OLED คืออะไร? OLED TV ที่กำลังจะมาแทน LED TV

OLED
วันนี้ได้มีโอกาสเดินเล่นอยู่ที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แล้วเกิดความรู้สึกว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็น Plasma TV วางจำหน่ายเลย มีแต่ LED ธฮ และเริ่มมีการพูดถึง OLED TV ผมก็เลยเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ OLED มันคืออะไร เมื่อลองค้นหาข้อมูลก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาดังนี้ครับ

OLED คืออะไร?

OLED เป็นคำย่อมาจากคำว่า Organic light-emitting diode  คือ จอภาพที่มีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารอินทรีย์ที่สามารถเปล่งแสงเองได้เมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า โดยขบวนการนี้เรียกว่าอิเล็คโทรลูมิเนเซนส์ (Electroluminescence) โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแสง Backlight และจะไม่มีการเปล่งแสดงในบริเวณที่เป็นภาพสีดำ ส่งผลให้สีดำนั้นดำสนิท อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานด้วย

ในส่วนของความบาง จอภาพแบบ OLED ยังมีความบางกว่า LCD รวมทั้งมีความยิดหยุ่น และจอภาพแบบ OLED สามารถโค้งงอได้ เนื่องจาก OLED มีโครงสร้างที่แตกต่างจาก LCD โดยโครงสร้างของ OLED นั้นประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็ง ทำจากวัสดุอินทรีย์มีทั้งแบบ Polymer และโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งมีความหนาเพียง 100-500 นาโนเมตรเท่านั้น (บางกว่าเส้นผมของคน 200 เท่า) และอาจมีชั้นสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบอยู่  2 หรือ 3 ชั้น

สำหรับสีของแสงที่ปรากฏออกมาบนจอภาพ OLED จะขึ้นอยู่กับชนิดของโมเลกุลของสารอินทรีย์ในชั้น Emissive layer ซึ่งในจอ Full Colour OLED จะมีสารอินทรีย์ทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ สารอินทรีย์ที่ให้แสงสีแดง, เขียว และน้ำเงิน (RGB) โดยสารทั้ง 3 ชนิดนี้ถูกเคลือบอยู่บน OLED เพียงแผ่นเดียวเพื่อให้เกิดสีสันต่าง ๆ ส่วนความสว่างของแสงที่ปรากฏบนจอภาพจะขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสอิเล็กตรอน หากมีกระแสมากแสงก็จะมีความสว่างมากขึ้น ซึ่งปกติ OLED จะใช้กระแสไฟฟ้าที่ประมาณ 3-10 โวลต์

ประเภทของ OLED

สำหรับจอภาพแบบ OLED จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

PMOLED (Passive Matrix OLED)  โดยข้อดีของ OLED ชนิดนี้คือสร้างได้ง่าย และต้องการกระแสจากวงจรภายนอก ส่งผลให้ต้องใช้พลังงานมากกว่า OLED ชนิดอื่น ๆ (แต่ก็ยังประหยัดพลังงงานมากกว่า LCD)ซึ่ง PMOLED เหมาะสำหรับทำจอภาพขนาดเล็กที่มีความกว้างประมาณ 2-3 นิ้ว อย่างเช่น จอของโทรศัพท์หรืออุปกรณ์พกพาต่าง ๆ แต่ปัจจุบันนิยมหันใช้ AMOLED กันมากกว่าแล้ว

AMOLED (Active Matrix OLED) ซึ่งแบบนี้จะใช้พลังงานน้อยกว่า PMOLED เนื่องจากลักษณะโครงสร้างที่เป็นแบบฟิล์มบาง และยังสามารถขยายให้มีขนาดใหญ่ได้ด้วย จึงทำให้ AMOLED เหมาะสำหรับทำจอภาพที่มีขนาดใหญ่ เช่น จอโทรทัศน์, จอคอมพิวเตอร์ หรือจอป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันก็นิยมใช้เป็นจอภาพของอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ

ถ้าแบ่งตามประเภทการใช้งาน จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อยๆ คือ

  1. Transparent OLED  โดยแบบนี้สามารถสร้างจอภาพที่มองเห็นภาพได้ทั้ง 2 ด้าน โดย Transparent OLED นี้สามารถสร้างได้ทั้งแบบ PMOLED และ AMOLED
  2. Top-emitting OLED เป็นจอแบบทึบแสงหรือสะท้อนแสง โดยจอภาพแบบนี้จะเป็นแบบ AMOLED ซึ่งถูกนำไปใช้กับ Smartcard เป็นส่วนใหญ่
  3. Foldable OLED ทำด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เช่น แผ่นฟลอยด์โลหะหรือพลาสติกใส มีน้ำหนักเบา และมีความทนทานสูง เหมาะใช้สำหรับโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์พกพาต่าง ๆ เพื่อช่วยลดปัญหาหน้าจอแตก นอกจากนี้ ยังสามารถเย็บติดกับเส้นใยผ้าต่าง ๆ อย่างเสื้อผ้าได้อีกด้วย
  4. White OLED เป็น OLED ที่ให้แสงสีขาว ช่วยประหยัดพลังงานและมีคุณภาพดีกว่าแสงที่ได้จาก หลอดฟลูออเรสเซนต์ ทำให้เห็นสีแท้จริง เช่นเดียวกันแสงสว่างตามธรรมชาติ และมีแนวโน้มว่าเมื่อทำให้มีขนาดใหญ่ จะสามารถใช้แทนแสงฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้ตามบ้านและตึกต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าการใช้หลอดไฟธรรมดา

OLED TV เครื่องแรกของโลกกับ Sony XEL-1

ข้อดีและข้อด้อยของ OLED

จุดเด่นของ OLED

  • บาง เบา และมีความยืดหยุ่นสูง
  • เมื่อนำพลาสติกมาทำจอของ OLED แทนกระจก จะทำให้จอมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับให้โค้งงอได้
  • สามารถทำเป็นจอแบบโปร่งใส และมองเห็นได้จากทั้งสองด้าน
  • ให้ความสว่างได้มากกว่าจอปกติ
  • สีดำ ดำสนิทกว่าจอปกติ เนื่องจากไม่มีแสง Backlight
  • สามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง
  • สามารถสร้างให้เป็นขนาดใหญ่ได้ง่าย โดยมีความปลอดภัยสูง เพราะสามารถสร้างจากพลาสติกได้
  • มีมุมมองกว้างถึงเกือบ 180 องศา

จุดด้อยของ OLED

  • ฟิล์มที่ให้กำเนิดสีน้ำเงินมีอายุการใช้งานสั้นเพียง 1,000 ชั่วโมง (สีแดง และเขียว มีอายุการใช้งาน 10,000-40,000 ชั่วโมง)
  • สารอินทรีย์ที่ใช้ทำ OLED จะเสียหายได้ง่ายเมื่อโดนน้ำหรือออกซิเจน

ผมเชื่อว่า ยุคต่อไปของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่มีหน้าจอแสดงผล จะมีแนวโน้ในการผลิตจาก OLED มากขึ้น ส่วนจอแบบ Plasma ก็น่าจะค่อยๆ หายไปจากตลาดครับ

 

 

ทีวีดิจิตอลคืออะไร?

what-is-digital-tv-0
ทีวีดิจิตอลคืออะไร? ช่วงนี้หลายท่านอาจจะได้ข่าวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปิดประมูลทีวีระบบดิจิตอลของ กสทช. ทำให้หลายคนสงสัยว่า “ทีวีดิจิตอลหรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอลคืออะไร?” มีประโยชน์กับคนไทยอย่างไร วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

ทีวีดิจิตอลหรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอลคืออะไร?

ทีวีดิจิตอลหรือโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (Digital television) เป็นระบบการส่งผ่านสัญญาณภาพวีดีโอและเสียงโดยระบบดิจิตอล ซึ่งแต่เดิมระบบการรับสัญญาณโทรทัศน์ในบ้านเราใช้เป็นระบบอะนาล็อก โดยระบบดิจิตอลมีจุดเด่นกว่าระบบอนาล็อกทั้งในด้านความคมชัดของภาพและเสียง และการส่งข้อมูลแบบดิจิตอลสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบเดิม (Multicasting) ซึ่งตอนนี้หลายๆ ประเทศได้ทำการพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณดิจิตอลไปอีกระดับแล้วครับ เช่น โทรทัศน์จอกว้าง ( WIDE SCREEN ) โทรทัศน์ความคมชัดสูง ( HDTV ) ในขณะที่ระบบอะนาล็อกไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้

ซึ่งระบบสัญญาณดิจิตอลเกิดขึ้นมาจากการนำระบบคอมพิวเตอร์นำมาพัฒนาใช้ในการช่วยโทรทัศน์ แล้วจึงได้มีการปรับปรุงโทรทัศน์ให้ใช้ระบบดิจิตอลด้วย

digital-tv-multicasting

จุดด้อยของระบบการส่งสัญญาณแบบเดิม (อะนาล็อก)

  1. หากอยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือแม่เหล็ก จะส่งผลให้ภาพไม่คมชัด โดยเฉพาะช่องต่ำ
  2. หากมีสัญญาณอื่นที่ส่งมาจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์มารบกวน จะทำให้การรับสัญญาณไม่คมชัด
  3. หากโทรทัศน์ที่รับสัญญาณอยู่ในพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างอย่างตึก หรือภูเขาบังการรับสัญญาณโทรทัศน์ ทำให้ให้เครื่องรับไม่สามารถรับสัญญาณได้ดี
  4. แบบอะนาล็อกไม่สามารถบีบอัดสัญญาณได้ ทำให้ต้องใช้ความถี่มากในการส่ง ทำให้มีสถานีน้อย
  5. การส่งสัญญาณอื่นๆ ไปร่วมกันสัญญาณแบบอะนาล็อกทำได้โดยยาก เพราะจะมีผลต่อการรบกวนคลื่นสัญญาณ
  6. ช่องสัญญาณน้อย ไม่พอการใช้งานที่มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

จุดเด่นของระบบการส่งสัญญาณแบบใหม่ (ดิจิตอล)

  1. ระบบดิจิตอลมีระบบการบีบอัดสัญญาณ ( Digital Compression ) ทำให้สามารถส่งรายการต่อช่องได้มากขึ้น จากเดิม 1 ช่องส่งได้ 1 รายการ แต่ระบบดิจิตอล  1 ช่อง จะสามารถส่งได้ถึง 4-6 รายการทางภาคพื้นดิน และ 8-10 รายการทางดาวเทียม
  2. สามารถให้บริการเสริมอื่นๆ ได้ (ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต)
  3. สามารถรับชมขณะอยู่ในพาหนะเคลื่อนที่ได้ เช่น รับโทรทัศน์บนรถยนต์ได้
  4. สามารถให้บริการฟรี ( Free to Air ) หรือบริการเก็บค่าสมาชิกได้
  5. เนื่องจากเครื่องส่ง 1 เครื่อง สามารถส่งได้หลายรายการ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อรายการลดลง(จากเดิม 1 ช่องส่งได้ 1 รายการ)
  6. ระบบดิจิตอล สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ เพื่อรองรับเทคโนโลยีในการส่งและรับโทรทัศน์ในอนาคตได้ เช่น โทรทัศน์จอกว้าง ( WIDE SCREEN ) โทรทัศน์ความคมชัดสูง ( HDTV ) ในขณะที่ระบบอะนาล็อกไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้
  7. เนื่องจากระบบดิจิตอลนั้น เครื่องส่งใช้กำลังออกอากาศลดลง ทำให้ประหยัดพลังงาน
  8. และข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณภาพในการรับชมดีขึ้น ไม่มีเงา การรบกวนน้อย เพราะถ้าจะรับได้ชัดก็ชัดเลยแต่ถ้าอยู่ในที่รับไม่ชัดก็จะรับไม่ได้

Root คืออะไร? (Android)


หลายคนที่ใช้งานมือถือหรือแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android อาจจะเคยได้ยินคำว่า “รูทเครื่อง” (Root) โดยบางคนก็บอกว่ามันจะช่วยให้เครื่องคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้มานาคอมพิวเตอร์ขอเอาเรื่องนี้มาเล่าให้คุณฟังกันดูนะครับ

Root คืออะไร?

คำว่า Root นั้นเป็นคำที่มาจากภาษาของคนที่ใช้งาน Linux ทั่วไป (ต้องเข้าใจว่า Andoird เป็นโปรแกรมที่รันอยู่บน Linux อีกทีนึงครับ) ซึ่งความหมายของมันก็คือ Default Super User ครับ หากนึกภาพไม่ออกว่ามันคืออะไร ให้ลองนึกถึงระบบ Windows ที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยก็แล้วกันนะครับ  Super User = Adminstrator นั่นเองครับ

โดย Root เป็น Super User ที่มีสิทธิ์ในการแก้ไขไฟล์ต่างๆ รวมถึงการตั้งค่าระบบต่างๆ ในเครื่องได้ ซึ่ง Android ปกติ จะถูกปิดกั้นความสามารถนี้ครับ

Root เครื่องแล้วจะแรงขึ้น,ดีขึ้น จริงหรือไม่?

หลายคนมีความเชื่อว่า หากเราสามารถ Root (เข้าถึงระดับ Super User ได้) จะทำให้เราสามารถปรับแต่งเครื่องของเราให้เครื่องของเราเร็วขึ้น เสถียรขึ้น หรือเครื่องจะประหยัดแบตขึ้น ซึ่งจริงแล้ว ผมอยากจะให้คุณเข้าใจถึงการ Root จริงแล้วก็คือ

การเปิดสิทธิในการเข้าไปแก้ไฟล์ระบบของเครื่องที่โดยปกติทางผู้ผลิตจะปิดป้องกันไว้เพราะเป็นไฟล์ส่วนที่สำคัญต่อระบบ

โดยเหตุผลของคนที่ต้องการ Rootเครื่อง Android นั้น ก็เพื่อต้องการเข้าไปแก้ไขในส่วนที่เขาป้องกันไว้นั้นเอง  เพราะเพื่อคงความ “เสถียร” ของระบบไว้นั้นเอง ซึ่งหากคุณเข้าไปทำการปรับแต่ง แก้ไข ก็อาจจะเกิดความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการ Root นั้น ทำให้บางครั้งอาจจะมีผลถึงการรับประกันจากศูนย์เลยก็ได้ครับ ฉะนั้น จงมีเหตุผลในการRootเครื่องก่อนลงมือทำ ถามตัวเองจะเข้าไปในส่วนของไฟล์ระบบเพื่ออะไรครับ

Root แบบไหนที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเรา

มีหลายกรณีครับที่เราจะได้รับประโยชน์จากการ Root เพื่อให้เครื่องของเรามีประสิทธิภาพมากขี้นโดยไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงมากจนเกินไปครับ เช่น

  1. เพื่อการเปลี่ยนไปใช้ Custom ROM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของเครื่อง ซึ่งอันนี้เป็นเหตุผลหลักๆ ของการ Root เครื่องของคนส่วนใหญ่เลยครับ
  2. เพื่อการ Overclock CPU ซึ่งการปรับค่าซีพียูให้สูงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ทำเพื่อเพิ่มตัวเลขในการให้คะแนนโปรแกรมประเภททดสอบประสิทธิภาพซีพียู ซึ่งพอเอามาใช้งานจริงๆ แทบไม่ต่างจากซีพียูปกติเท่าไหร่ครับ อันนี้เอาไว้ทำเอามัน แต่ไม่ค่อยอยากแนะนำครับ
  3. เพื่อการแชร์ไฟล์แบบ NFS ( Network File Sharing ) ซึ่งการแชร์ไฟล์แบบนี้จะเหมือนกันการแชร์ไฟล์ด้วย Wireless ระหว่าง Windows ด้วยกันครับ
  4. เพื่อการ Fake Legion บน Android Market ซึ่งแอพบางตัวใน Google Play Store จะล็อกไว้สำหรับประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ทำให้เราไม่สามารถโหลดแอพนั้นได้ หากเราทำการ Root แล้วเราก็ใช้แอพจำพวก Market Enabler ครับ
  5. เพื่อเอาไว้บล็อคการเชื่อมอินเตอร์เน็ตเป็นรายแอพไป เช่นโปรแกรมแชทบางตัวมีการรับส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เราก็ทำการปิดการเชื่อมต่อเฉพาะแอพแชทนั้นๆ ครับ
  6. เพื่อการเปลี่ยน Font ให้หลากหลายและสวยงามขึ้น
  7. เพื่อการเปลี่ยน Boot Animation,เปลี่ยนรูปแบตเตอรี่ สำหรับคนขึ้นเบื่อ, การเปลี่ยนรูปแบตเตอรี่

เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะ Root เครื่อง คุณต้องมองดูก่อนนะครับว่า เครื่องที่คุณใช้ปกติดีอยู่หรือเปล่า (ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่ค่อยมีปัญหา) และ ต้องการ Root ไปเพื่ออะไร เพราะการปรับแต่งด้วยการ Root เครื่อง มีความเสี่ยงไม่น้อยเลยครับ ส่วนผมก็ใช้แบบเดิมๆ ไปนี่แหละครับ 🙂

ทั้งนี้การ Root อย่างไรก็ยังมีผลเสียอยู่ เช่น เครื่องพัง, ประกันหมด (เอากลับมาได้ด้วยการ Flash ROM ใหม่) ถ้าคิดจะ Root แล้วเจ้าของเครื่องก็ต้องรับความเสี่ยงกันเอาเองนะครับ

ซื้อ New iPad,iPhone ผ่านค่ายมือถือ,iStudio,มาบุญครอง หรือผ่าน Apple Store Online ดี?


สำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อแทบเล็ต New iPad หรือโทรศัพท์มือถืออย่าง iPhoneแม้ว่าตอนนี้จะมีกำลังทรัพย์พร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอยแล้ว แต่อาจจะกำลังลังเลอยู่ว่า จะซื้อที่ไหนดี? ระหว่างซื้อผ่านค่ายมือถือต่าง หรือซื้อผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายอย่าง iStudio หรือใจร้อนอยากได้ของเร็วๆ ผ่านทางร้านค้าในมาบุญครอง หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่าน Apple Store Online วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์มาขอแนะนำการเลือกซื่อแต่ละช่องทางว่ามีข้อดีข้อด้อยหรือข้อควรระวังอย่างไรบ้างครับ 🙂

ซื้อ New iPad, iPhone ผ่านทางค่ายมือถือ (AIS,DTAC,Truemove)

การซื้อผ่านค่ายมือถือเป็นช่องทางหนึ่งที่สะดวกที่สุดสำหรับหลายๆ คน เนื่องจากศูนย์ที่ให้บริการของค่ายมือถือเหล่านี้จะกระจายอยู่ทั่วประเทศครับ ไม่ว่าจะเป็นในห้างสรรพสินค้า หรือย่านใจกลางเมือง และในช่วงหลังนี้ ยิ่งมีโปรโมชั่นผ่อน 0% 10 เดือน พร้อมทั้งแพคเกจการใช้งานอินเทอร์เน็ตราคาพิเศษล่อตาล่อใจ ทำให้การซื้อ iPad หรือ iPhone ผ่านทางช่องทางนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากครับ

ข้อดี

  1. โปรโมชั่นผ่อน 0% 10 เดือน ผ่านบัตรเครดิตที่มีให้เลือกหลายธนาคาร
  2. โปรโมชั่นแพคเกจอินเทอร์เน็ตจะมีราคาพิเศษ เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นโปรโมชั่นที่ค่ายมือถือออกมาเพื่อ iPad และ iPhone  โดยเฉพาะครับ หากซื้อจากช่องทางอื่นอาจจะไม่ได้โปรโมชั่นแพคเกจอินเทอร์เน็ตราคาพิเศษครับ
  3. มีร้านจำหน่ายมากมาย โดยมักจะพบร้านของค่ายมือถือต่างๆ ได้ทุกห้างสรรพสินค้าและย่านธุรกิจทั่วประเทศครับ

ข้อด้อย,ข้อควรระวัง

  1. หากต้องการซื้อ New iPad ร้านค้าค่ายมือถือมักจะมีเพียงรุ่น 4G+Wi-Fi เนืองจากรุ่น Wi-Fi อย่างเดียวไม่มีช่องใส่ซิมครับ ทำให้ร้านค่ายมือถือไม่รู้จะเอามาจำหน่ายทำไม (เพราะขายแพคเกจของตนเองไม่ได้ด้วย)
  2. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการอาจจะยังไม่สามารถที่จะตอบคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ดีพอ แต่ถ้าคุณพอใช้งานได้ในระดับนึง ข้อนี้ก็ไม่น่ากังวลใจครับ
  3. การบริการหลังการขาย เมื่อเวลาการใช้งานเกิดปัญหา มักจะพบว่า ผู้ใช้งานส่วนมากไม่รู้สึกประทับใจเกี่ยวกับบริการหลังการขายของค่ายมือถือเหล่านี้ครับ

ซื้อ New iPad, iPhone ผ่านทางตัวแทนจำหน่าย iStudio

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีร้านค้าที่เป็นของ Apple อย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกว่า Apple Store การวางจำหน่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple จึงมักจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น iStudio ครับ โดยบรรยากาศของร้าน iStudio ได้ถูกจัดไว้ให้น่าเข้าไปใช้งานมากครับ ด้วยสภาพที่เปิดโล่ง และมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple ให้ลองใช้งานมากมายครับ การเลือกซื้อ iPad หรือ iPhone ที่นี่ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ

ข้อดี

  1. มีโปรโมชั่นผ่อน 0% 10 เดือน ผ่านบัตรเครดิต (แม้จำนวนบัตรที่รองรับจะไม่เยอะเท่าซื้อผ่านค่ายมือถือ แต่ก็มีให้เลือกพอสมควรครับ)
  2. มีเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรองจาก Apple การให้ความเข้าใจ,ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่อาจจะเพิ่งเคยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นครั้งแรกครับ
  3. มีเครื่อง iPad, iPhone และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple ให้ทดลองเล่นได้เยอะเลยทีเดียวครับ

ข้อด้อย,ข้อควรระวัง

  1. การให้บริการเจ้าหน้าที่บางท่านอาจไม่ค่อยดี อันนี้เป็นประสบการณ์ที่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมก็เคยเจอเหมือนกัน โดยอารมณ์ประมาณว่า เจ้าหน้าที่(บางท่าน) แสดงท่าทางไม่ค่อยอยากจะอธิบาย เพราะอาจจะคิดว่า ยังไงก็คงไม่ซื้อ บางครั้งเหมือนมีท่าทีดูถูกคนที่มาถามเหมือนว่าไม่ค่อยมีความรู้หรือไม่เหมาะที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple (ขอย้ำว่า บางท่านเท่านั้น ส่วนใหญ่จะบริการลูกค้าเป็นอย่างดีครับ)
  2. ตัวแทนจำหน่ายบางเจ้าอาจมีการเอาเปรียบผู้ซื้อด้วยการบังคับขายสินค้าอื่นพ่วง iPad หรือ iPhone ด้วย เช่น ถ้าจะซื้อ iPad จะต้องซื้อ Smart Cover+ประกันกับทางร้านด้วย ถ้าไม่ซื้อพ่วงบางทีก็เจอคำตอบว่า “ของหมด”

 

ซื้อ New iPad, iPhone ผ่านทางร้านค้าในมาบุญครอง

การซื้อสินค้าจำพวกโทรศัพท์มือถือ,แทบเล็ต รุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่นั้นมักจะจำหน่ายในต่างประเทศก่อนแล้วค่อยเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ร้านค้าหลายๆ ร้านในมาบุญครองเลือกที่จะใช้วิธี “หิ้วของ” ขึ้นเครื่องจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศไทยครับ และเมื่อสินค้านั้นมีการวางจำหน่ายในประเทศไทย การหิ้วของก็จะเป็นประโยชน์ในด้านของราคาที่ถูกกว่าราคาที่วางจำหน่ายในไทยครับ

ข้อดี

  1. ได้ซื้อสินค้าที่ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย อันนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบล้ำแฟชั่นครับ
  2. ได้ซื้อของที่ราคาถูกกว่า เพราะบางครั้งสินค้าเดียวกัน ราคาจำหน่ายในต่างประเทศราคาถูกว่าในประเทศ
  3. มีร้านค้ามากมายให้เลือกเปรียบเทียบราคาได้ครับ

ข้อด้อย,ข้อควรระวัง

  1. สินค้าที่อาจจะเป็นของมือถือมาย้อมเป็นของมือหนึ่ง,ของปลอม อันนี้มีโอกาสที่จะเจอได้มาก ให้คุณลองสังเกตดูว่าสินค้าไหนราคาถูกผิดปกติ ให้สงสัยไว้ก่อนครับว่า อาจจะเป็นของที่ไม่มีคุณภาพครับ
  2. การรับประกัน บางครั้งเราอาจจะตรวจสอบลำบากกว่า การซื้อผ่านค่ายมือถือ หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายครับ

 

ซื้อ New iPad, iPhone ผ่านทาง Apple Store Online

เมื่อก่อน การซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากระยะเวลาในการส่งของนั้นใช้เวลานานเป็นอาทิตย์ แต่พอช่วงหลังนั้นสินค้านั้นถูกส่งมาถึงผู้ซื้อได้เร็วขึ้น (ผ่านทาง DHL โดยใช้เวลาเพียง 2-3  วันเท่านั้น) ทำให้หลายคนชอบที่จะซื้อผ่านช่องทางนี้ครับ

ข้อดี

  1. สินค้าบางตัวบางรุ่นมีราคาถูกกว่าร้านค้าตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยครับ
  2. สินค้าส่งเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก พอๆ กับการสั่งซื้อในประเทศเลยครับ สะดวกสำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกไปเลือกซื้อครับ
  3. การรับประกันจาก Apple โดยตรง (แม้ว่าซื้อทางช่องทางอื่นก็ได้การรับประกันเหมือนกัน แต่มันเป็นความรู้สึกอุ่นใจมากกว่าครับ)
  4. หากคุณซื้อ New iPad จะมีบริการสลักข้อความด้านหลังเครื่องด้วย และมีบริการห่อของขวัญ (เหมาะสำหรับซื้อเป็นของขวัญเซอร์ไพร์ซให้กับคนที่คุณรักด้วยครับ)

ข้อด้อย,ข้อควรระวัง

  1. การชำระเงินทำได้เพียงชำระผ่านบัตรเครดิต โดยตัดเงินเต็มจำนวนครับ (แล้วคุณค่อยโทรไปทำเรื่องผ่อนกับทางธนาคารผู้ให้บริการบัตรเครดิตนั้นเองครับ)
  2. เวลาเครื่องมีปัญหา อาจจะรู้สึกลำบากเวลาติดต่อสอบถามครับ (โดยส่วนใหญ่คนไทยมักจะชินกับการซื้อของผ่านร้านค้าที่มีตัวตนครับ เพราะเวลามีปัญหาก็มักจะพุ่งไปที่ร้านนั้นก่อนครับ)

หากเพื่อนมองเห็นข้อดี,ข้อด้อย,ข้อควรระวัง เกี่ยวกับการซื้อผ่านทางช่องทางไหน แนะนำกันเข้ามาได้นะครับ

 

เลือกแพคเกจการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือแบบไหนดี?


สำหรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหลาย สามารถที่จะใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือของตนได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งทางผู้ให้บริการทางด้านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น AIS Dtac หรือ Truemove ต่างก็นำเสนอแพคเกจการให้บริการเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่หลากหลายมากขึ้น แล้วคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละรายก็คือ “แล้วแบบไหนที่จะเหมาะกับเราที่สุดล่ะ?”

ในส่วนของแพคเกจอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ผู้ให้บริการนำเสนอในปัจจุบันนั้น ผมอยากจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ ก็คือ

1. แพคเกจอินเทอร์เน็ตแบบคิดตามเวลา(ชั่วโมง)

โดยปัจจุบันจะมีให้เลือกตั้งแต่ แบบ 1 ชั่วโมง – ไม่จำกัดชั่วโมงการใช้งาน ซึ่งมีราคาค่าบริการเริ่มต้นที่ 20 บาท จนถึง 999 บาท ต่อเดือน โดยในแบบแรกนี้จะเป็นการคิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือแบบไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน แต่คิดตามชั่วโมงการใช้งานจริง เช่นคุณอาจจะใช้แค่เช็คเมล์,เปิดหน้าเว็บไซต์ดูครั้งละ 5-10 นาที ระบบก็จะทำการหักเวลาการใช้งานไปเรื่อยๆ จนครบแพคเกจที่เลือกไว้

ข้อดีของแพคเกจรูปแบบนี้
– ไม่จำกัดปริมาณข้อมูลการใช้งาน
– เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบท่องเว็บไซต์บนมือถือเป็นประจำ , ดาวน์โหลดไฟล์จากอีเมล์เมล์ , ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรม (ขนาดไม่ใหญ่)

ข้อด้อยของแพคเกจในรูปแบบนี้
– ไม่เหมาะกับการพูดคุยโดยผ่านระบบ Chat , ระบบการเช็คเมล์ หรือบริการที่มีรูปแบบที่ต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
–  หากครบกำหนดเวลา ยังใช้ไม่หมด ระบบจะทำการตัดส่วนที่เหลือทิ้ง และคิดค่าบริการในรอบใหม่ทันที

2. แพคเกจอินเทอร์เน็ตแบบคิดตามปริมาณการใช้งาน

โดยปัจจุบันจะมีให้เลือกใช้บริการตั้งแต่  30 Mb (ราคา 99 บาท) ขึ้นไป ซึ่งในแบบนี้จะเป็นการคิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือแบบจำกัดปริมาณการใช้งาน แต่ไม่จำกัดเวลา

ข้อดีของแพคเกจรูปแบบนี้
– ไม่จำกัดเวลาการใช้งาน เพราะคิดแพคเกจตามปริมาณข้อมูลการใช้งาน
– เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการพูดคุยโดยผ่านระบบ Chat , ระบบการเช็คเมล์ หรือบริการที่มีรูปแบบที่ต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เพราะบริการเหล่านี้จะมีการใช้ปริมาณข้อมูลในแต่ละครั้งที่น้อยมากๆ

ข้อด้อยของแพคเกจในรูปแบบนี้
– ไม่เหมาะกับผู้ที่ชอบท่องเว็บไซต์บนมือถือเป็นประจำ , ดาวน์โหลดไฟล์จากอีเมล์เมล์ , ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรม (ขนาดไม่ใหญ่) เพราะการใช้งานเหล่านี้จะทำใช้ปริมาณข้อมูลเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้ใช้งานได้แค่ในช่วงเวลาสั้นๆ

ซึ่งบทความนี้ ก็น่าจะช่วยให้คุณสามารถที่จะเลือกแพคเกจที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณได้ในระดับหนึ่งนะครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0