“คลิป18+แตกเต็มหน้าเลยครับ” ที่มา,ตอบข้อสงสัยของการประลองครั้งนี้

ฮูฒันร่า-ธัญบูร่า-กลุ่มนักดาบ1
หลังจากที่มีการปล่อยคลิปที่มีชื่อว่า “คลิป18+แตกเต็มหน้าเลยครับ” ที่มีการประลองด้วยอาวุธต่างๆ ที่ทำจากไม้ ของคนสองกลุ่ม ซึ่งใครที่ได้ดูแล้วก็เกิดความรู้สึกหลากหลาย ไม่ว่าจะเสียวเพราะว่ากลัวจะเกิดอันตราย หรือสงสัยว่า คนกลุ่มนี้ทำอะไรกันแน่ พวกเขามีวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายอะไรกับการต่อสู้ครั้งนี้กันแน่ วันนี้มานาคอมพิวเตอร์ขอเอาข้อมูลทั้งหมดมาแนะนำให้คลายความสงสัยกันนะครับ

เราลองไปดูคลิปนี้กันอีกทีนะครับ

สำหรับที่มาที่ไปของเหตุการณ์ในคลิปนี้ จะมีลำดับที่น่าสนใจดังนี้ครับ

เริ่มต้นของการประลองในคลิปนี้เราจะเห็นคนสองฝั่งก็คือ คนที่แต่งชุดดำคล้ายนินจา นั่นคือ กลุ่มฮูฒันร่า ซึ่งปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อมาเป็นธัญบูร่า ครับ ได้ทำการประลองกับ กลุ่มผู้ฝึกดาบไทย และ กลุ่มผู้ฝึกอาวุธยุโรป โดยมีรายละเอียดการนัดประลองดังนี้ครับ

1. วันนัดดวลดาบ วันจันทร์ที่ ๑๘ พย. ๒๕๕๖ เวลา ๑๖ : ๐๐ น.

2. สถานที่ดวลดาบ พื้นที่ภายในสวนลุมพิณีฯ โดย เน โฮฟาทูร่า จะชี้จุด ดวลดาบ และถ่ายภาพมาแสดงในภายหลัง.

3. กฎที่ใช้ดวลดาบ ซึ่งไม่สามรถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ มีดังนี้

  • กฎนักเลง ตัวต่อตัว หรือ หมู่ต่อหมู่
  • เป็นตายไม่เอาความ
  • ยกมือยอม ร้องว่ายอม ต้องยุติการดวล
  • อาวุธที่ใช้ อยู่ที่ความถนัดของคู่ดวล ทุกฝ่าย ตามถนัด แต่ต้องทำจากไม้ ชนิดต่างๆ เท่านั้น

4. สิทธิเสมอภาค และจริยธรรมของการดวลดาบ

  • คู่ดวลดาบ ต้องถือเกียรติของนักดาบ คุณธรรมนักเลง ไม่ใช่อันธพาลหัวไม้ การจู่โจมต่อสู้ทำร้ายคู่ดวล จะต้องคำนึงถึงการต่อสู้ทำร้ายในจุดที่ไม่เป็นอัตรายอย่างร้ายแรงต่อคู่ดวล
  • สตรีที่เป็นนักดาบมีสิทธิเสมอภาคเยี่ยงบุรุษนักดาบ ทุกประการ
  • ผู้เข้าร่วมการดวลดาบ จะต้องลงลายมือชื่อ เป็นหลักฐาน ในวันเวลา ณ.สถานที่ดวลดาบ

โดยเมื่อถึงวันนัดประลอง ทางกลุ่มผู้ฝึกดาบไทย และ กลุ่มผู้ฝึกอาวุธยุโรป ก็ได้เตรียมอุปกรณ์โดยตัดแหลม ลบคม ออกเพื่อที่จะสามารถตีได้อย่างเต็มที่และไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายมากนัก แต่ทางกลุ่ม ฮูฒันร่า – โฮฟาทูร่า ได้นำเอาอาวุธไม้ปลายแหลมมาใช้งาน ซึ่งทางฝั่งผู้ฝึกอาวุธไทย-ยุโรปก็ไม่ว่าอะไรสำหรับเรื่องนี้ เพราะถือว่าไม่ได้ตั้งกติกาห้ามใช้อาวุธปลายแหลม ขอเพียงเป็นอาวุธไม้

และทาง ทางกลุ่มลูกศิษย์ก็ไม่ต้องการให้ ครูดาบ ลงประลองกับกลุ่มฮูฒันร่า เพราะไม่อยากให้พวกนี้ มานำเอาไปโปรโมทอีก เลยขอลงแทน จึงเป็นที่มาของคลิปนี้เองครับ

กูเกิลสตรีทวิว (Google Street View) คืออะไร?

google street view
หลังจากที่มีข่าว ชาวบ้านสะเอียบล้อมรถกูเกิลสตรีทวิว (Google Street View) พร้อมให้สาบานว่าไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน หลายคนอาจะสงสัยว่า เจ้ากูเกิลสตรีทวิว (Google Stree View) มันคืออะไรกันแน่ วันนี้มานาคอมพิวเตอร์หาคำตอบมาให้ทราบนะครับ

Google Street View คืออะไร?

กูเกิล สตรีท วิว (Google Street View) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย Google Maps และ Google Earth ของบริษัทกูเกิล เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เพื่อบริการภาพแบบพานอรามา (หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “ภาพถ่ายแบบ 360 องศา) โดยมีการเก็บภาพวิวจากตำแหน่งต่างๆ ตามถนนหลายแห่งบนโลก ภาพด้านล่างนี้คือรถสำหรับเก็บบันทึกภาพจากท้องถนนทั่วโลกของ Google Street View นะครับ

ทั้งนี้กูเกิล สตรีท วิว ยังเน้นเก็บภาพพานอรามาของแหล่งมรดกโลก และเมืองท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญสำคัญในโลก แนวปะการังยักษ์ใกล้ชายฝั่งออสเตรเลีย ไปจนถึงขั้วโลกใต้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ซึ่งมีการสำรวจไปแล้ว แต่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการอีก 6 พื้นที่ รวมเขตเวสแบงก์ในพื้นที่ของปาเลสไตน์ด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2556 กูเกิลเปิดให้ลงชื่อเพื่อยืม “Trekker” กล้องถ่ายภาพรอบตัว 360 องศาโดยอัตโนมัติเพื่อทำ “สตรีทวิว” ที่ถูกติดตั้งในกระเป๋าสะพายหลัง ไปถ่ายรูปในที่ต่างๆ ทั่วโลก และภาพเหล่านั้นสามารถที่จะถูกเพิ่มลง Google Maps ได้ในอนาคต

 

(อันนี้ผมเคยเห็นที่ตลาดน้ำอัมพวาครับ ชาวบ้านแตกตื่นกันใหญ่เลยว่ามันคืออะไร)

สำหรับในประเทศไทย เมื่อปี 2554 กูเกิลร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เริ่มถ่ายรูปเส้นทางต่างๆ และสถานที่สำคัญในประเทศไทยเพื่อทำ Google Street View ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพแบบเคลื่อนที่ติดตั้งบนรถยนต์ “Google Maps Camera Car” รุ่น Subaru Impreza จำนวน 15 คัน ขับตระเวนขับไปตามเส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศไทย และในเดือนมีนาคม 2555 ได้เริ่มให้บริการ Google Street View ที่ กทม. เชียงใหม่ และภูเก็ต และต่อมาเดือนตุลาคม 2555 ได้ให้บริการเพิ่มอีก 7 จังหวัดได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครนายก และเชียงราย และจะมีการเพิ่มมากขึ้นในอนาคตครับ

หวังว่า บทความนี้จะช่วยให้คุณรู้จัก Google Street View มากขึ้นนะครับ

“คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้” บน Facebook คืออะไร? คิดจากอะไร?

Talking about this
วันนี้ผมมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการใช้งาน Facebook นั่นก็คือ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเวลาใช้งานพวกแฟนเพจ นอกจากจำนวนคนที่ถูกใจเพจนั้นแล้ว ยังมีข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Talking about this หรือ XXX คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้ เราลงมาดูกันนะครับว่า มันคืออะไรกันแน่ครับ

ลองดูจากหน้าแฟนเพจของมานาคอมพิวเตอร์จะเห็นตามรูปด้านล่างนี้นะครับ

 Talking about this หรือ XXX คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้  นั้นถ้าจะให้สรุปเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ

“เป็นการแสดงจำนวนการกระทำหรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับแฟนเพจนั้นๆ ใน 7 วันที่ผ่านมา” โดยกิจกรรมหรือการกระทำนั้นหมายความรวมถึง

  1. การ “ถูกใจ” หรือ “Like” ที่เพิ่มเติมเข้ามาในแฟนเพจนั้น
  2. การโพสท์สเตตัสลงบนหน้า Wall (ไม่ว่าจะเป็นการกระทำจากผู้ดูแลระบบหรือสมาชิกที่ถูกใจ)
  3. การ “ถูกใจ” (Like)  ต่อสเตตัส,รูปภาพ หรือวีดีโอ
  4. การ “แชร์” (Share) สเตตัส,รูปภาพ หรือวีดีโอ
  5. การตอบคำถามโพลล์ (Poll) จากเหล่าสมาชิก
  6. การตอบสนองต่อกิจกรรม  (Event) ที่ทางแฟนเพจจัดขึ้น
  7. การพูดถึง,กล่าวถึงเพจนั้นๆ บนหน้า Wall (เช่น @คอมพิวเตอร์) รวมทั้งการแปะลิ้งค์เพจ ลงบนหน้า Wall ของสมาชิกเอง
  8. การ Tag รูปในแฟนเพจ
  9. link หรือว่าแชร์ Checkin-deal (ยังไม่มีในประเทศไทย)
  10. การเช็คอิน (Checking) สถานที่ต่างๆ
  11. มีหลายๆคนอาจจะยังไม่เข้าใจหลักการของ Talking about this หรือพูดเป็นภาษาไทยง่ายคือ พูดเกี่ยวกับแฟนเพจของเรา

เรียกได้ว่า ทุกกิจกรรมทุกการกระทำที่เกิดขึ้นบนแฟนเพจใน 7 วัน จะถูกเอามาคิดคำนวณในการแแสดงปริมาณของ Talking about this หรือ XXX คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้  ว่าจะมีมากหรือน้อยเท่าใดครับ

ซึ่งวิธีการเช็คข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ผู้ดูแลเพจสามารถเช็คได้จากหน้า Insight ได้เลยครับ โดยจะมีข้อมูลที่ละเอียดมากๆ เพื่อเอาไว้สำหรับปรับปรุงให้เพจของคุณได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

รอมโม(Rom Mo)หรือโมรอม คืออะไร? ควรใช้ดีไหม?

รอมโม คืออะไร
วันนี้มานาคอมพิวเตอร์มีคำศัพท์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานมือถือหรือแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ (Android) กับคำว่า รอมโม(Rom Mo)หรือโมรอม ว่ามันคืออะไร? มีประโยชน์อย่างไรกับเรา? ควรใช้ดีไหม? วันนี้เรามาหาคำตอบกันดูนะครับ

รอมโม(Rom Mo)หรือโมรอม คืออะไร?

ก่อนอื่นที่จะอธิบายไปถึงความหมายของคำๆ นี้ ผมอยากจะท้าวความให้คุณลองนึกภาพตามก่อนนะครับ

รอม (Rom) เป็นไฟล์ตัวหนึ่งที่เราเอาไว้ติดตั้งระบบปฎิบัติการบนมือถือ หากนึกภาพง่ายๆ แอนดรอยด์บนมือถือ ก็เหมือนกับ Windows บนเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ ถ้าคุณซื้อมือถือแอนดรอยด์มา แกะกล่อง เปิดเครื่อง ระบบปฎิบัติการที่คุณเห็นครั้งแรกนั้นจะมาจากโรงงานของผู้ผลิตเลย

ทีนี่ สำหรับมือถือบางรุ่น เมื่อใช้งานไปสักพัก อาจจะรู้สึกว่า ระบบที่ทางผู้ผลิตเซ็ทมาให้นั้น เยอะเกินความจำเป็น ทำให้กินทรัพยากรเครื่อง บางที่ก็อยากจะปรับให้เครื่องมีการทำงานที่เร็วขึ้น แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะทางผู้ผลิตปิดกั้นความสามารถในการแก้ไขนั้นครับ

Rom โม (ย่อมาจาก Rom Modify) ก็คือ ไฟล์ที่ใช้สำหรับติดตั้งระบบปฎิบัติบนมือถือ ที่ผ่านการปรับแต่งจากผู้ใช้งานท่านอื่น ที่มิได้รับการรับรองมาจากทางผู้ผลิต เพื่อปลดปล่อยความสามารถในหลายๆ ด้านของระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ เช่น

  • สามารถลบแอพบางตัวที่ติดมากับเครื่องได้
  • ปรับความเร็วซีพียูให้เร็วขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานที่ลื่นไหลขึ้น
  • สามารถลงแอพบางตัวที่ทางผู้ผลิตไม่อนุญาตให้ลงได้

สรุปง่ายๆ ก็คือ

  • Stock rom – เหมือน ROM เดิมๆที่ไม่ได้ปรับแต่งอะไรมาเลย เหมือนเราลง ROM แล้วไม่มีฟังก์ชันอะไรเลย เดิมๆ
  • รอมโม – เหมือน ROM ที่ลง ฟังก์ชัน โปรแกรม มาให้เรียบร้อย แล้วเราเอามาลง PC ของเราอีกที
  • โมรอม – เหมือน ROM ธรรมดา เดิมๆ แล้วเราเอามาปรับแต่งอีกทีให้เข้ากับความต้องการของเรา

ข้อเสียของการลงรอมโม

ถ้าพูดถึงข้อเสียอันดับแรกก็คือ “ประกันขาด” ทันทีที่ลงรอมโมครับ เพราะทางผู้ผลิตจะรับประกันแค่เพียงการใช้งานรอมที่ติดมากับตัวเครื่อหรือรอมที่อัพเดทโดยได้รับการรับรองจากผู้ผลิตครับ แต่ถ้าคุณต้องการให้ประกันต่อ ก่อนส่งเข้าศูนย์ คุณต้องหา Stock rom ของศูนย์เพื่อรีสโตร์กลับไปเหมือนตอนซื้อเครื่องมาใหม่ๆ ครับ

ข้อเสียที่สองก็คือ อาจจะมีผลกระทบโดยตรงกับ Hardware เนื่องจากการใช้รอมโมเช่น

  • เครื่องร้อนเร็ว
  • เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้น
  • เครื่องมีโอกาสแฮ้งค์หรือรีสตาร์ทได้ง่ายขึ้น

โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการปรับความเร็วของซีพียู (Overclock) หรือการที่รอมโมตัดแอพสำคัญบางตัวทิ้งเพื่อให้มีพื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นครับ

ข้อเสียอีกด้านหนึ่งก็คือ เมื่อเครื่องลงรอมโมแล้ว อาจจะไม่สามารถใช้งานแอพบางแอพหรือเล่นเกมส์บางเกมส์ได้ หากแอพหรือเกมส์นั้นไม่อนุญาตให้เครื่องที่ผ่านการลงรอมโมและทำการ root เครื่องแล้วใช้งานได้ เช่น เกมส์ต่างๆ ของ LINE แต่ทางแก้ก็คือ คุณอาจจะต้องหาไฟล์ติดตั้งอย่าง .apk มาลงแทนการลงแอพหรือเกมส์ผ่านทาง Playstore ครับ

แล้วเราควรใช้รอมโมไหม?

ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับ หากเครื่องของคุณยังไม่หมดประกัน (ส่วนใหญ่มีอายุ 1 ปี) อย่าเพิ่งไปทำอะไรส่วนนี้เลยครับ หากหมดประกันแล้ว การใช้รอมโมก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ เพราะมือถือบางรุ่น ทางผู้ผลิตหยุดการอัพเดทรอมศูนย์แล้ว ทำให้คุณอาจจะไม่สามารถใช้แอพบางแอพหรือบางความสามารถได้อย่างเต็มที่ครับ

หรือกรณีที่สองถ้าคุณไม่ได้ใช้อะไรมาก แค่เล่น Social ทั่วๆไป เล่นเกมทั่วๆไป ไม่ได้เล่นหนักมาก ผมว่าไม่ต้องทำการ Unlock หรือ Root เพื่อลงรอมโมหรอกครับ

Class B และ NTC ID. สติ๊กเกอร์บนกล่องมือถือคืออะไร?

CLASS B บนกล่องมือถือ
สำหรับคนที่ซื้อโทรศัพท์แบบสมาร์โฟนอย่าง iPhone หรือแทบเล็ตที่สามารถใส่ซิมได้ เช่น iPad miniเครื่องใหม่มาใช้งาน อาจจะแอบสังเกตเห็นว่า ตรงกล่องมือถือหรือแทบเล็ตจะมีสติ๊กเกอร์อันหนึ่งแปะไว้อยู่ และมีเขียนไว้ประมาณว่า Class B และ NTC ID. (ตามด้วย หมายเลขชุดหนึ่ง) อาจจะสงสัยว่า มันคืออะไรกันแน่ วันนี้มานาคอมพิวเตอร์จะมาเฉลยให้ฟังกันนะครับ

เจ้าสติ๊กเกอร์ที่วา หน้าตามเป็นตามรูปด้านล่างนี้ครับ (อันนี้ถ่ายมาจากใต้กล่องไอแพด มินิ แบบมีซิมครับ)

CLASS B คืออะไร

Class B คืออะไร?

ก่อนที่จะไปถึงความหมายของมัน ผมอยากให้คุณไม่ต้องกังวลใจไปนะครับว่าเครื่องของคุณไม่ใช่เกรดเอ เพราะ Class B ที่ว่านี้ เป็นเรื่องของการจดทะเบียนแยกประเภทของอุปกรณ์สื่อสารครับ  ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับคุณภาพ (Grade) ของสินค้าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นให้คุณหมดความกังวลใจเรื่องคุณภาพสินค้าไปได้เลยครับ

Class B นั้นเป็นคลาสหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ว่า อุปกรณ์โทรคมนาคมที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งในสามประเภทนี้

  • ประเภท ก หรือ Class A: จดทะเบียน
  • ประเภท ข หรือ Class B: การรับรอง โดยสำนักงาน กสทช.
  • การรับรองตนเอง: การรับรองตนเองของผู้ประกอบการ

ซึ่งมือถือหรือแทบเล็ตที่ต้องมีการใช้ซิมในการเชื่อมต่อทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย จะต้องได้รับการรับรองโดย กสทช ครับ จึงจะสามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทยครับ

แล้ว NTC ID. ล่ะคืออะไร?

ส่วน NTC ID. ที่อยู่ใต้คำว่า Class B ตามรูปจะเป็นตัวเลขดังนี้ครับ B38481-12-0242 ซึ่งถ้าแทนสัญลักษณ์จะได้ดังนี้ครับ XXXXXX-YY-ZZZZ จะมีความหมายดังนี้ครับ

  • XXXXXX – เป็นหมายเลขการจดทะเบียน 6 หลักครับ
  • YY – คือเลขท้ายสองตัวของปี ค.ศ ของปีที่รับรองครับ
  • ZZZZ – เป็นรหัสประจำตัวของผู้ประกอบการครับ

หวังว่า คุณคงจะได้รับคำตอบที่สงสัยแล้วนะครับ