ใช้ wifi ทำให้ค่าโทรศัพท์,อินเทอร์เน็ตแพงขึ้นหรือไม่?

wifi
วันนี้ผมเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจและคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่หลายท่านที่อาจจะรู้สึกกังวลใจอยู่ เมื่อมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้มีคำถามว่า “ลูกชายใช้แท็บเล็ต โดยใช้ wifi ของที่ทำงานเราค่ะ เป็นเบอร์อินเทอร์เน็ตของ TOT  อยากทราบว่า สิ้นเดือนจะต้องจ่ายค่าโทรหรือค่าอินเทอร์เน็ตเพิ่มหรือเปล่าคะ? ขอบคุณค่ะ “ โดยวันนี้ผมมีคำตอบมาให้ครับ

แม้คำถามนี้หลายคนจะพอทราบคำตอบแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่า หลายคนอาจจะเหมือนกับคุณแม่ท่านนี้ก็คือ กลัวจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจากการใช้งาน Wifi ของลูกชาย ผมอยากจะอธิบายให้พอเข้าใจง่ายๆ ดังนี้นะครับ

ในกรณีที่อินเทอร์เน็ตที่ใช้เป็นแบบ ADSL หรือติดตั้งพร้อมเบอร์โทรศัพท์บ้าน

ในปัจจุบันนี้ การติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่บ้านหรือที่ทำงานนั้นเป็นเรื่องง่าย และโดยส่วนมากแล้วทางผู้ให้บริการจะมีการกำหนดแพคเกจที่มีราคาและความเร็วที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ไม่จำกัดปริมาณการใช้งานครับ” บางคนอาจจะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูหนังดูละครออนไลน์ตลอดเวลา หรือเอามาเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ทีละเยอะๆ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้สินเปลืองปริมาณการใช้งาน (Bandwidth) เป็นจำนวนมาก แต่แพคเกจอินเทอร์เน็ตเหล่านี้จะไม่มีการจำกัดปริมาณการใช้งาน แม้ว่าจะมีการใช้งานผ่านทางสายแลนที่เสียบกับโมเดม หรือใช้งานแบบไร้สาย่ผ่าน wifi ก็สามารถใช้งานได้เต็มที่โดยคุณก็ยังคงจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเท่าเดิมครับ

สมมุติว่า คุณเลือกใช้อินเทอร์เน็ตแพคเกจ 10MB ราคา 590 บาทต่อเดือน แล้วในเดือนนั้นมีคนมาอาศัยที่บ้านของคุณ แล้วมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าปกติ 10 เท่า ครบรอบการชำระเงิน คุณก็ยังคงจ่ายแค่เพียง 590 บาท (บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม) เหมือนเดิมครับ

เพียงแต่ว่า หากมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตพร้อมๆ กันหลายคนในเวลาเดียวกัน อาจจะทำให้ความเร็วในการใช้งานลดลงครับ

คำตอบของคำถามที่ว่า “ใช้ wifi ทำให้ค่าโทรศัพท์,อินเทอร์เน็ตแพงขึ้นหรือไม่?” ก็คือ “ไม่เสียเงินเพิ่มครับ”

ในกรณีที่ใช้ Wifi ผ่านการปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ

ถ้าเป็นกรณีนี้ก็ต้องดูแพคเกจอินเทอร์เน็ตของมือถือที่ปล่อยสัญญาณนั้นๆ ว่า ใช้แพคเกจแบบไม่จำกัด (Unlimited) หรือไม่? ถ้าใช้ ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มครับ

แต่ถ้าไม่ได้ใช้ ก็คิดตามปริมาณการใช้งานที่เกินมาครับ

ดังนั้น หากมือถือที่จะปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อให้เครื่องอื่นใช้งาน แนะนำว่าควรใช้แพคเกจอินเทอร์เน็ตแบบไม่จำกัดนะครับ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกินมาในภายหลังครับ

กฎใหม่คลิกทุกครั้งต้องจ่ายตังค์ (อินเทอร์เน็ต)


วันนี้หลังจากผมออกกำลังกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อหยิบหนังสือพิมพ์เดลินิวส์มาอ่าน ก็พบข่าวหนึ่งที่น่าสนใจบวกกับน่าตกใจ ในเรื่องของ กฎใหม่คลิกทุกครั้งต้องจ่ายตังค์ เลยอยากจะเอามาเผยแพร่ให้ฟังนะครับ

หากใครต้องการสรุปเนื้อหาแบบสั้นๆ ขอให้ข้ามไปที่หัวข้อ “ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้” ครับ

********************************************

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2555

เรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อย่าชะล่าใจ เพราะเป็น 1 ใน 15 ข้อของสนธิสัญญาการบริหารเครือข่ายโทรคมนาคมของโลก หรือ อินเทอร์เน็ต เทเลคอมมูนิเคชั่น เร็กกูเรชั่น (Internet Telecommunication Regulation : ITR) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้มีการตกลงให้แก้ไขเนื้อหาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ.2553) โดยปลายเดือน ธ.ค.2555 ประเทศสมาชิกของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ราว 180 ประเทศจะมีการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ระหว่างการประชุมด้านโทรคมนาคมซึ่งไอทียูจัดขึ้นที่ประเทศดูไบ

น.ส.ดวงทิพย์ โฉมปรางค์ ผู้บริหาร อินเทอร์เน็ต โซไซตี้ ประเทศไทย (ไอซอก) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิก ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานอินเทอร์เน็ตโลก กล่าวถึงเนื้อหาของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ตกลงให้มีการ แก้ไขว่า เกือบ 2 ปีของการแก้ไขเนื้อหา พบว่ามี 10 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่เสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย อิหร่าน มาเลเซีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งมีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่แก้ไข ซึ่งประเทศไทยหน่วยงานที่ดูแลยังไม่แสดงท่าทีต่อประเด็นดังกล่าว

สำหรับ เนื้อหาของสนธิสัญญาที่แก้ไขจาก 15 ข้อ มี 6 ข้อที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้แก่ 1. ความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต 2. การใช้ทรัพยากรเลขหมายในทางที่ผิด 3. การกำหนดนิยามเรื่องบริการโทรคมนาคม  4. ระบุตัวตนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและประวัติการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต  5. คุณภาพบริการ และ 6. ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย

น.ส.ดวงทิพย์ ยกตัวอย่างขอบเขตสนธิสัญญาที่แก้ไข ว่า หนึ่งในเรื่องที่แก้ไขเนื้อหา คือการใช้อินเทอร์เน็ต โพรโตคอล แอดเดรส (ไอพี แอดเดรส) ซึ่งระบุว่าประเทศสมาชิกต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งในการคิดค่าบริการจากผู้ให้ บริการโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยไอพี แอดเดรส ซึ่งเป็นความพยายามที่จะจัดเก็บค่าบริการจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้ง และเก็บเงินทุกครั้งที่เข้าสู่ข้อมูลต่าง ๆ โดยเก็บเงินทั้งจากผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ เป็นการแก้เนื้อหาโดยอิงรูปแบบการเก็บค่าบริการจากรูปแบบการคิดค่าบริการของ โทรศัพท์มือถือ

“ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเนื้อหาสนธิสัญญานี้ คือ มื่อไหร่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและคลิกเข้าไปยังเนื้อหา หรือข้อมูลต่าง ๆ ผู้ใช้งานจะถูกเก็บค่าบริการ ซึ่ง เป็นผลเสียกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่โปรโมตสินค้าและห้องพักทางอินเทอร์ เน็ตเพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาซึ่งต้องจ่ายค่าบริการจากการนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ ขณะที่นักเรียน นักศึกษาก็ต้องจ่ายค่าบริการจากการคลิกดูเนื้อหา”

นอก จากนี้ น.ส.ดวงทิพย์ กล่าวว่า เนื้อหาของสนธิสัญญาที่แก้ไขเปลี่ยนเป็นแบบบังคับใช้ แทนการเลือกยอมรับเฉพาะกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมกับประเทศตนเอง ทำให้การลงนามในสนธิสัญญาเป็นการผูกมัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งที่ไม่ เหมาะสมกับประเทศตนเอง

ต่อข้อถามที่ว่า เมื่อเนื้อหาของสนธิสัญญาที่แก้ไขไม่เหมาะสมกับประเทศไทยแล้วประเทศไทยจะมี ทางออกอย่างไร น.ส.ดวงทิพย์ กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ที่มีอำนาจลงนามในสนธิสัญญาต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อเนื้อหาในสนธิ สัญญาที่แก้ไข เนื่องจากระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค. 2555 เป็นเวลาที่อยู่ในกระบวนการต่อรองสนธิสัญญา หากมี 25% ของประเทศที่เป็นสมาชิกไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของสนธิสัญญา ต้องนำสนธิสัญญาที่แก้ไขมาพิจารณาใหม่ แต่ถ้าประเทศสมาชิกเห็นด้วย 100% ก็จะมีการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าวช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2555 ดังนั้นประเทศไทยต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และหากประเทศไทยไม่ลงนามในสนธิสัญญาก็จะถูกบล็อกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จากอีก 179 ประเทศที่เป็นสมาชิกไอทียู.

เอกชนวอน กสทช.-ไอซีที แสดงจุดยืนชัดเจน

เป็นเรื่องแปลกที่การแก้ไขเนื้อหาของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่จะส่งผลกระทบคนไทยกลับยังไม่มีข่าวออกจากหน่วยงานที่จะจดปากกาลงนามในสัญญา

ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ (เอทีซีไอ) กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ในขณะที่ประเทศจีนใหญ่กว่ามาก ถ้าต้องจ่ายเงินในการคลิกเข้าดูข้อมูลและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้ง ประเทศไทยคงแย่ และจะทำให้เกิดการชะงักในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของทุกคน ที่สำคัญไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนคิดค่าบริการในการคลิกเข้าดูข้อมูล และค่าบริการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในแต่ละครั้ง

นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์ กรรมการสมาคมธุรกิจคอมพิวเตอร์ (เอทีซีไอ) กล่าวว่า หากประเทศไทยต้องเข้าสู่การจ่ายเงินทุกครั้งที่เข้าดูเนื้อหาออนไลน์และจ่าย เงินทุกครั้งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แล้วแท็บเล็ต ป.1 ที่รัฐบาลแจกให้กับเด็ก ป.1 ประมาณ 1 ล้านคน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้ และโครงการแท็บเล็ต ป.1 ที่แจกให้เด็ก ๆ ก็จะไม่มีความหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจหากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้อีกก็คงรับไม่ ไหว และจะส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชนทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 24 ล้านคน

********************************************

ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้

สนธิสัญญานี้มีรายละเอียดส่วนหนึ่งมีใจความว่า ประเทศสมาชิกต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งในการคิดค่าบริการจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเป็นความพยายามที่จะจัดเก็บค่าบริการจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้ง และเก็บเงินทุกครั้งที่เข้าสู่ข้อมูลต่าง ๆ โดยเก็บเงินทั้งจากผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ

หากประเทศไทยเข้าร่วมลงนามสนธิสัญญานี้ หมายความว่า เราจะต้องมีการจ่ายเงินในการเข้าถึงข้อมูลในแต่ละครั้ง ที่เราเข้าสู่เว็บไซต์ของประเทศที่เข้าร่วมสนธิสัญญานี้

แต่หากประเทศไทยไม่เข้าร่วม เราจะไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ใน 179 ประเทศที่เข้าร่วมลงนาม นั่นหมายความว่า เราอาจจะต้องเข้าได้เพืยงเว็บไซต์ที่อยู่ในประเทศไทย หรือเว็บไซต์ของประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมสนธิสัญญานี้ ซึ่งน่าจะเหลือไม่กี่ประเทศครับ

ความคืบหน้าขณะนี้ ยังไม่การลงนามในสนธิสัญญานี้ แต่มีกำหนดเวลาอยู่ที่ไม่เกินปลายปีนี้ครับ

ผมเชื่อว่า หากมีการลงนามในส่วนนี้จริง อาจเกิดเหตุการณ์ได้สองแนวทางครับ

  1. เราจะถูกตัดการเข้าถึงข้อมูลหลากหลายเว็บไซต์ ทำให้การหาข้อมูลต่างๆ อาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น หรือ
  2. ประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่พร้อมที่จะให้แต่ละบุคคลสามารถเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ รัฐอาจจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ครับ และผมเชื่อว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้มิได้สูงอย่างที่ใครหลายคนกังวลใจครับ

ส่วนเรื่องการไม่เข้าร่วม ผมไม่เชื่อว่า ประเทศไทยจะตัดสินใจอย่างนั้นครับ