Sony Neo V มือถือ Android สุดคุ้มราคาไม่ถึงหมื่น


สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะได้มือถือใหม่สักเครื่องหนึ่ง และอยากจะลองเล่นมือถือที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android แต่อยากได้ตัวที่มีคุณสมบัติครบครัน แต่ราคาไม่สูงมากจนเกินไปนัก วันนี้ผมอยากจะขอแนะนำมือถืออีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจ และราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท พร้อมคุณสมบัติที่มากมาย นั่นก็คือ Sony Neo V ครับ

สเปคของ Sony Neo V

CPU      Scorpion (Qualcomm MSM8255 Snapdragon) ความเร็วในการประมวลผล 1 GHz

ระบบปฏิบัติการ  Android OS เวอร์ชัน 2.3.4 (Gingerbread)

จอแสดงผลแบบ Reality Display LED Back-lit Capacitive Touchscreen 16.7 ล้านสี

ความละเอียด 480×854 Pixels (FWVGA : กว้าง 3.7 นิ้ว)

หน่วยความจำ RAM ขนาด 512 MB พร้อมหน่วยความจำภายในสำหรับผู้ใช้ขนาด 1 GB

รองรับการเชื่อมต่อ  HDMI (High-Definition Multimedia Interface)

กล้องดิจิตอลตัวหลัก: ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 5 ล้าน Pixels (2592×1944 Pixels), ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ, ถ่ายภาพวิดีโอ (HD 720p : 1280×720 Pixels : 30 fps)

ขนาด 116x57x13 มิลลิเมตร

น้ำหนัก 126 กรัม

รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอก แบบ microSD Card (TransFlash) ได้สูงสุดขนาด 32 GB

แถมฟรี microSD Card ขนาด 2 GB มาพร้อมชุดขายมาตรฐาน

ชนิดแบตเตอรี่ Li-Ion Polymer 1500 mAh

ระยะเวลารอรับสายสูงสุด ประมาณ 430 ชั่วโมง (GSM) หรือ 400 ชั่วโมง (WCDMA)

ระยะเวลาสนทนาสูงสุด ประมาณ 7 ชั่วโมง

ระยะเวลาการฟังเพลงต่อเนื่องสูงสุด ประมาณ 31 ชั่วโมง

ช่องต่อสายหูฟัง มาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร

ระบบ GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง)

รองรับการเล่นเกมส์แบบ 3 มิติ (3D Games)

วัสดุที่ใช้ผลิตตัวเครื่องเป็นพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลเพื่อใช้ใหม่ได้ ตามแนวคิดของ GreenHeart

 

คุณสมบัติเด่นอื่นๆ ของ Sony Neo V

  • หน่วยประมวลผลภาพกราฟฟิคโดยเฉพาะแบบ Adreno 205 GPU
  • เทคโนโลยี Sony Mobile Bravia Engine
  • มีคุณสมบัติในการลดสัญญาณรบกวน (Noise) แบบ Real-Time
  • มีคุณสมบัติในการเพิ่มระดับความคมชัด (Sharpness)
  • มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงสีสัน และความเปรียบต่างของภาพ (Contrast)
  • User Interface แบบ Timescape UI
  • หน้าจอสามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ (Scratch-Resistant Display)
  • ระบบ Accelerometer Sensor ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้
  • ระบบ Proximity Sensor สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน
  •  ระบบสัมผัสแบบหลายจุด (Multi-Touch)

ในมุมมองของผม ผมมองว่า หากคุณต้องการมือถือ Andriod ที่คุณสมบัติครบครัน ในราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท Sony Neo V เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดแล้วครับ

มีโทรศัพท์มือถือ Windows Mobile เก่าๆ เอาไปทำอะไรดี?

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือสามารถทำอะไรได้มากกว่าการโทรเข้า-โทรออก และรับส่ง SMS เท่านั้น ยิ่งโทรศัพท์ที่มีลูกเล่นการใช้งานมากเท่าไหร่ยิ่งได้รับความนิยมมากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น iPhone หรือ โทรศัพท์มือถือ Android ที่มีลูกเล่นการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows Mobile 7 (หลังๆ จะเรียกว่า Windows Phone) ก็น่าใช้งานมากขึ้น คำถามก็คือ “แล้วโทรศัพท์เก่าๆ ที่ใช้ Windows Mobile 6.1 หรือ 6.5 ล่ะ ตกยุคแล้วหรือ เอาไปทำอะไรดี”

.


.

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เจอปัญหานี้อยู่เหมือนกัน คือมีโทรศัพท์ Windows Mobile 6.1 เครื่องหนึ่ง จะเก็บไว้เฉยๆ ก็เสียดาย จะขายทิ้งก็ทำใจไม่ได้ (กับราคาที่กดซะจนน่าเกลียด) ก็เลยคิดว่าเอามาทำอะไรดีให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด

  1. ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตบนมือถือเลย ซึ่งจุดเด่นของโทรศัพท์ประเภทนี้คือ หน้าจอใหญ่ และเป็นระบบสัมผัส (และถ้ามี Wifi ในตัวด้วยก็ยิ่งดี) ด้วยความที่มีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ สามารถพกพาไว้เอาไปเล่นอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ซึ่งโปรแกรมสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตบนมือถือนี้ ผมขอแนะนำ Opera Mini ครับ เนื่องจากใช้งานง่ายและเร็ว โดยคุณสามารถดาวน์โหลดได้ที่ m.opera.com ครับ
  2. ใช้เป็น GPS ติดรถยนต์ อันนี้สำหรับเครื่องที่มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม (GPS) ครับ ซึ่งจะช่วยให้คุณเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก โดยไม่ต้องซื้อเครื่อง GPS ใหม่เลยครับ
  3. ใช้เป็น Organizer สำหรับการจดบันทึกนัดหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งผมรู้สึกว่า มันสร้างระบบการบันทึกนัดหมายได้ดีกว่าโทรศัพท์ทั่วๆไป
  4. ใช้รับหรือส่งเมล์ที่มีเอกสาร Word,Excel,Powerpoint ได้สะดวก เพราะ Windows Mobile จะมีโปรแกรม Word,Excel,Powerpoint ติดมาด้วย เผื่อไว้สำหรับยามฉุกเฉินครับ
  5. ใช้เล่นเกมส์แก้เบื่อ มีหลายดเกมส์บน Windows Mobile ที่สนุกและใช้เล่นฆ่าเวลาในบางครั้งได้ดีครับ

จริงๆ แล้วคุณสามารถพลิกแพลงให้เครื่อง Windows Mobile เก่าๆ ของคุณสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย แต่ผมขอให้ไว้เป็นแนวทางเท่านี้ก่อนแล้วกันนะครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0

เคล็ดลับการเลือกซื้อ Notebook ให้คุ้มค่าที่สุด

การเลือกซื้อ-notebook
สำหรับในปัจจุบันนี้ เราต้องยอมรับว่า ราคาของคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Notebook) เริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับโนประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในทุกวัน ทำให้หลายคนที่ต้องการจะมีโน้ตบุ้คไว้ในครอบครองสักเครื่องหนึ่งเริ่มคิดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เอจะเอาโน้ตบุ้ครุ่นไหนดี วันนี้ผมอยากจะคุยแบบสบายๆ ในเรื่องของการเลือกซื้อโน้ตบุ้คที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ครับ

1. ถามตัวเองก่อนว่า เราเหมาะสมกับการใช้งานคอมพิวเตอร์แบบไหนกันแน่ ต้องยอมรับว่าหลายคนเลือกซื้อโน้ตบุ้คสูงเกินกว่าความจำเป็น เนื่องจากหลายครั้งในงานที่เราต้องใช้นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถของโน้ตบุ้คที่สูงขนาดนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ถ้างานของคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเล่นเกมส์หรืองานที่ต้องใช้กราฟฟิคแสดงผลสูงๆ โน้ตบุ้คที่มีการ์ดจอแยก ก็ดูจะเกินความจำเป็นและเงินที่คุณจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นครับ

2. การรับประกันของแต่ละยี่ห้อ อย่าลืมศึกษาหรือสอบถามข้อมูลกับทางผู้ซื้อให้ดีก่อน หากคุณจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อได้รับความคุ้มครองหรือประกันภัยเพิ่มขึ้น หรือระยะเวลาการประกันที่นานขึ้น ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะคุณอย่าลืมความจริงข้อหนึ่งที่ว่า โน้ตบุ้คมีความทนทานในการใช้งานน้อยกว่า คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop pc) เป็นไหนๆ หากต้องมีการส่งซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่ คุณอาจจะหน้ามืดกับค่าซ่อมได้ง่ายๆ เลยทีเดียว (หากไม่อยู่ในประกันนะครับ)

3. ศึกษา,สอบถามข้อมูลของโน้ตบุ้คแต่ละรุ่น,ยี่ห้อ จากเว็บไซต์ที่เป็นชุมชนของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ เช่น pantip.com หรือที่ มานาคอมพิวเตอร์นี้ก็ได้ครับ

4. โน้ตบุ้คเป็นอะไรที่ไม่ควรซื้อมือสองเป็นอันขาดครับ (อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวผมนะครับ) เพราะคุณลองคิดดูสิครับว่า อุปกรณ์ทุกส่วนยัดอยู่รวมในพื้นที่เล็กๆ ของโน้ตบุ้ค ความร้อนที่เกิดขี้น ยิ่งมีผลที่ให้อุปกรณ์เสือมได้เร็วขึ้น ถ้าเพิ่มเงินอีกนิดได้มือหนึ่ง ซื้อมือหนึ่งได้ก็จะดีกว่าครับ

5. อย่าลืมสอบถามกับทางพนักงานขายเรื่อง อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เมื่อใช้งานนอกสถานที่ด้วยนะครับ ซึ่งผมแนะนำว่า ควรจะอยู่ที่ประมาณ 4-8 ชั่วโมงก็ดีครับ

6. ราคา แม้เรื่องราคาจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้ ซึ่งในความเห็นของผม โน้ตบุ้คนั้นมีระยะเวลาการใช้งานที่คุ้มค่าไม่เกิน 5 ปีครับ ซึ่งหากเราซื้อโน้ตบุ้คที่คุณภาพดี ราคาไม่แพงจนเกินไป ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

สุดท้ายนี้หากคุณต้องการที่จะซื้อโน้ตบุ้คในช่วงปีนี้ (2554) หาก CPU เป็นของอินเทลแล้ว ลองดู พวก i3, i5 หรือ i7 ก็ดีนะครับ เพราะเป็น CPU สายการผลิตใหม่สุดครับ

คอมพิวเตอร์ประกอบแบบถูกสุดๆ กับ intel atom

intel_d945gclfจากบทความในเรื่อง “คอมพิวเตอร์มือหนึ่งถูกที่สุดราคาเท่าไหร่” นั้นอาจทำให้หลายคนยังสงสัยอยู่ว่า เฮ้ย! คอมพิวเตอร์ชุดหนึ่งมันถูกอย่างนี้เลยเหรอ  มาคราวนี้ผมจะทำให้คุณสงสัยหนักกว่าเดิม (รวมทั้งผมซึ่งเคยสงสัยมาก่อน) กับชุดคอมพิวเตอร์แบบประกอบที่ราคาถูกลงกว่าชุดที่แล้วซะอีก ซึ่งคราวนี้เรามีพระเอกที่ชื่อว่า Intel Atom ครับ

Intel Atom   นั้นเป็น CPU ที่ผลิตโดย Intel โดยวางตำแหน่งให้อยู่ในฐานะ CPU รุ่นประหย้าด ประหยัด กินไฟน้อย ราคาถูก (ถึงจะไม่ค่อยแรงเท่าพี่ๆ แต่ก็รองรับการใช้งานคอมพิวเตอร์พื้นฐานได้หมดเลยครับ )

โดย CPU ที่ใช้ในชุดนี้จะเป็น Intel Atom 230 ซึ่งจะมีความเร็วอยู่ที่ 1.6GHz พร้อมขนาด L2 Cache ที่ 512K รองรับเทคโนโลยี Multiple Thread นอกจากจุดเด่นในด้านขนาดที่เล็กจิ๋วแล้วยังเป็นซีพียูในสถาปัตยกรรมแบบ 45 nm ที่กินไฟต่ำสุดเพียง 4W  เท่านั้น

สำหรับคราวนี้ลองมาอัพเดทราคาสินค้ากันอีกทีนะครับว่า จะถูกลองไปจากเดิมเท่าไหร่ โดยใช้เงื่อนไขเดิมครับ

CPU Intel Celeron D-430  1.80 GHz. ราคา 1,280 บาท
Mainboard ( VGA onboard) –
BIOSTAR(Vga) G31D-M7 GLAN ราคา 1,270 บาท

เปลี่ยนมาเป็นตัวนี้แทนครับ

CPU+ Mainboard Intel Atom D945GCLF  (เป็น CPU Intel Atom +Mainboard ขนาดเล็กครับ) ราคา 2,200 บาทครับ

Ram512 MB /800 KINGMAX ราคา 290 บาท

Harddisk160 GB. 7200 RPM WESTERN SATA ราคา 1,240 บาท

DVD-Writer – LG 22X  [GH-22NS50] B/P SATA ราคา 720 บาท

LCD Monitor – LCD 18.5” ACER E192HQ DBM ราคา 3,550 บาท

Case+Power Supply – ราคา 800 บาท

Keyboard+Mouse+Speakerราคา 500 บาท

ราคารวมทั้งหมด   9,300 บาท

จะเห็นว่าราคาชุดนี้จะถูกลงไปอีก  300 บาท แม้จำนวนเงินไม่มาก แต่ก็สามารถลดงบประมาณได้ดีพอสมควรเลยครับ

จุดดีของการใช้คอมพิวเตอร์ชุดนี้

1. ประหยัดไฟ เนื่องจาก ชุดเดิมนั้น CPU มีการบริโภคพลังงานอยู่ที่ 35 W  แต่  CPU ชุดนี้มีอัตราการบริโภคพลังงานอยู่ที่ 4 W เท่านั้นครับ

2. ประหยัดพื้นที่ เพราะตัวเคสนั้นเล็กลงจากเดิมมากครับ

แต่จุดด้อยที่สำคัญจุดหนึ่งของคอมพิวเตอร์ชุดนี้ ผมมองว่าน่าจะเป็นเรื่องของ การอัพเกรดอุปกณ์คอมพิวเตอร์ในแต่ละชิ้นนั้น อาจทำได้ลำบาก เนื่องจากความเล็กของมันนั้นเอง

ยังไงก็ลองเปรียบเทียบดูนะครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0

จะซื้อ Harddisk ใหม่ ความจุเท่าไหร่ดี?

desktop-harddiskสำหรับ คนที่กำลังต้องการที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่หรือกำลังต้องการที่จะอัพเกรด คอมพิวเตอร์เครื่องเดิม นอกจากเราจะให้ความสำคัญกับ ซีพียู แรม การ์ดจอ แล้ว อีกส่วนที่สำคัญที่คนเราส่วนใหญ่มักจะนึกถึงก็คือ Harddisk  คำถามที่ว่า ถ้าคุณต้องการที่จะซื้อ Harddisk ใหม่สักลูกหนึ่ง ความจุสักเท่าไหร่ดีถึงจะพอกับความต้องการของคุณ?”

ถ้าคำตอบของคนส่วนใหญ่ก็คือ ก็ต้อง Harddisk ที่มีความจุมากที่สุดในท้องตลาดสิ” ซึ่งก็น่าจะถูกต้อง (แต่ไม่ค่อยถูกใจกับงบประมาณของเรา) ไอ้ครั้นจะซื้อแบบถูกๆ หน่อย ก็กลัวว่า ความจุของ Harddisk จะไม่รองรับกับการใช้งานของตัวเอง

(ผมเคยได้ยินคำบ่นจากรุ่นพี่ที่ทำงานประมาณว่า เพิ่งซื้อ Harddisk 80 GB มา แป๊บเดียวราคา Harddisk 160 GB ดันปรับราคาลงมาจนแทบเท่ากับราคาตอนที่ซื้อ Harddisk 80 GB เลย”)ต้อง ระวังไว้อย่างนึงครับ Harddisk นี่เป็นอะไรที่ราคาปรับตัวเร็วมาก เงินจำนวนเท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง สามารถที่จะซื้อ Harddisk ที่ความจุเพิ่มขึ้นจากเดิมได้ง่ายๆ ครับ

แล้วถ้าอย่างนั้นเราควรจะซื้อ Harddisk ที่ความจุเท่าไหร่ดี?
ก่อน อื่น เราลองมาดูกันนะครับว่า ราคาปัจจุบันของ Harddisk ในท้องตลาดเป็นอย่างไรกันบ้าง (ปล. ผมใช้การเปรียบเทียบราคา Harddisk  (แบบ sata) จากยี่ห้อเดียวกัน และความเร็วเท่ากันที่ 7,200 rpm  แต่ต่างความจุและ Buffer เท่านั้นครับ)

ราคาและความจุของ Harddisk เปรียบเทียบเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2009

ความจุของ Harddisk

Buffer (MB)

ราคา (บาท)

ราคาเฉลี่ย (บาท/ 1GB)

160 GB

8

1,290

8.06

250 GB

8

1,420

5.68

320 GB

16

1,590

4.97

500 GB

32

1,740

3.48

750 GB

32

2,490

3.32

1,000 GB (1TB)

32

2,890

2.89

1,500 GB (1.5TB)

32

4,240

2.83

2,000 GB (2TB)

32

7,550

3.77

จาก ตารางจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันความจุของ Harddisk นั้นสูงสุดอยู่ที่ 2 TB แล้ว แต่ราคาก็มหาโหดมิใช่เล่นเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงเสนอในแง่มุมของความคุ้มค่าในการเลือกซื้อ โดยคิดจากราคาเฉลี่ย (GB/ บาท) จึงให้เห็นผลออกมาตามตารางนะครับ โดยมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

***ความจุยิ่งน้อย จากราคาเฉลี่ย (GB/ บาท) ยิ่งสูงครับ

***เราจะเห็นได้ว่า Harddisk ความจุ 1,500 GB (1.5TB) มีราคาเฉลี่ย (GB/ บาท) ที่ถูกที่สุดคือ 2.83 บาท / 1GB แต่ราคาอยูู่ที่ 4 พันต้นๆ หากใครงบประมาณถึงก็เล่นที่ตัวนี้เลยนะครับ

***หากคุณมีงบประมาณไม่เกิน 2,000 บาท ผมขอแนะนำให้คุณเลือก Harddisk ที่มีความจุ 500 GB ครับ

***แต่ถ้าคุณมีงบประมาณเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย คือไม่เกิน 3,000 บาท Harddisk ที่มีความจุ 1,000 GB (1TB) ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะครับ

สรุป แล้วก็คือ เลือกซื้อตามงบประมาณที่คุณมีเลยครับ แต่หากเพิ่มเงินอีกนิดแล้วคุณได Harddisk ที่มีความจุสูงกว่า นั่นก็เป็นทางเลือกที่คุ้มที่สุดแล้วครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0