Dian Fossey คือใคร? ประวัติและผลงาน

Dian Fossey
Dian Fossey (ไดแอน ฟอสซีย์)
หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนี้อาจจะสงสัยว่า บุคคลท่านนี้คือใคร? มีประวัติหรือผลงานที่น่าสนใจอย่างไรบ้างวันนี้ขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันนะครับ โดยทุกวันที่ 16 มกราคมของทุกปี จะเป็นวันครบรอบวันเกิดของบุคคลท่านนี้ ซึ่งในปี 2557 เป็นวันเกิดครบรอบ 82 ปีของเธอคนนี้ครับ

Dian Fossey คือใคร?

เธอเป็น นักสัตววิทยาชาวอเมริกัน ผู้ทำการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะกับกอริลลา (วานรวิทยา) เธอมีชื่อเสียงจากการผลงานวิจัยกลุ่มลิงกอริลลาภูเขา ในป่าทึบของประเทศรวันดา มีผลงานเขียนหนังสือ ชื่อ Gorilla in the Mist ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Gorillas in the Mist: The Story of Dian Fossey (1988) หลังจากเธอเสียชีวิต รับบทโดยซิกอร์นีย์ วีเวอร์

Dian-Fossey

 ประวัติและผลงานของ Dian Fossey

ไดแอน ฟอสซีย์ (Dian Fossey)  เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1932 ที่ซาน ฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ศึกษาหลักสูตรเตรียมสัตวแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เดวิส แต่ได้เปลี่ยนสาขาไปศึกษาด้านกุมารบำบัด หลังจบการศึกษาเธอย้ายไปอยู่ที่เมืองหลุยสวิลล์ มลรัฐเคนทักกี ได้งานเป็นหัวหน้าหน่วยบำบัดที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพเด็ก เธอเดินทางไปท่องเที่ยวทวีปแอฟริกาเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2506 เธอได้พบกับ หลุยส์ ลีกคี นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังชาวเคนยา

ไดแอน ฟอสซีย์ ประทับใจกับการเดินทางในแอฟริกา ในสามปีต่อมา เธอได้ร่วมงานกับ ดร.หลุยส์ ลีกคี ทำการโครงการศึกษากอริลลา บริเวณอุทยานแห่งชาติโวลแคโน ภูเขาไฟวีรุงกา ในแอฟริกากลาง ครอบคลุมพื้นที่พรมแดน 3 ประเทศคือ รวันดา ยูกันดาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยได้รับความสนับสนุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ไดแอน ฟอสซีย์ ก่อตั้งศูนย์วิจัย “คารีโซเก” เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2510 ทำการศึกษาพฤติกรรมของกอริลลาเป็นเวลาถึง 18 ปี จนได้ฉายาว่า “สาวน้อยกอริลลา”  ซึ่งฟอสซีย์ เป็นที่รู้จักว่าเป็นหนึ่งในสาม “นางฟ้าของลีกคี” (Leaky’s Angels) เป็นฉายาที่ตั้งเลียนแบบรายการโทรทัศน์ “นางฟ้าชาร์ลี” (Charlie’s Angels) ที่โด่งดังช่วงปี พ.ศ. 2519-2524 ร่วมกับเจน กูดดอลล์ ซึ่งศึกษาเรื่องชิมแปนซี และบีรูเต กัลดีกัส ซึ่งศึกษาเรื่องอุรังอุตัง

กอริลลาตัวโปรดของเธอมีชื่อว่า “ดิจิต” (Digit) มันถูกกลุ่มผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าฆ่าตายในปี พ.ศ. 2520 จากนั้นไดแอน ฟอสซีย์ได้ตั้งกองทุนชื่อ Digit Fund เพื่อปกป้องกอริลลา และตอบโต้กลุ่มนายพรานด้วยความรุนแรง จนกลุ่มผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าถือว่าเธอเป็นศัตรู และลอบทำร้ายหลายครั้ง

เธอศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และรับงานสอนที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลพร้อมกับเขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ Gorilla in the Mist ในปี พ.ศ. 2523 และมอบสิทธิ์การถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ เพื่อนำรายได้สมทบทุน Digit Fund

ไดแอน ฟอสซีย์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2528 หลังจากกลุ่มผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าลอบเข้าไปในกระท่อมที่พัก แล้วใช้มีดใหญ่ฟันที่ศีรษะจนเสียชีวิต ศพของเธอถูกฝังไว้ใกล้กระท่อมที่พัก ใกล้กับหลุมฝังศพดิจิต และกอริลลาตัวอื่นๆ ที่ถูกล่า ภายหลังการเสียชีวิตของเธอ กองทุน Digit Fund ได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Dian Fossey Gorilla Fund International (DFGDI) โดยหลุมศพของไดแอนที่อยู่เคียงข้ามกับหลุมฝังศพของดิจิตกอริลลาที่เธอรักและกอริลลาตัวอื่นๆกลางป่าที่เงียบสงบ

Dian Fossey 005

ขอสดุดีความกล้าหาญของผู้หญิงคนหนึ่งที่สละชีพเพื่อปกป้องธรรมชาติครับ

ที่มา >> http://www.zcooby.com/dian-fossey/

Maria Callas คือใคร? ประวัติและผลงานของมาเรีย คัลลัส

callas-maria 22
วันนี้ผมขอนำเอาประวัติและผลงานที่น่าสนใจของ Maria Callas (มาเรีย คัลลัส) ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าเธอคือใครกันนะครับ

Maria Callas (มาเรีย คัลลัส) เป็นสุดยอดนักร้องโอเปร่าแบบ Soprano ชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก ที่เรียกได้ว่า เธอเป็นดีว่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่20 หนึ่งใน ผู้ที่มีเสียงที่ดีที่สุดในโลก! ด้วยเสียงที่ทรงพลังและความสามารถในการแสดงของเธอที่ยากจะหาใครมาเทียบครับ

ประวัติ Maria Callas

มาเรียเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1923 ที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โดยพ่อแม่ของเธอเป็นชาวกรีกที่ได้ลี้ภัยมาตั้งรกรากในอเมริกา เมื่อเธออายุได้7ขวบ เธอได้เริ่มเรียนเปียโนซึ่งทำให้เธอได้พบว่า ตัวเองนั้นชอบการร้องเพลงและการแสดงมากกว่า

ในปี1937 เมื่อเธออายุได้ 14 ปี พ่อแม่เธอแยกทางกัน เธอพร้อมกับแม่และพี่สาวได้ย้ายกลับไปที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีก โดยแม่ของเธอเห็นว่า เธอเป็นนักร้องเสียงดี จึงได้พยายามส่งเธอเข้าเรียนโรงเรียนสอนร้องเพลง โดยเธอได้เรียนกับ Elvira Del Hidalgo ซึ่งเป็นนักร้อง Soprano ที่โด่งดังในยุคนั้น ซึ่งตอนแรกทางโรงเรียนจะไม่รับเธอเข้าเรียน เนื่องจากมีกฎที่ว่า จะไม่รับเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ครูของเธอก็ได้พบว่า มาเรียมีพรสวรรค์ทางด้านเสียงที่ไม่เคยพบในเด็กที่ไหนมาก่อน เธอจึงได้รับข้อยกเว้น

มาเรียเริ่มเข้าสู่วงการโอเปร่าเป็นครั้งแรกในปี1941 ได้รับบทบาทแรกคือSuppe’s BoccaccioและTosca ที่โรยัลโอเปร่าเฮ้าส์ในกรุงเอเธนส์ ความสามารถของเธอโดดเด่นในสายตาผู้ร่วมงานทุกคน แม้กระทั่งตอนซ้อม(โอเปร่าเป็นศิลปะชั้นสูงซึ่งต้องร้องเพลงและถ่ายถอดอารมณ์์ของตัวละครผ่านการแสดง) ซึ่งพรสวรรค์ของเธอเป็นที่ประทับใจของบรรดานักวิจารณ์และสังคมผู้ดีที่ชื่นชอบโอเปร่า

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที2 มาเรียได้ไปแสดงที่โอเปร่าเฮ้าส์ในหลายๆประเทศในยุโรป และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโอเปร่าในปี1949 เมื่อเธอได้ไปแสดงที่Metopolitan opera (The Met) ในมหานครนิวยอร์ค จนเธอได้เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ด้วยเสียงอันทรงพลัง rangeเสียงที่กว้าง เทคนิคการร้อง และความสามารถในการแสดง นักวิจารณ์ได้กล่าวกันว่า “คุณสามารถชมนักร้องโอเปร่าคนอื่นและหลับตาฟัง แต่สำหรับมาเรีย คุณจะไม่มีวันละสายตาไปจากเธอ”

นักวิจารณ์ชาวอิตาลีท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “แค่เพียงเธอโบกมีครั้งเดียวตอนแสดง อารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมานั้นมากกว่านักร้องโอเปร่าคนอื่นๆตลอดการแสดง”

มาเรียสามารถทำให้ทุกๆตัวละครที่เธอแสดงนั้นมีชีวิตขึ้นมาและทุกในทุกๆอารมณ์นั้นสามารถรู้สึกได้ผ่านทุกคำในน้ำเสียงของมาเรีย สะกดคนดูให้เชื่อว่าเธอคือตัวละครนั้นจริงๆ

มาเรียจึงได้ชื่อว่าเป็นนักร้องเทคนิค Bel Cantoได้อย่างแท้จริง(bel cantoเป็นเทคนิคการร้องโอเปร่าขั้นสูงที่สูญหายไปตั้งแต่ศตวรรษที่19เป็นการร้องโดยถ่ายทอดความรู้สึก โดยคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “Bel canto singing characteristically focuses on perfect evenness throughout the voice, skillful legato, a light upper register, tremendous agility and flexibility, and a certain lyric, sweet timbre.” )

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็น La Divina (The Divine One) โดยในช่วงยุค50มาเรียได้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากทั่วโลก โชว์ของเธอประสบความสำเร็จทุกเวที เป็นนักร้องโอเปร่าคนหนึ่งที่มีค่าตัวสูงที่สุด

ด้านชีวิตครอบครัว เธอได้พบรักกับAristotle Onasis มหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น จนกระทั่งในปี1968 ความรักของเธอจบลงเมื่อมาเรียได้รู้ความจริงว่าสามีเธอมีภรรยามาก่อนแล้ว และโอเนซิสก็ได้ทิ้งเธอไป เป็นเหตุให้มาเรียใจสลายและทำให้พฤติกรรมของเธอเปลี่ยนไปในด้านลบกับสื่อ

มาเรียสุขภาพแย่และผอมลงมาก เป็นเหตุที่ทำให้เสียงของเธอนั้นไม่เหมือนเมื่อก่อน มาเรียตัดสินใจขึ้นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่ ลอนดอน ในปี 1973 และได้แยกตัวออกมาอยู่อย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้างที่คอนโดในกรุงปารีส และเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในปี1977 ด้วยวัยเพียง55ปี

เราลองมาฟังเสียงของเธอกันดูนะครับ

ผลงานของ Maria Callas

  • Verdi, Nabucco, conducted by Vittorio Gui, live performance, Napoli, 20 December 1949
  • Verdi, Il trovatore, conducted by Guido Picco, live performance, Mexico City, June 20, 1950
  • Verdi, Aida, conducted by Oliviero De Fabritiis, live performance, Palacio de Bellas Artes, Mexico City, July 3, 1951
  • Ponchielli, La Gioconda, conducted by Antonino Votto, studio recording for Fonit Cetra, September 1952
  • Bellini, Norma, conducted by Vittorio Gui, live performance, Covent Garden, London, November 18, 1952
  • Verdi, Macbeth, conducted by Victor de Sabata, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1952
  • Bellini, I puritani, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, March–April 1953
  • Mascagni, Cavalleria rusticana, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, August 1953
  • Puccini, Tosca (Sabata recording), conducted by Victor de Sabata, studio recording for EMI, August 1953.[75]
  • Verdi, La traviata, conducted by Gabriele Santini, studio recording for Fonit Cetra, September 1953
  • Cherubini, Medea, conducted by Leonard Bernstein, live performance, La Scala, Milan, December 10, 1953
  • Leoncavallo, Pagliacci, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, June 1954
  • Spontini, La vestale, conducted by Antonino Votto, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1954
  • Verdi, La traviata, conducted by Carlo Maria Giulini, live performance, La Scala, Milan, May 28, 1955
  • Puccini, Madama Butterfly, conducted by Herbert von Karajan, studio recording for EMI, August 1955
  • Verdi, Aida, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, August 1955
  • Verdi, Rigoletto, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, September 1955
  • Donizetti, Lucia di Lammermoor, conducted by Herbert von Karajan, live performance, Berlin, September 29, 1955
  • Bellini, Norma, conducted by Antonino Votto, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1955.
  • Verdi, Il trovatore, conducted by Herbert von Karajan, studio recording for EMI, August 1956
  • Puccini, La bohème, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI, August–September 1956. Like her later recording of Carmen, this was her only performance of the complete opera, as she never appeared onstage in it.
  • Verdi, Un ballo in maschera, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI, September 1956
  • Rossini, The Barber of Seville, conducted by Alceo Galliera, studio recording for EMI in stereo, February 1957
  • Bellini, La sonnambula, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI, March 1957
  • Donizetti, Anna Bolena, conducted by Gianandrea Gavazzeni, live performance, La Scala, Milan, April 14, 1957
  • Bellini, La sonnambula, conducted by Antonino Votto, live performance, Cologne, July 4, 1957
  • Puccini, Turandot, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, July 1957
  • Cherubini, Medea, conducted by Tullio Serafin, studio recording for Ricordi in stereo, September 1957
  • Verdi, Un ballo in maschera, conducted by Gianandrea Gavazzeni, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1957
  • Verdi, La traviata, conducted by Franco Ghione, live performance, Lisbon, March 27, 1958
  • Mad Scenes (excerpts from Anna Bolena, Bellini’s Il pirata and Ambroise Thomas’s Hamlet), conducted by Nicola Rescigno, studio recording for EMI in stereo, September 1958
  • Cherubini, Medea conducted by Nicola Rescigno, live performance at the Dallas Civic Opera in 1958; considered to be Callas’s most notable performance of Cherubini’s opera.
  • Ponchielli, La Gioconda, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI in stereo, September 1959
  • Puccini, Tosca, conducted by Carlo Felice Cillario, live performance, London, January 1964
  • Bizet, Carmen, conducted by Georges Prêtre, studio recording for EMI in stereo, 1964. It is her only performance of the role, and her only performance of the complete opera; she never appeared in it onstage. The recording used the recitatives added after Bizet’s death. Callas’s performance caused critic Harold C. Schonberg to speculate in his book The Glorious Ones that Callas perhaps should have sung mezzo roles instead of simply soprano ones.
  • Puccini, Tosca, conducted by Georges Prêtre, studio recording for EMI in stereo, December 1964.

Hermann Rorschach คือใคร? ประวัติและผลงานของ Hermann Rorschach

Hermann Rorschach
Hermann Rorschach ครบรอบวันเกิด 129 ปี
– หลายคนอาจจะสงสัยว่า Hermann Rorschach คือใคร วันนี้ผมขอนำเสนอประวัติและผลงานของเขามาคุยให้ทราบครับ

Hermann Rorschach คือใคร?

เฮอร์แมนน์ รอร์สชาค (Hermann Rorschach) จิตแพทย์ ชาวสวิส เป็นบุคคลแรกที่นำเอารอยหยดหมึก Inkblots ไปใช้ใน การศึกษาวิจัยบุคลิกภาพรวมทั้งหมด รอร์สชาคได้ทำการทำลองใช้รอยหมึกเป็นจำนวนหลายภาพ โดยใช้กับคนไข้จิตเวชกลุ่มต่าง ๆ และผลจากการสังเกตทางด้านคลีนิคนี้เอง ได้การตอบสนองที่ แตกต่างกันระหว่างสาเหตุของโรคจิตประเภทต่าง ๆ มีการรวบรวมเข้าด้วยกันเป็นระบบการให้ คะแนน วิธีการให้คะแนนทำได้ดีขึ้นด้วยการทดสอบเพิ่มเติมในกลุ่มคนสมองพิการ คนปกติ ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และบุคคลอื่น ๆ ที่มีผู้รู้จักกันดี ระเบียบวิธีของรอร์สชาคนั้นเป็น แบบแรกที่ไม่เป็นพิธีการและใช้เกณฑ์การไขคำตอบค่อนข้างอัตนัย

ประวัติของ Hermann Rorschach 

ชื่อ เฮอร์แมนน์ รอร์สชาค (Hermann Rorschach)
เกิด 8 พฤศจิกายน 1884 ที่ Zürich, Switzerland
เสียชีวิตเมื่อ 1 เมษายน 1922 ที่ Herisau, Switzerland
อายุ 37 ปี
เชื้อชาต  สวิสเซอร์แลนด์

ผลงานของ Hermann Rorschach

แบบทดสอบรอยหยดหมึกของรอร์สชาค (Rorschach Inkblot Test) เทคนิคการ ฉายภาพออก (Projective Technique) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ รอร์สชาค อิ้งค์บลอทส์ (Rorschach Inkblots)

แบบทดสอบของ Rorschach เป็นแบบทดสอบโดยใช้หยดหมึกลงในบัตรขนาด 7” x 9.5” มีภาพทั้งหมด 10 บัตร เป็นหมึกสี 5 บัตร หมึกขาวดำ 5 บัตร ภาพที่ปรากฎเป็นภาพที่กำกวมไม่ ชัดเจน โดยใช้ทฤษฎีที่ว่า สิ่งที่เรามองและวิธีที่เรามองรอยหยดหมึกนั้นเป็นเงื่อนงำที่จะบอกให้เรารู้ ถึงบุคลิกภาพของคนคนหนึ่ง ที่เห็นหยดหมึกเดียวกันเป็นรูปภาพที่แตกต่างกันก็แสดงว่าบุคคลทั้ง สองมีบุคลิกภาพต่างกัน

Inkblot

ขณะที่ผู้รับการทดสอบภาพหยดหมึกทีละแผ่นนั้น เขาจะได้รับคำสั่งให้บอกว่าเขาเห็นภาพ อะไรบ้าง ผู้ทำการทดสอบจะทำการจดบันทึกเวลาที่ใช้ตอบสนองตำแหน่งของภาพที่เขาจับมองดู ข้อคิดที่เขาพูดออกมาเอง อารมณ์ที่แสดงออก และพฤติกรรมที่แสดงออก โดยบังเอิญอื่น ๆ ของผู้รับการทดสอบดูภาพทั้ง 10 ภาพแล้ว ผู้ทดสอบจะถามผู้รับการทดสอบอย่างเป็นระบบระเบียบถึง ส่วนต่าง ๆ และความหมายของรอยหยดหมึกแต่ละภาพที่เกี่ยวกับจิตผูกพัน

ในขณะที่ถามนี้ผู้รับ การทดสอบจะได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมให้ละเอียดชัดเจน ถึงสิ่งที่ตอบสนองไปก่อนแล้วด้วยแบบทดสอบรอยหยดหมึกของรอร์สชาคนำไปใช้ได้กับเด็กเล็กก่อนวัยเรียนจนถึงผู้ใหญ่แต่ ส่วนใหญ่จะได้มาจากกลุ่มผู้ใหญ่

Hermann Rorschach คือใคร? ประวัติและผลงานของ Hermann Rorschach

André-Jacques Garnerin คือใคร (ประวัติและผลงาน)

André-Jacques Garnerin
วันนี้มานาคอมพิวเตอร์ขอนำเสนอประวัติที่น่าสนใจของ André-Jacques Garnerin หลายคนอาจจะสงสัยว่าเขาคือใคร มีผลงานอะไรที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันนะครับ

André-Jacques Garnerin เป็นนักประดิษฐ์ร่มชูชีพ (frameless parachute) และเป็นนักขับบอลลูนที่ได้รับการบันทึกว่า เป็นบุคคลแรกที่ได้ทำการกระโดดร่มเป็นครั้งแรกครับ

โดยบันทึกที่ระบุถึงความสำเร็จ ในการกระโดดร่มครั้งแรกของโลกก็คือ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1797 เขาได้ทำการกระโดดร่มลงจากบอลลูนที่ความสูงจากพื้นดิน 2,000 ฟุต ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

และในปี ค.ศ. 1802  เขาก็ทำการแสดงการกระโดดร่มจากความสูง 8,000 ฟุต ด้วยร่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 23 ฟุต แม้ว่าการแสดงในครั้งหลังนี้ จะไม่ได้รับการกล่าวขวัญเหมือนกับครั้งแรกก็ตาม แต่นี่ก็เป็นการทดลองได้แล้วว่าคนเราสามารถกระโดดร่มลงมาโดยปลอดภัยได้ในสมัยนั้น

ส่วนประวัติโดยย่อของเขาก็มีดังนี้ครับ เขาเกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ. 1769 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1823) เป็นนักขับบอลลูนและนักประดิษฐ์ร่มชูชีพแบบไร้กรอบ โดยเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบินอย่างเป็นทางการจากกองบินประเทศฝรั่งเศส

Katherine Mansfield คือใคร? (พร้อมประวัติ+ผลงาน)

Katherine mansfield
Katherine Mansfield
อาจจะเป็นชื่อหนึ่งที่คุณอาจจะไม่คุ้นหู สงสัยว่าคือใครหรือเป็นใครกันแน่ แต่ถ้าคุณได้ติดตามงานเขียนประเภทวรรณกรรมสไตล์ Modernism น่าจะรู้จักเธอคนนี้ดี วันนี้มานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอนำเอาประวัติที่น่าสนใจของเธอคนนี้มาเล่าให้ฟังกันครับ

Katherine Mansfield คือใคร? (พร้อมประวัติ)

เธอเป็นนักเขียนชาวนิวซีแลนด์ที่มีผลงานการเขียนเรื่องสั้นที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในยุคนั้น เรียกได้ว่า เป็นมารดาแห่งการเขียนเรื่องสั้นยุคใหม่ (modernist of short story writer) ที่เป็นอิทธิพลให้กับนักเขียนดังๆต่อมา ในการเขียนเรื่องสั้น (ภาษาอังกฤษ) ครับ

เธอมีชื่อเต็มว่า Katherine Mansfield Beauchamp Murry (แคทเธอลีน แมนฟิลด์ โบแชมป์ เมอรรี่) ส่วนชื่อ Katherine Mansfield นั้นเป็นนามปากกาของเธอครับ ส่วนประวัติย่อๆ ของเธอคนนี้ก็มีดังนี้ครับ เธอเกิดวันที่ 18 ตค 1888 เมื่อเธออายุได้ 19 ปี เธอก็ได้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยไปอยู่ที่สหราชอาณาจักร และมีเพื่อนนักเขียนสไตล์ Modernism อย่าง D.H. Lawrence และ Virginia Woolf.

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เธอได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ปี 1923 ที่เมือง Fontainebleau ประเทศฝรั่งเศส จากการป่วยเป็นวัณโรค โดยมีอายุรวมเพียง 34 ปีเท่านั้น

 

ผลงานที่น่าสนใจของ Katherine Mansfield

ผลงานแบบรวมเรื่องสั้น

In a German Pension (1911)
Bliss: and Other Stories (1920)
The Garden Party: and Other Stories (1922)
The Doves’ Nest: and Other Stories (1923)
The Montana Stories (1923) (Republished in 2001 by Persephone Books)
Poems (1923)
Something Childish (1924)
The Journal of Katherine Mansfield (1927, 1954)
The Letters of Katherine Mansfield
The Aloe (1930)
Novels and Novelists (1930)
The Short Stories of Katherine Mansfield (1937)
The Scrapbook of Katherine Mansfield (1939)
The Collected Stories of Katherine Mansfield (1945, 1974)
Letters to John Middleton Murry, 1913–1922 (1951)
The Urewera Notebook (1978)
The Critical Writings of Katherine Mansfield (1987)
The Collected Letters of Katherine Mansfield (4 vols., 1984–96)
The Katherine Mansfield Notebooks

ผลงานประเภทเรื่องสั้น

“Germans at Meat” (1911 from In a German Pension)
“The Woman At The Store” (1912)
“How Pearl Button Was Kidnapped” (1912)
“Millie” (1913)
“Something Childish But Very Natural” (1914)
“The Little Governess” (1915)
“Pictures” (1917)
“Feuille d’Album” (1917)
“A Dill Pickle” (1917)
“Je ne parle pas français” (1917)
“Prelude” (1918)
“An Indiscreet Journey” (1920)
“Bliss” (1920)
“Miss Brill” (1920)
“Psychology” (1920)
“Sun and Moon” (1920)
“The Wind Blows” (1920)
“Mr Reginald Peacock’s Day” (1920)
“Marriage à la Mode” (1921)
“The Voyage” (1921)
“Her First Ball” (1921)
“Mr and Mrs Dove” (1921)
“Life of Ma Parker” (1921)
“The Daughters of the Late Colonel” (1921)
“The Little Girl” (1912)
“The Stranger” (1921)
“The Man Without a Temperament” (1921)
“At The Bay” (1922)
“The Fly” (1922)
“The Garden Party” (1922)
“A Cup of Tea” (1922)
“The Doll’s House” (1922)
“A Married Man’s Story” (1923)
“The Canary” (1923)
“The Singing Lesson”
“An Ideal Family”
“Sixpence”