iPad with Ratina Display (4th gen) ต่างจาก The New iPad ตัวเดิมอย่างไร? ซื้อเลยหรือรอดี?


หลังจากมีการเปิดตัว iPad Mini แล้ว Apple ก็ได้ทำการประกาศว่า iPad รุ่นปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเพิ่มขึ้นเรียกว่า iPad with Ratina Display (4th gen) ทำให้หลายคนสงสัยว่า แล้วมันมีอะไรเพิ่มเติมมาจาก The New iPad บ้าง มานาคอมพิวเตอร์ขอนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจมาแจ้งให้ทราบครับ

iPad with Ratina Display ถือได้ว่าเป็นไอแพครุ่นที่ 4 (4th gen) ที่รูปร่างหน้าตา ขนาด น้ำหนัก แทบไม่ต่างกับ The New iPad เลย แต่เป็นการปรับปรุงสเปคภายในแบบ Minor Change โดยมีจุดใหญ่ๆ ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นดังนี้ครับ

1.ชิปประมวลผลที่ใช้ได้รับการอัพเกรดขึ้น โดย The New iPad นั้นใช้ชิปแบบ A5X พร้อมการประมวลผลกราฟฟิคแบบสี่คอร์ ส่วน iPad with Ratina Display นั้นใช้ชิปแบบ A6X ครับ

2. รองรับ Ratina Display โดยแต่เดิมนั้นจะมีเพียงใน iPhone และใน Macbook Pro หรือ iMac รุ่นใหม่ๆ เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้งาน iPad with Ratina Display ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นครับ

3. พอร์ทเชื่อมต่อ ได้รับการอัพเกรดเป็น Lightning เหมือนกับ iPhone 5 ตัวล่าสุดครับ

4. การรองรับ 4G LTE เพิ่มขึ้นในหลายประเทศครับ

5. การเชื่อมต่อ Wifi ที่เร็วขึ้นสองเท่าด้วย 802.11n on 2.4GHz and 5GHz

6. กล้องด้านหน้า อัพเกรดเป็นความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียด 720 p

เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบข้อมูลในด้านต่างๆ ของทั้งสองตัวนี้กันนะครับ

iPad with Ratina Display
The New iPad
ซีพียู A6X A5X
ความละเอียดหน้าจอ 2048×1536 พิกเซล 264 ppi 2048×1536 พิกเซล 264 ppi
กล้องหลัง (ภาพถ่าย) ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล (iSight)
autofocus; tap to focus
face detection
ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล (iSight)
autofocus; tap to focus
face detection
กล้องหลัง (วีดีโอ) รองรับสูงสุด HD (1080p)
เฟรมเรทสูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที
ระบบป้องกันการสั่น
รองรับสูงสุด HD (1080p)
เฟรมเรทสูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที
ระบบป้องกันการสั่น
กล้องหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล ถ่ายวีดีโอ 720p ความละเอียด VGA
ขนาดและน้ำหนัก ยาว : 241.2 มม.
กว้าง : 185.7 มม.
หนา : 9.4 มม.
น้ำหนัก : 652 กรัม
ยาว : 241.2 มม.
กว้าง : 185.7 มม.
หนา : 9.4 มม.
น้ำหนัก : 652 กรัม
เครือข่ายที่รองรับ UMTS/HSPA/HSPA+/DC-HSDPA
GSM/EDGE
4G LTE (รองรับหลายประเทศมากขึ้น)
UMTS/HSPA/HSPA+/DC-HSDPA
GSM/EDGE
4G LTE
การเชื่อมต่อ Lightning 30-pin dock connector port
Wifi และบลูทูธ Wi-Fi 802.11a/b/g/n;
802.11n on 2.4GHz and 5GHz)
Bluetooth 4.0 technology
Wi-Fi (802.11a/b/g/n)
Bluetooth 4.0 technology
แบตเตอรี่ 10 ชั่วโมงขึ้นไป (อินเทอร์เน็ตผ่าน Wifi)
9 ชั่วโมงขึ้นไป (อินเทอร์เน็ตผ่าน 3G)
10 ชั่วโมงขึ้นไป (อินเทอร์เน็ตผ่าน Wifi)
9 ชั่วโมงขึ้นไป (อินเทอร์เน็ตผ่าน 3G)
ราคา WiFi 16GB ราคา $499 (15,000 บาท)
WiFi 32GB ราคา $599 (18,000 บาท)
WiFi 64GB ราคา $699 (21,000 บาท)
3G+WiFi 16GB ราคา $629 (19,000 บาท)
3G+WiFi 32GB ราคา $729 (22,000 บาท)
3G+WiFi 64GB ราคา $829 (25,000 บาท)
WiFi 16GB ราคา 16,500 บาท
WiFi 32GB ราคา 19,500 บาท
WiFi 64GB ราคา 22,500 บาท
4G+WiFi 16GB ราคา 20,500 บาท
4G+WiFi 32GB ราคา 23,500 บาท
4G+WiFi 64GB ราคา 26,500 บาท

แล้วเราควรจะรอ iPad with Ratina Display ก่อนหรือจะซื้อ The New iPad ?

ถ้าเป็นผม และยังไม่มีเหตุที่จะต้องรีบใช้งานไอแพด ผมขอแนะนำให้รอครับ เพราะการอัพเกรดเป็น iPad with Ratina Display นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับไอแพดได้เยอะพอสมควรเลยครับ

ส่วนเรื่องราคานั้น ผมเชื่อว่า ทาง Apple จะทำการยกเลิกการจำหน่าย The New iPad เพื่อเปิดช่องให้  iPad with Ratina Display เข้ามาทำตลาดแทน ในราคาที่เท่ากับ The New iPad เพราะสังเกตได้จากเว็บไซต์ของ Apple ไม่มีข้อมูลของ The New iPad แล้วครับ (แต่ยังมีข้อมูลของ iPad 2 อยู่ครับ) นั้นแสดงว่า The New iPad ที่มีจำหน่ายอยู่ขณะนี้จะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้วครับ หลังจากนี้คงเป็นการวางจำหน่าย iPad with Ratina Display เท่านั้นครับ

จากหน้าเว็บ http://www.apple.com/ipad/compare/ จะเห็นได้ว่า Apple ไม่มีการพูดถึง The New iPad แล้วครับ

เพราะฉะนั้นหากใครกำลังจะซื้อ The New iPad รอก่อนดีกว่าครับ 🙂

Netbook ณ เวลานี้ยังน่าซื้ออยู่ไหม?


วันนี้ได้มีโอกาสเดินเล่นหลังจากออกกำลังกายที่ห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งบริเวณลานมีการจัดงานจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ก็เห็นมีการแสดงโน้ตบุ้ครุ่นต่างๆ รวมถึง เน็ตบุ้ค (Netbook) ด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือ ตอนนี้เราไม่ค่อยเห็น Netbook รุ่นใหม่ๆ ออกมาเลย ทำให้เกิดความคิดว่า ตอนนี้ Netbook ยังน่าซื้ออยู่ไหม?

ยิ่งพอมาได้เจอคำถามของผู้ใช้งานคนหนึ่งในเว็บบอรืดแห่งหนึ่ง ที่ถามว่า “ณ เวลานี้ netbook ยังน่าเล่นอยู่ไหมครับ ตอนนี้ราคาเน็ตบุคพอๆ กับโน๊ตบุคตัวล่างๆเลย แต่สเปคต่างกันไกล เขาไม่พัฒนาเน็ตบุคกันแล้วหรอครับ ถ้างบหมื่นต้นๆ ใช้ photoshop บ้างนิ๊ดหน่อย หิ้วไปไหนมาไหนบ้าง เน็ตบุคยังเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ไหมครับ”

ถ้าโดยมุมมองผมแล้ว ตอนนี้ ตลาดของ Notebook (เอาโน้ตบุ้คก่อนนะครับ) ถูกแชร์ส่วนแบ่งไปเยอะพอสมควรจากแทบเล็ต เนื่องจากการใช้งานของแทบเล็ตที่มีความสามารถใกล้เคียงโน้ตบุ้ตมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การพกพาแทบเล็ตนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายกว่า ไม่ต้องมาคอยแบกโน้ตบุ้คทีหนักสองถึงสามโลแล้ว (ซึ่งผมเห็นผู้ใช้งาน iPad บางท่าน นั่งทำงานโดยใช้ Wireless Keyboard ในการพิมพ์งาน เจ๋งดีแฮะ)

 

ซึ่ง Netbook นั้นเดิมทีถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้มีน้ำหนักเบา พกพาง่าย ใช้งานนอกสถานที่ได้นาน โดยตำแหน่งของมันนั้น ผมมองเหมือนเป็นตรงกลางระหว่าง Notebook กับ Tablet นั่นเอง แต่ตอนนี้ความห่างระหว่าง Notebook กับ Tablet นั้น เริ่มแคบลงไปเรื่อยๆ ทำให้เน็ทบุ้คเหมือนจะค่อยๆ ถูกเบียดให้ออกไปจากสายตาของผู้บริโภค ทำให้หลังๆ นี้เราไม่ค่อยได้เห็นเน็ทบุ้ครุ่นใหม่ๆ ออกมาวางตลาดสักเท่าไหร่ครับ และถ้าสังเกตจะเห็นว่าเหมือนสเปคเน็ตบุคหยุดอยู่กับที่มานานละ(แต่ราคาดันไม่ลงตามแฮะ)

ยิ่งตอนนี้กระแสของ Ultrabook เริ่มจะเข้ามาแทนที่ตรงส่วนนี้ (แต่ติดที่ว่า มันยังมีราคาแพงอยู่ไม่น้อย) ผมเชื่อว่า หาก Ultrabook ราคาถูกลงกว่านี้ เน็ทบุ้คคงจะค่อยๆ หายไปจากท้องตลาดแน่นอนครับ (แต่คงจะอีกนาน)

สรุปว่า ในความคิดเห็นของผม เน็ตบุ้คยังน่าซื้อและน่าใช้ไปได้อีกประมาณ 1-2 ปีครับ ถ้าคุณรับได้กับราคาที่ไม่ถึงหมื่น ใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป หน้าจอเล็ก พกพาง่าย ถ้าคุณรีบใช้งาน สามารถซื้อได้ครับ

แต่ถ้าคุณยังไม่รีบ ผมเชื่อว่า ปลายปี 2555 นี้ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลของ Ultrabook ที่เชื่อว่าจะมาแทนเน็ตบุ้คแน่นอนครับ (รวมเรื่องของราคาด้วยนะครับ)

ซื้อมือถือ Android ในงบ 5,000 บาท มีรุ่นไหนที่น่าสนใจบ้าง?


วันนี้ผมได้มีโอกาสไปเดินเล่นอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า เห็นโบชัวร์โทรศัพท์มือถือหลากหลายรุ่นหลายยี่ห้อที่น่าสนใจ และที่สำคัญโทรศัพท์ประเภท Smart Phone นั้นเริ่มมีราคาถูกลงเรื่อย วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์เลยอยากที่จะขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ “โทรศัพท์มือถือ Android ที่น่าสนใจและราคาไม่เกิน 5,000 บาท”

ระบบปฎิบัติการ Android เป็นระบบปฎิบัติการหนึ่งที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ ทำให้โทรศัพท์มือถือสามารถใช้งานได้มากกว่าการโทรเข้าโทรออก หรือส่งข้อความเท่านั้น ทำให้หลายคนที่อยากจะทดลองใช้โทรศัพท์ประเภทนี้สนใจอยากจะลองใช้งานดู แต่อาจจะกังวลว่า หากมีราคาแพงเกินไป อาจจะกลัวใช้ไม่คุ้มค่า ผมเลยอยากจะขอแนะนำมือถือราคาไม่เกิน 5,000 บาท มาให้ลองเลือกกันดูนะครับ

โทรศัพท์มือถือ Android ราคาไม่เกิน 5,000 บาท

1. Samsung Galaxy Pocket (ราคา 3,990 บาท) 

ถือได้ว่าเป็นมือถือ Android ที่ราคาเกือบถูกที่สุดแล้ว ถ้าหากผมต้องการซื้อมือถือ Android ที่ถูกและดี ยี่ห้อเชื่อใจพอได้ ผมคงจะเลือกเจ้า Samsung Galaxy Pocket  แม้ว่าราคาจะถูก แต่คุณสมบัติที่ติดเครื่องมาก็ไม่ถือว่าขี้เหร่เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น

  •  หน่วยประมวลผลความเร็ว 832 MHZ
  • ระบบปฏิบัติการ  Android 2.3 Gingerbread
  • หน่วยความจำภายใน 3 GB สามารถเพิ่ม microSD สูงสุด 32 GB
  • หน้าจอสัมผัส TFT-LCD ขนาด  2.8 นิ้ว ความละเอียด 240 x 320 พิกเซล
  • กล้องถ่ายภาพ 2 ล้านพิกเซล ความละเอียด 1600×1200 พิกเซล
  • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 3G ความถี่ HSDPA 900 / 2100 MHz
  • เชื่อมต่อ Bluetooth 3.0, Wi-Fi 802.11 b/g/n, Wi-Fi hotspot และ microUSB 2.0
  • แบตเตอรี่  Li-Ion 1200 mAh

แม้ว่ากล้องจะความละเอียดแค่เพียง 2 ล้านพิกเซล แต่ด้วยซีพียูที่ถือว่าแรงเกินคุ้ม และหน้าตาก็น่ารักน่าใช้งาน ผมเลยขอแนะนำเป็นตัวแรกที่น่าเสียเงินมากๆ ครับ

 

2. Samsung Galaxy Y (ราคา 4,490 บาท)

ตัวเลือกที่สองนี้ เป็นตัวที่ออกมาก่อนหน้า Samsung Galaxy Pocket สักพักหนึ่งครับ โดยมีสเปคคร่าวๆ จุดเด่นของ Samsung GALAXY Y มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลในตัว ความละเอียดระดับ 2 ล้านพิกเซลและมีหน่วยความจำภายในขนาด 160MB สามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 32GB มาพร้อมกับจอแสดงผลระบบสัมผัสแบบ TFT ขนาด 3.0 นิ้ว ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล แสดงผลได้ 262,000 สี รองรับ Multi-Touch 2 จุด

สิ่งที่ทำให้ Galaxy Y แตกต่างกับ Galaxy Pocket ก็คือ “ขนาดหน้าจอครับ” โดยตัว Y จะมีหน้าจอ 3 นิ้วครับ ส่วน Pocket จะมีขนาดหน้าจอ 2.8 นิ้วครับ ส่วนราคาก็ต่างกันประมาณ 500 บาทครับ

3. LG Optimus L3 (ราคา 4,490 บาท)

สำหรับรุ่นนี้ ผมว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะเนื่องจากเพิ่งปรับลดราคาลงมา จากเดิม 4,990 บาท เหลือ 4,490 บาทครับ และที่สำคัญหน้าจอขนาด 3.2 นิ้วครับ ส่วนรายละเอียดคร่าวๆ ที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ

  • หน่วยประมวลผลความเร็ว : 800 MHz
  • ระบบปฏิบัติการ : Android เวอร์ชั่น 2.3.6 Gingerbread
  • หน่วยความจำ ROM 1GB RAM 384MB
  • การ์ดหน่วยความจำ microSD – สูงสุด 32 GB
  • กล้องดิจิตอล 3.2 ล้านพิกเซล ขนาดภาพสูงสุด 2048 x 1536 พิกเซล
  • จอแสดงผล TFT-LCD 262,144 สี ระบบสัมผัส Multi-Touch ความละเอียด 240 x 320 พิกเซล กว้าง 3.2 นิ้ว

แต่ด้วยรูปทรงดำๆ เหลี่ยมๆ หลายคนอาจจะดูว่า L3 รุ่นนี้รูปร่างหน้าตา อาจจะดูทื่อๆ ไปบ้าง แต่สำหรับผมว่า หน้าตามันก็ดูเท่ห์ดีนะครับ

 

4. Huawei Ascend y200 (ราคา 4,490 บาท)

ชื่อของ Huawei (อ่านว่า หัวเว่ย) อาจจะไม่คุ้นชื่อของหลายๆ คน แต่ถ้าคนที่ใช้สินค้าพวกแอร์การ์ด น่าจะพอคุ้นชื่ออยู่บ้าง แต่ความจริงแล้ว หัวเว่ยเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากในประเทศจีนครับ เมื่อหัวเว่ยเริ่มทำการตีตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย ก็ได้ทำการส่งมือถือ Android หลายรุ่นเข้ามาร่วมชิงชัย โดยถ้าราคาไม่เกิน 5,000 บาท ก็จะมีรุ่นนี้เข้าชิงมาด้วยครับกับ Huawei Ascend y200

โดยสเปคคร่าวๆ ของ Huawei Ascend y200 มีดังนี้ครับ

  • หน่วยประมวลผลความเร็ว : 800 MHz
  • ระบบปฏิบัติการ : Android เวอร์ชั่น 2.3 Gingerbread
  • หน่วยความจำ ROM 512MB RAM 256MB
  • การ์ดหน่วยความจำ microSD – สูงสุด 32 GB
  • กล้องดิจิตอล 3.2 ล้านพิกเซล ขนาดภาพสูงสุด 2048 x 1536 พิกเซล
  • จอแสดงผล IPS-LCD 262,144 สี ระบบสัมผัส Multi-Touch ความละเอียด 320 x 480 พิกเซล กว้าง 3.5 นิ้ว

จะเห็นได้ว่า ด้วยราคาไม่ถึงห้าพัน แต่ตัวสเปคให้มาแบบเต็มที่เลยครับ เพียงแต่ว่า ถ้าคุณไม่ซีเรียสกับชื่อยี่ห้อที่อาจจะไม่คุ้นหู ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

 

5. Samsung Galaxy Mini (ราคา 4,990 บาท)

สำหรับตัวสุดท้ายนี้ เรียกได้ว่าเป็นมือถือ android รุ่นแรกๆ ที่ทำราคาไม่ถึง 5,000 บาทออกมาในรุ่นแรกๆ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากครับ โดยสเปคคร่าวๆ จะเป็นดังนี้ครับ

  • ระบบปฏิบัติการ : Android เวอร์ชั่น 2.2 Froyo
  • หน่วยประมวลผลความเร็ว : 600 MHz
  • หน่วยความจำ 158 MB (ตัวเครื่อง)
  • การ์ดหน่วยความจำ microSD – สูงสุด 32 GB
  • จอแสดงผล TFT-LCD 16 ล้านสี ระบบสัมผัส ความละเอียด 320 x 320 พิกเซล กว้าง 3.1 นิ้ว
  • กล้องดิจิตอล 3 ล้านพิกเซล  ขนาดภาพสูงสุด 2048 x 1536 พิกเซล

แต่เนื่องจากปัจจุบัน มีมือถือหลายรุ่นที่พัฒนาสเปคให้ดีขึ้น และราคาที่ถูกลงมากขึ้น ทำให้รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผมให้ความสนใจน้อยที่สุดครับ แต่ถ้าคุณยังชอบในรูปร่างหน้าตา ก็ยังสามารถที่จะพอหาซื้อได้ในตอนนี้ครับ

หวังว่า  มือถือ android เครื่องใหม่ของคุณ จะเป็นเครื่องหนึ่งในห้าที่ทางมานาคอมพิวเตอร์แนะนำนะครับ

iTunes Store เริ่มวางจำหน่ายเพลงไทยแล้ว


สำหรับผู้ใช้งาน iDevice ของ Apple อย่าง iPad, iPod หรือ iPhone อาจจะต้องเคยใช้บริการต่างๆ ผ่านโปรแกรม  iTunes หรือบางท่านอาจจะเคยใช้บริการการซื้อ Apps, เพลงหรือภาพยนตร์ผ่านทาง iTunes Store ข่าวดีตอนนี้ก็คือ ทาง iTunes Store มีเพลงของศิลปินไทยจำหน่ายแล้วครับ

โดยคุณสามารถค้นหาเพลงต่างๆ ของศิลปินไทยได้ โดยการพิมพ์ค้นหารายชื่อศิลปิน ซึ่งตอนนี้ที่เห็นก็จะมี Scrubb, Singular และอาจจะมีศิลปินหลายๆ ท่านที่จะมีจำหน่ายใน iTunes Store เร็วๆ นี้ครับ

และข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการซื้อเพลงทาง iTunes Store ก็คือ คุณสามารถเลือกซื้อเพลงใดเพลงหนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งอัลบั้มครับ โดยเพลงๆ หนึ่งจะมีราคาอยู่ที่ $0.99 และ $1.29 ครับ

สำหรับผม หากคุณใช้อุปกรณ์เหล่านี้ หากชอบเพลงไหน ขอแนะนำให้ซื้อแบบถูกต้องเถอะครับ ถือว่าเป็นการสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์ และให้กำลังใจศิลปินได้ทำผลงานดีๆ ออกมาเรื่อยๆ ครับ

บทความแนะนำการสมัคร Apple ID

ดาวน์โหลดโปรแกรม iTunes

ควรซื้อ Ultrabook ตอนนี้ดีหรือไม่?


ในตอนนี้หลายท่านอาจจะได้ยินถึงคำว่า อัลตร้าบุ๊ค (Ultrabook) กันมาพอสมควร (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Ultrabook เบื้ององต้น) ทำให้หลายคนที่กำลังจะมองหาคอมพิวเตอร์แบบพกพาเริ่มที่จะหันมามองเจ้า Ultrabook มากขึ้น วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอตอบคำถามๆ หนึ่งที่คุณอาจจะสงสัยว่า “ควรซื้อ Ultrabook ตอนนี้ดีหรือไม่? “

ในช่วงนี้ (เดือนมิถุนายน 2555) ข่าวที่ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากเกี่ยวกับอัลตร้าบุ๊คก็คือ “ทางอินเทลมีการเปิดตัว “อัลตร้าบุ้ค” เจเนอเรชั่นใหม่ของอินเทล (พร้อมกับการเตรียมเปิดตัว Windows  8) โดยมีการคาดหมายว่า จะมีจำนวนกว่า 40% ของผู้ที่ซื้อโน้ตบุ้คใหม่จะเลือกอัลตร้าบุ๊ค และที่สำคัญก็คือ อัลตร้าบุ๊ครุ่นใหม่นี้ใชเทคโนโลยี “อินเทล คอร์ เจเนอเรชั่นที่ 3 ในชื่อ ไอวี่ บริดจ์ ซึ่งเป็นซีพียูที่ใช้สถาปัตยกรรม 22 นาโนเมตร

โดยปีนี้จะมีอัลตร้าบุ๊คที่ใช้ซีพียูใหม่เปิดตัวเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว ทั้งนี้เมื่อถึงสิ้นปี โครงสร้างราคาจะเปลี่ยนแปลงชัดเจนจากปัจจุบันราคาเฉลี่ย 2.7 หมื่นบาท จะเหลือ สองหมื่นบาทต้นๆ ขณะที่ภายในสิ้นปีนี้คาดว่า อัลตร้าบุ๊คสามารถกินส่วนแบ่งตลาดโน้ตบุ้คได้ 40%

แล้วเราควรจะซื้อ Ultrabook ตอนนี้ดีหรือไม่?

แม้ว่าตอนนี้อัลตร้าบุ๊คดูเป็นทางเลือกของคอมพิวเตอร์แบบพกพาของผู้ที่ต้องการจะซื้อเครื่องใหม่ เนื่องด้วยความบางเบา พกพาง่าย สามารถใช้งานได้ทั้งแบบคีย์บอร์ดและสัมผัส (ในบางรุ่น พร้อม Windows 8) อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเช่น USB 3.0 หรือ พอร์ท Thunderbolt ซึ่งจะเป็นมาตราฐานของอุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในอนาคต แต่ทางมานาคอมพิวเตอร์ขอสรุปข้อมูลทั้งหมดแล้วฟันธงว่า

ตอนนี้อยากให้คุณรอไปก่อนสักระยะหนึ่ง (ประมาณ 3-6 เดือน) เนื่องจากตอนนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 27,000 บาท ซึ่งผมมองว่า ยังสูงเกินไป  โดยการประมาณการแล้วในช่วงปลายปี อัลตร้าบุ๊คจะมีราคาลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ