพเกรดก็น่าจะเป็นประมาณนี้

– CPU อินเทล ดูอัลคอร์ E2180 ราคาประมาณ 2,400 บาท

– Mainboard ที่รองรับ Ram DDR 2 ราคาประมาณ 1,600 บาท

– Ram DDR1 1 GB (Bus 667) ราคาประมาณ 800 บาท

ราคารวม 4,800 บาท

ถ้าเอาของเก่ามาขาย แล้วซื้อของใหม่ คุณก็จะจ่ายเงินเพิ่มเพียง 2,500 บาท แต่ได้ความแรงที่เพิ่มขึ้นมา 2 เท่าเลยนะครับ และใช้ได้อีกอย่างน้อย 3-5 ปีเลยครับ

ส่วนถ้าคุณประกอบไม่เป็น ผมว่าให้ร้านที่คุณซื้ออุปกรณ์นั้น เขายินดีที่จะทำให้อยู่แล้วครับ

ส่วนการเช็คราคาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็ดูได้จาก www.jib.co.th , www.advice.co.th ครับ

ขอให้สนุกกับคอมพิวเตอร์ใหม่ (บางส่วน) นะครับ

หลักการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ (ตามประสาของผมนะ) ตอนจบ

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกครั้งครับ วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่อครับ สำหรับ ตอนแรก ผมก็โม้ไปเรื่อยเกี่ยวกับเรื่่องการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใหม่ พร้อมปัญหาที่หลายคนเจอ วันนี้ก็เลยอยากแบ่งปันสิ่งที่ผมคิดเห็นครับ การเลือกซื้ออุปกรณ์ผมให้ความสำคัญเป็นสัดส่วนดังนี้ครับ

desktop-computer-main_Full

***(การให้เปอร์เซ็นต์นี้ ผมคิดคำนวนจากงบประมาณ 10,000-15,000 บาท หากคุณมีเงินมากกว่านั้นก็ เพิ่มลดตามใจคุณครับ)

ปล.2 ผมยังไม่รวมราคา VGA (การ์ดจอนะครับ ) เพราะการใช้งานเบื้องต้นใช้ เมนบอร์ดแบบออนบอร์ดก็ได้ แต่ถ้าคุณเล่นเกมส์ ผมแนะนำที่ ไม่เกิน 20-30 % เท่านั้นครับ

1) CPU  20%

ผมให้ความสำคัญกับซีพียูแค่ 20% เพราะน้อยครั้งมากที่เราจะได้ขุดเอาขุมพลังของ CPU มาใช้ได้อย่างเต็มที่
และโฆษณาของพวกผู้ผลิตก็มักจะแบ่งชั้นวรรณะไว้เลยว่า “ถ้าใช้ซีพียู รุ่นไฮโซ นะ จะ encode งานวีดีโอ ได้เร็วกว่า รุ่น โลว์โซ (แม่ม ยี่ห้อเดียวกัน ยังเหยียดหยามกันอีก) กี่เปอร์เซ็นต์ ก็่ว่าไป ทำให้ประหยัดเวลาขึ้น

แต่ผมคิดว่าผมคิดเหมือนคนอื่นนะครับ ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้  ตัวเลขมันก็แค่ให้รู้สึกดีในช่วงแรกของการซื้อแหละครับ

2) Mainboard  20%

หลายครั้งที่เวลาคนจะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญของเมนบอร์ดกันซักเท่าไหร่เลยครับ ถ้าเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ ถ้าคอมพิวเตอร์เปรียบเสมือนร่างกายของเรา cpu ก็คือสมอง แล้วคุณคิดว่า เมนบอร์ดคืออะไรครับ

…………. (ให้เวลาคิดครับ)………………….

สำหรับ ผมว่าคือ  หัวใจ เลยครับ เพราะเป็นอุปกรณ์เดียวที่เชื่อมอุปกรณ์ทุกชิ้นของคอมพิวเตอร์เอาไว้ (ไม่เชื่อลองถอดเครื่องดูสิครับ)
แต่คนมันจะมองข้ามความสำคัญของอุปกรณ์ชิ้นนี้ไป ผมอยากให้คุณให้ความสำคัญเท่าๆ กับ cpu นะครับ
หาตัวที่ราคาไม่ถูกซะจนน่าเกลียดเกินไป

3) Ram  10%

ในเรื่องของราคาแล้ว ต้องบอกว่า แรมตอนนี้ราคาถูกลงมา และช่วงนี้ก็ยังเป็นยุคที่คนส่วนใหญ่ยังพอใจใน windows XP อยู่ แรม 1 GB ก็น่าจะเป็นตัวเริ่มต้นได้ดีพอสมควร แต่ถ้าผมแนะนำ ได้ถึง 2 GB เลยก็ดี (แต่ 4 GB เยอะไป -_-?)

4) Harddisk  15%

ตอนแรกผมก็คิดว่าอยากให้ความสำคัญกับ Harddisk มากกว่านี้หน่อยครับ
แต่พอนึกถึงความจุที่เพิ่มขี้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับราคาที่ถูกลงไปมาก ผมว่าไม่เกินนี้ดีกว่าครับ เพราะในเวลาไม่นานคุณก็จะซื้อ Harddisk ที่ความจุเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ในราคาเท่ากับที่คุณซื้อไปในวันนี้ครับ

5) Monitor  30%

ลงทุนกับจอดีๆ ซักตัวเถอะครับ และตอนนี้จอ lcd ก็ถูกลงมากๆ เลยครับ คุณลองคิดดูสิครับ คุณจะต้องเพ่งมองอุปกรณ์อะไรมากที่สุดถ้าไม่ใช่ จอ

6) Case+Power Supply  10%

ถ้าคุณไม่บ้าพลังพวก Overclock หรือต้องการทำลายสถิติโลกแล้ว เคสกับ power supply ติดเคสก็พอแล้วครับ หาตัวที่ดูแล้วรู้สึกดีหน่อยแล้วกันนะครับ

7) อุปกรณ์อื่นๆ (Mouse,Keyboard,speaker)  5%

ซื้อ อุปกรณ์มาทุกชิ้น ลืมข้อสุดท้ายนี่ …. (ไม่ต้องบรรยายเลยนะครับ ) ไม่ต้องแพงมากหรอกครับ เม้าส์แพง คีย์บอร์ดแพง ไม่ได้ทำให้คุณเล่นเกมส์ หรือ ทำงานได้เก่งขึ้นหรอกครับ

พอมานั่งบวกๆ กันแล้ว อ้าว! ได้ 110% นี่หว่า… (ถ้ารวมการ์ดจออีก 20% ก็เป็น 130% แล้ว )

เลยอยากจะบอกคุณในตอนท้ายนี้ว่า

เวลาคุณซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่น่ะ ไม่เคยพอดีตามงบหรอกคุ้ณ…

หลักการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ (ตามประสาของผมนะ) ตอนแรก

คุณผู้อ่านเคยเป็นเหมือนกับผมไหมครับ เวลาที่ผมจะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เนี่ย รู้สึกเป็นกังวลใจไปต่างๆ นานารู้สึกว่า กลัวที่จะซื้อของผิด หรือ ซื้อของมาแล้วตกรุ่น พอโพสท์เข้าไปถามคนอื่นๆ ตามเว็ปไซต์ดังๆ (เช่น 1000ทิป) ก็มักจะได้รับคำแนะนำประมาณว่า

– จะซื้อทั้งทีซื้อแบบดีๆ ไปเลยดีกว่าครับ

– เพิ่มเงินอีกนิด จะได้สเปคดีกว่านี้นะจ้ะ

– ผมแนะนำว่า เพิ่มงบอีกนิดหน่อย (หลายพัน) เปลี่ยนจะซีพียูตัวนี้ (ที่ดูกระจอกจัง) ไปเป็นตัวโน้นดีกว่า (ดูไฮโซดี) ฯลฯ

ผมว่าเป็นคำแนะนำที่ดี แต่คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อครับ

buy-1

เพราะอะไร

  1. เพราะกรูมีเงินอยู่แค่เนี้ย นิดหน่อยของแก ก็เยอะสำหรับฉ้านนะ
  2. ส่วนใหญ่ที่แนะนำ ชอบแนะนำสเปคที่สูงกว่าที่ตัวเองใช่ (จริงๆนะ)
  3. คุณจะต้องอยู่กับเขา (เครื่องคอมพิวเตอร์) ไปอีกนาน คนที่แนะนำเขาไม่ได้มาร่วมหัวจมท้ายกับคุณ

เพราะฉะนั้น

เลือกคอมพิวเตอร์ที่เหมาะทั้งความต้องการและเงินในกระเป๋าสตางค์คุณดีกว่าครับ

เอาล่ะ พล่ามมาพอสมควรแล้ว ผมเกิดความคิดอย่างหนี่งว่า เวลาที่มีคนแนะนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แต่ละชิ้นให้กับผมนั้นก็เป็นสเปคที่น่า สนใจดีครับ

แต่พอผ่านไปซัก 1-2 อาทิตย์ กลับกลายเป็นว่า สเปคนั้นดูไม่คุ้มกับเราซะแล้ว

เพราะว่าถ้าเรากำหนดโดยงบประมาณเป็นจำนวนเงินแล้ว จะทำให้เรามองไม่เห็นถึงความสำคัญในการให้ความสำคัญกับการซื้ออุปกรณ์แต่ละชิ้นได้ดีพอ

ยกตัวอย่างนะครับ ว่า ผมมีเงิน 15,000 บาท ผมจะให้ความสำคัญกับ CPU และก็การ์ดจอ แต่ เมนบอร์ดกับแรม นั้นยังไงก็ได้ (ถ้างบเหลือค่อยคิดถึงทีหลัง) ซึ่งผมเห็นหลายต่อหลายคนเน้นไปที่อุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ทำให้เราได้อุปกรณ์ที่ไม่ค่อยสมดุลกัน เช่น CPU เทพ แต่เมนบอร์ดกากสุดๆ หรือ VGA Card สุดหรู แต่เงินไม่พอซื้อ Power Supply ดีๆซักตัว ผลก็เล่นเกมส์ไปแล้ววูบ ซวยอีก!

ผม เลยคิดว่าอยากจะแบ่งปันแนวทางการซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เป็นดังนี้ครับ เป็นการให้ความสำคัญกับอุปกรณ์แต่ละชิ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ ?(ถ้าแก่หน่อยก็เรียกว่าร้อยละ) วิธีนี้ (ผมคิดว่า) ดียังไงบ้าง

  1. ได้เห็นภาพรวมของอุปกรณ์ทั้งหมดว่า เราควรให้ความสำคัญกับส่วนไหนบ้าง
  2. ไม่อิงกับราคาตามท้องตลาดที่ผันผวนเร็วเหลือเกิน
  3. ใช้ได้ทั้งการซื้อคอมใหม่ทั้งชุดหรืออัพเกรดเฉพาะส่วนครับ

วันนี้หมดเวลาแล้วครับ เดี๋ยวมาคุยกันต่อครับ