คิดสักนิด(ภาค2) ก่อนซื้อ iPad3


(บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554) ในภาคแรก ผมได้คุยเกี่ยวกับเรื่อง คิดสักนิดก่อนซื้อ iPhone 5 ไปแล้ว ในภาคนี้ ผมก็อยากจะขอพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นในส่วนของ Tablet บ้างครับ ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกก็กำลังรอคอยการมาของ iPad3 ครับ เหมือน iPhone5 เลยครับ มีข่าววงใน,กระแส,ภาพหลุด,คลิปหลุด(อันนี้เริ่มไม่ใช่และ) หลายคนก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งผมอยากให้บทความนี้เป็นคู่ขนานไปกับเรื่อง คิดสักนิดก่อนซื้อ iPhone 5 ครับ

คำเตือน(เหมือนเดิม) บทความนี้จะไม่มีประโยชน์สำหรับ 1.คนที่มีเงินเหลือเฟือ ใช้ทิ้งใช้ขว้างโดยไม่เดือดร้อนใคร 2.คนที่อัพเดทเทคโนโลยี่เข้าเส้นเลือด

1. iPad เอามาแทน Notebook หรือ Netbook ไม่ได้นะครับ (ในความคิดผม) จากการได้ไปทดลองใช้งานเครื่อง iPad2 ผมพบว่า มันไม่เหมาะกับการใช้งานของผมอย่างแรง เนื่องจากผมต้องคอยเขียน,อัพเดทบทความ ต้องเน้นเรื่องการพิมพ์ข้อความทีละเยอะ ซึ่งหน้าจอของ iPad เป็นระบบสัมผัส ทำให้ทำงานได้ลำบากกว่า Notebook หรือ Netbook ครับ ดังนั้นอย่าลืมข้อนี้ก่อนนะครับ

2. โดยการใช้งานทั่วไปแล้ว ผมเชื่อว่า iPad , iPad2 , iPad3 ความสามารถแทบไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ผู้ผลิตต้องเคลมว่ามันดีขึ้น (แหงละ ถ้ารุ่นใหม่สเปคเท่ารุ่นเดิม ใครจะซื้อล่ะ) ดังนั้นถ้าคุณต้องการใช้งานผ่านทาง iPad จริง ผมเชื่อว่า เมื่อ iPad3 ออกมา ราคาของ iPad และ iPad2 มันจะต้องลดลงตามกลไกตลาด ดังนั้นการไม่ซื้อของรุ่นใหม่ล่าสุด ก็ไม่ได้แปลว่า ไม่ฉลาดซื้อนะครับ บางทีการซื้อ iPad หรือ iPad2 ก็เพียงพอแล้ว

3. งานหรือไลฟ์สไตล์ของคุณเหมาะกับมันหรือไม่ อย่าลืมว่า iPad3 เครื่องหนึ่งราคาไม่ใช่ถูกๆ ผมขอแนะนำว่า ก่อนซื้อคุณควรลองเล่นลองใช้งานให้เป็นที่พอใจในระดับหนึ่งก่อนนะครับ อย่าซื้อเพราะว่าใครๆ ก็ซื้อนะครับ

4. เหมือนเดิมครับ สิ่งที่คุณได้เมื่อซื้อ iPad3 นั่นก็คือ ความภาคภูมิในใจ (หรือความเท่ห์) ยิ่งเอามานั่งเล่นเกมส์ เปิดเว็บ อัพเฟสบุ้ค บน BTS นี่ เท่ห์ม้ากกก (อันนี้ความรู้สึกผมจริงๆ ไม่ได้ประชด) แต่กลับกัน ถ้าผมจะเสียเงินหมื่นปลายๆ ถึงสองหมื่นเพื่อจะได้เท่ห์อย่างนี้ ผมขอคิดหนักสักหน่อยแล้วกันครับ

5. เหมือนเดิมอีกนั่นแหละครับ iPad3 อันหนึ่งไม่ใช่เล็กๆ เวลาเอาออกมาใช้นี่ สะดุดตายิ่งกว่า iPhone5 ซะอีก เพราะด้วยความที่หน้าจอมันใหม่ (แม้จะบางก็เถอะ) ถ้ามันจะตกเป็นเป้าสายตาและจุดสนใจของมิจฉาชีพ ก็อย่าแปลกใจครับ

6. คุณต้องไม่ลืมว่า ทุกวันนี้ เทคโนโลยีไปเร็วมาก ของบางอย่างซื้อมาวันนี้ พรุ่งนี้ตกยุคแล้ว ผมเกรงว่า iPad3 มันก็จะไม่พ้นกฎข้อนี้เหมือนกันครับ (แต่ถ้าคุณมีแนวคิดที่ว่า ซื้อก่อนได้ใช้(เทคโนโลยีสุดล้ำ)ก่อน ก็มองข้ามข้อนี้ได้นะครับ

เอาแค่นี้ก่อนครับ ขอให้คุณมีความสุขกับการรอคอยและเลือกซื้อ iPad3 นะครับ 🙂

 

 

คิดสักนิดก่อนซื้อ iPhone 5


ถ้าถามว่าตอนนี้ (6 กันยายน 2554) โทรศัพท์มือถือรุ่นไหนยี่ห้อไหนที่คนกำลังตั้งตารอมากที่สุด คำตอบก็คงไม่พ้น iPhone6 (ยังไม่ออก) iPhone5 ซึ่งมีข่าวเล็ดลอดออกมามากมาย ทั้งรูปร่างหน้าตา คุณสมบัติการใช้งาน กำหนดการวางจำหน่าย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครเห็น iPhone5 ของจริงกันสักคน โดยข่าวล่าสุดก็บอกว่า “มีกำหนดการวางจำหน่ายในร้าน Bestbuy ที่สหรัฐอเมริกา ต้นเดือนตุลาคมนี้” เห็นกระแสมาแรงอย่างนี้ ผมเลยอยากจะขอแนะนำอะไรสักนิดนะครับ

บทความนี้จะไม่มีประโยชน์สำหรับ 1.คนที่มีเงินเหลือเฟือ ใช้ทิ้งใช้ขว้างโดยไม่เดือดร้อนใคร 2.คนที่อัพเดทเทคโนโลยี่เข้าเส้นเลือด เรียกว่า ถ้ากรูไม่ได้ใช้ของใหม่ล่าสุด ล้ำสุด จะถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ถ้าคุณไม่เข้าสองข้อนี้ ผมอยากให้คุณได้อ่านครับ

ด้วยค่าตัวในระดับราคาสองหมื่นกว่า ทำให้หลายคนที่อยากได้ แต่ปัจจัยไม่เอื้ออำนวย เลือกที่จะใช้ระบบการเอาของมาก่อน จ่ายตังค์ทีหลัง (เรียกว่า “ผ่อน” นั่นแหละครับ) อาจจะ 0% 10 เดือน (ตกเดือนละสองพันกว่าบาท) ซึ่งค่าตัวของ iPhone5 มันต้องมาระดับนี้แน่นอนครับ

เราลองมาคิดกันดูว่า เราเสียเงินสองหมื่นกว่าแล้ว ซึ่งอาจจะเท่ากับเงินทั้งเดือนของบางคน หรือเงินเดือน 2-4 เดือนของหลายๆ คน เราได้อะไรบ้าง

1. ได้ความรู้สึกภาคภูมิใจว่า คุณมีความสามารถในการครอบครองเทคโนโลยีสุดล้ำ  แต่อย่าลืมว่า ในขณะที่คุณกำลังชื่นชม iPhone5 ทางผู้ผลิดก็วางแผนการผลิต iPhone6, iPhone7 ไปเรียบร้อยแล้ว เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่ควรวิ่งตามครับ เพราะคุณจะไม่เคยตามมันทันเลย

2. ได้ความรู้สึกเท่ห์ เมื่อนำออกมาใช้งานในที่สาธารณะ อันนี้ผมยอมรับว่าเท่ห์จริง แต่มันจะเป็นแค่ความรู้สึกของเราคนเดียวหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่งครับ

3. ได้ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า  ซึ่งถ้าคุณเป็นคนชอบที่จะสนุกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อันนี้พอจะเข้าใจครับ แต่ถ้าเอามาโทรเข้าโทรออก ส่ง SMS ยังไม่ค่อยเป็น หรือเอามาเล่นเกมส์อย่างเดียว ดูเหมือนจะเอาเงินไปทิ้งท่อไปหน่อยครับ

4. ได้ตกเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพ ผมตอบได้เลยว่า ถ้าโจรเห็นคนใช้โทรศัพท์เครื่องละพัน กับเห็นคนใช้ iPhone5 เดินมาด้วยกัน มันเลือกตีกระบาลคนใช้ iPhone5 ก่อนเลย เพราะโทรศัพท์มือถือเป็นทรัพย์สินที่แปลงเป็นเงินได้ง่ายมาก ยิ่งมีราคาสูงยิ่งดึงดูดใจ (มิจฉาชีพ)

5. ได้เป็นหนี้ (ในกรณีที่คุณเลือกการผ่อนชำระ) คุณอาจจะใช้ไปสัก 3 เดือน แล้วคุณเกิดเบื่อ แต่สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้คุณเขายังไม่เบื่อที่จะเก็บเงินจากคุณ แสดงว่า คุณยังต้องเหลือภาระหนึ้สินที่ต้องชำระไปอีก 7 งวด ยิ่งบางคนเลือกผ่อนแบบสองปี นี่หนักเข้าไปใหญ่เลยครับ

5.5 จากข้อ 5 คุณอาจจะเถียงว่า ถ้าเบื่อก็ขายสิ จะได้ไม่ขาดทุนมาก อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดคุณครับ 🙂

สุดท้าย ผมขอบอกว่า ไม่ผิดที่คุณอยากจะได้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะนั่นมันเงินของคุณ แต่ผมแค่อยากให้คุณได้ใช้เงินของคุณให้คุ้มค่าที่สุดครับ ด้วยความหวังดีครับ

ปล. อย่าลืมว่า บทความนี้ไม่มีประโยชน์ถ้าคุณเป็น 1.คนที่มีเงินเหลือเฟือ ใช้ทิ้งใช้ขว้างโดยไม่เดือดร้อนใคร 2.คนที่อัพเดทเทคโนโลยี่เข้าเส้นเลือด

ปล.2 ขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ในช่วงที่ทาง Dtac จัดงาน Dtac 3G ที่พารากอน และขาย iPhone4 ลดครึ่งราคา 100 เครื่อง แต่คนมาเป็นพันและเกิดความวุ่นวายเป็นอย่างมาก จนทางผู้บริหารต้องเพิ่มโควต้า 50% เป็น 1,000 เครื่องครับ

คราวหน้าเรามาคุยเรื่อง คิดสักนิด(ภาค2) ก่อนซื้อ iPad3 กันดีกว่าครับ

Blu-ray คืออะไร? ดีกว่า DVD อย่างไร?

blu ray
ในสมัยก่อนสำหรับคนที่ชอบดูภาพยนตร์ที่บ้าน มักจะคิดถึง DVD มากกว่า VCD เนื่องจากความคมชัดของภาพและเสียงที่ดีกว่า VCD  มีระบบ Sub-title , เลือกตอนของภาพยนตร์ดูได้ แต่มาถึงยุคนี้ หากนึกถึงความคมชัดสุดยอดในการชมภาพยนตร์ที่บ้าน หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า Blu-ray และอาจจะมีข้อสงสัยว่า มันคืออะไรกันแน่? วันนี้ผมอยากมาเล่าให้ฟังครับ

Blu-ray คืออะไร?

Blu-ray เป็น Format หนึ่งของบันทึกข้อมูลภาพและเสียงลงแผ่นที่มีความละเอียดและความคมชัดสูง (มากกว่า DVD หลายเท่า)

คำเรียกของ Blu-ray ก็เนื่องมาจากลำแสงจากหัวอ่านเครื่องเล่น Blu-ray เป็นลำแสงสีน้ำเงินที่มีขนาดเล็กกว่าลำแสงสีแดงของเครื่องเล่น DVD ทำให้การอ่านข้อมูลได้มากกว่าครับ

ทำไม Blu-ray ดีกว่า DVD ?

1. ความคมชัดของภาพของ Blui-ray อยู่ในระดับ High Definition (เรามักจะเห็นโทรทัศน์รุ่นปัจจุบันมักจะรองรับแบบ Full HD นัั่นก็เพราะว่า ความละเอียดภาพของ Blu Ray อยู่ที่ 1080p (1080 เส้น) ซึ่ง DVD จะมีความละเอียดของภาพอยู่เพียง 576p (576เส้น) ครับ

2. ระบบเสียงของ Blu-ray ก็อยู่ในระดับ HD เช่นกันครับ โดยไม่มีการบีบอัดลดคุณภาพ เช่น Dolby True HD หรือ DTS HD Master

3. ความจุข้อมูลของ Blu-ray จะมากกว่า DVD โดยสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้ครับ

  • ถ้าเป็นแบบ Single Layer (บันทึกข้อมูลด้านเดียว) : Blu-ray มีความจุ 25 GB แต่ DVD จะมีความจุแค่เพียง 4.7 GB ครับ
  • และถ้าเป็นแบบ Dual Layer (บันทึกข้อมูลทั้งสองด้าน) : Blu-ray จะมีความจุเพิ่มขึ้นสองเท่าคือ 50 GB ในขณะที่ DVD จะมีความจุเพียง 8.5 GB ครับ

นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ Blu-ray สามารถเก็บข้อมูลทั้งภาพและเสียงได้ดีกว่าครับ

4. เครื่องเล่น Blu-ray สามารถเล่นแผ่น DVD ได้ แต่เครื่องเล่น DVD ไม่สามารถเล่นแผ่น Blu-ray ได้ครับ

เราควรจะเปลี่ยนจาก DVD มาเป็น Blu-ray ได้แล้วหรือยัง?

แม้ว่า Blu-ray จะมีจุดเด่นหลายด้านที่ดีกว่า DVD แต่เนื่องจากตอนนี้ ราคาของทั้งเครื่องเล่นและแผ่น  Blu-ray ยังถือว่ามีราคาสูงพอสมควร หากรอสักระยะหนึ่ง ผมเชื่อว่า Blu-ray จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ DVD ในเวลาอีกไม่นานครับ

แต่ถ้าคุณมีโทรทัศน์ความละเอียดสูงและเครื่องเสียงดีๆ การหา Blu-ray มาเพื่อการผ่อนคลายก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างดีเลยครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0