Erwin Schrödinger คือใคร พร้อมประวัติและผลงาน

Erwin Schrödinger
สำหรับผู้ที่สงสัยว่า Erwin Schrödinger นั้นคือใคร มีความสำคัญหรือผลงานในเรื่องใด วันนี้มานาคอมพิวเตอร์ขอเอาข้อมูลนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ

Erwin Schrödinger คือใคร?

Erwin Schrödinger หรือชื่อไทยว่า แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ ชื่อเต็มว่า Erwin Rudolf Josef Alexander Schrödinger เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวออสเตรีย มีชื่อเสียงในฐานะผู้วางรากฐานกลศาสตร์ควอนตัม โดยเขาเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1933 จาก”สมการชเรอดิงเงอร์” ต่อมาปี ค.ศ. 1935 หลังจากได้ติดต่อกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และได้เสนอแนวคิดการทดลองในจินตนาการ เรื่อง แมวของชเรอดิงเงอร์ (Schrodinger’s Cat)

เขาเกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1887 (วันนี้จึงเป็นวันครบรอบวันเกิด 126 ปีของเขาครับ) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เข้ารับการศึกษาที่ University of Vienna (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1906–1910) และที่ Akademisches Gymnasium (1906) ครับ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 มกราคา ค.ศ. 1961 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อายุรวม 74 ปีครับ

ผลงานที่มีชื่อเสียงของ Erwin Schrödinger 

หากไม่นับถึงผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลจากเรื่องของ สมการชเรอดิงเงอร์ แล้ว เรื่องของ แมวของชเรอดิงเงอร์ (Schrodinger’s Cat)  ก็คงเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากรู้จักเขาครับ

โดยการทดลองทางความคิด “แมวของชเรอดิงเงอร์” เป็นแนวคิดที่เสนอโดยชเรอดิงเงอร์ในปี ค.ศ. 1935 เพื่อสาธิตทฤษฎีทางควอนตัมเกี่ยวกับการรวมกันของคลื่น (superposition) ที่แสดงให้เห็นถึงข้อโต้แย้งอย่างชัดเจนระหว่างความเป็นจริงทางควอนตัมเกี่ยวกับธรรมชาติและพฤติกรรมของสสารในระดับอนุภาคกับสิ่งที่สังเกตได้จริงเกี่ยวกับธรรมชาติและพฤติกรรมของสสารในโลกความเป็นจริงที่มนุษย์คุ้นเคย วิธีทดลอง(ทางทฤษฎี) เป็นดังนี้

นำแมวที่มีชีวิตบรรจุลงในกล่องเหล็กที่ปิดมิดชิดพร้อมด้วยอุปกรณ์ที่บรรจุขวดยาพิษ (กรดไฮโดรไซยานิก) ภายในกล่องจะมีสารกัมมันตรังสีปริมาณน้อยมากรวมอยู่ด้วย น้อยขนาดที่ว่าหากสารกัมมันตรังสีเพียงแค่อะตอมเดียวสลายตัวระหว่างการทดลอง กลไกหน่วงที่ตั้งเอาไว้ล่วงหน้าจะปล่อยค้อนให้ตกลงมากระแทกขวดยาพิษให้แตก ผลก็คือ (ตามที่คนทั่วไปคาดหวังไว้) แมวจะตายเนื่องจากโดนยาพิษ

แต่จริงๆแล้ว ผู้สังเกตการณ์ภายนอกจะไม่มีวันรู้ว่าอะตอมของสารกัมมันตรังสีจะสลายตัวเมื่อใด เพราะความน่าจะเป็นที่อะตอมจะสลายตัวและไม่สลายตัวมีค่าเท่ากัน ผลที่ตามมา เราไม่รู้ว่าขวดยาพิษจะแตกจริงหรือไม่ ในที่สุดไม่รู้ว่าแมวจะถูกฆ่าตายหรือไม่ ดังนั้น ในกรณีนี้ผู้สังเกตการณ์คือ แมว ไม่ใช่คนที่อยู่ข้างนอก ตามทฤษฎีควอนตัมของชเรอดิงเงอร์ว่าด้วยการรวมคลื่นของสภาวะ (ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย 2 สภาวะ คือ “เป็น” กับ “ตาย”) แสดงว่า แมวอยู่ในสภาวะทั้งเป็นและตายในเวลาเดียวกัน หมายความว่า โอกาสที่แมวมีชีวิตอยู่และโอกาสที่แมวตายมีค่าเท่ากัน

ถ้าเราเปิดกล่อง เท่ากับว่าเราไปรบกวนการวัดหรือการสังเกตการณ์ ผลก็คือ ฟังก์ชันคลื่นที่แสดงสภาวะของแมวก่อนหน้านี้จะยุบตัว สิ่งที่เห็นตรงหน้า ก็คือ แมวมีชีวิต หรือ แมวตาย เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

สถานการณ์แบบนี้บางทีเราเรียกว่า quantum indeterminacy หรือ the observer’s paradox กล่าวคือ การสังเกตการณ์หรือการวัดใดๆ โดยตัวมันเองจะมีผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการสังเกตการณ์หรือการวัดนั้นๆ ผลกระทบที่ว่า
ก็คือ ผลลัพธ์จะไม่เกิดจนกว่าจะมีการวัดเกิดขึ้น

ตกลงว่า ไม่มีใครรู้ว่า แมวเป็น หรือ ตาย หรือ ครึ่งเป็นครึ่งตาย ??

หากคุณยังนึกเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ไม่ออก ผมขอแนะนำคลิปวีดีโอนี้ครับ เป็นการอธิบายทฤษฎีนี้ในรูปแบบอนิเมชั่นครับ

วันภาษาไทยแห่งชาติ (ความเป็นมา,วัตถุประสงค์)

วันภาษาไทยแห่งชาติ
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า วันนี้ (29 กรกฎาคม ของทุกปี) เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” วันนี้มานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอแนะนำรายละเอียดและความเป็นมาของวันนี้ครับ

ประวัติความเป็นมา วันภาษาไทยแห่งชาติ

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานและทรงอภิปรายเรื่อง “ ปัญหาการใช้คำไทย ” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทรงแสดงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทย จนเป็นที่ประทับใจผู้ร่วมประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า

เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้…สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก

รัฐบาลได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันสำคัญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 โดยทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

วัตถุประสงค์ของ วันภาษาไทยแห่งชาติ

๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย

๒. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒

๓. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

๔. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น

๕. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ไปสู่สาธารณชนทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ

ที่มา wikipedia

Rembrandt van Rijn คือใคร? (พร้อมประวัติและผลงาน)

Rembrandt van Rijn
Rembrandt van Rijn อาจจะเป็นชื่อที่แปลกหูหลายๆ คน คุณอาจจะสงสัยว่าเขาคือใคร? มีประวัติและผลงานที่น่าสนใจอย่างไร วันนี้มานาคอมพิวเตอร์ขอเอาเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับบุคคลท่านนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ

Rembrandt van Rijn คือใคร?

เขาเป็นจิตรกรและช่างพิมพ์ในประวัติศาสตร์ศิลปะยุโรปและเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดรายหนึ่งของโลก และวันที่ 15 กรกฎาคมปีนี้ จะเป็นวันครบรอบวันเกิด 407 ปีครับ ซึ่งถือได้ว่า ผลงานของแรมบรังด์ทำให้เนเธอร์แลนด์รุ่งเรืองสุดขีดหรือที่เรียกว่ายุคทอง (Dutch golden age) ในช่วงศตวรรษที่ 17 และเป็นผู้มีอำนาจทั้งด้านอิทธิพลการเมือง, วิทยาศาสตร์, พาณิชย์ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องจิตรกรรม

ประวัติ Rembrandt van Rijn

Rembrandt van Rijn มีชื่อเต็มว่า แรมบรังด์ ฮาร์เมนซูน ฟาน แรยน์ ส่วนชื่อเต็มในภาษาดัตช์ก็คือ Rembrandt Harmenszoon van Rijn เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2149

เขาเป็นบุตรคนที่ 9 ของครอบครัวเจ้าของโรงงานและหุ้นส่วนโรงสีลมในเมืองไลเดน (Leiden) เนเธอร์แลนด์ พี่น้องของแรมบรังด์ถูกฝึกหัดเป็นเจ้าของโรงงาน, คนทำขนมปังหรือช่างทำรองเท้า แต่พ่อแม่ส่งลูกคนเล็กสุดของพวกเขา

ในส่วนด้านการศึกษา ตอนอายุเจ็ดขวบเขาเรียนที่โรงเรียนประถมมัธยม ศึกษาโปรเตสแตนท์ โดยเรียนภาษาละติน เมื่ออายุ 14 ปี แรมบรังด์ลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงของไลเดน

แต่ในขณะเดียวกันเขาขอให้พ่อแม่ของเขาฝึกหัดเขา ให้เป็นจิตรกร ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นฝีมือด้านศิลปะของเขาครับ ซึ่งต่อมาเขากลายเป็นลูกศิษย์ของศิลปินท้องถิ่น จาค็อบ ฟาน สวาเนนเบิร์ก (Jacob van Swanenburgh) ซึ่งเพิ่งกลับมาหลังจากการอยู่อาศัยที่ยาวนานในอิตาลี ระหว่างช่วงนี้เขาได้วาดฉากมากมายของแม่มดและนรก

โดยจาค็อบได้สอนเขาว่า จะถ่ายความรู้สึกของมนุษย์ลงในภาพอย่างไร การใช้แสงและความมืดเพื่อแบ่งแยกองค์ประกอบสำคัญจากสิ่งเล็กน้อยอย่างไร หลังจากจบการฝึกหัดแล้ว เขาก็ได้ไปอัมสเตอร์ดัมเป็นครั้งแรก และรับการสอนจากปิเอเตอร์ ลาสท์แมน (Pieter Lastman) เป็นไปได้ว่าแรมบรังด์ใช้เวลาไม่เกินหกเดือนกับลาสท์แมนก่อนกลับไปบ้านเดิม ของเขาที่ไลเดน

ในปีพ.ศ. 2173 ตอนนี้ชื่อเสียงของแรมบรังด์แผ่ไปไกลเกินไลเดน ขณะเดียวกันการเชื่อมต่อของเขากับอัมสเตอร์ดัมลึกขึ้น เขาไปที่นั่นอีกครั้งเพื่อพบผู้จำหน่ายงานศิลปะ เฮนดริค ฟาน อุยเลนเบิร์ก (Hendrik van Uylenburgh) เพื่อดำเนินการในงานต่างๆ ที่ฝ่ายหลังได้จัดให้สำหรับเขา จนกระทั่งปี 1632 ในที่สุดแรมบรังด์จากบ้านเดิมของเขาไปอัมสเตอร์ดัม

ในพ.ศ. 2175 แรมบรังด์ได้รับหน้าที่ให้วาดภาพ “บทเรียนกายวิภาคของนายแพทย์ทุลพ์” (Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp) ซึ่งเขามองว่า งานนี้เป็นความท้าทาย

ในปี 1633 แรมบรังด์รู้จักหลานสาวของผู้จำหน่ายเขา แซสเกีย อุยเลนเบิร์ก (Saskia Uylenburgh) ลูกสาวของครอบครัวมั่งคั่งจากจังหวัดฟริเซีย แรมบรังด์และแซสเกียสมรสในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2177

ผลงานของ Rembrandt van Rijn

ผลงานสำคัญๆ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักทั่วโลกก็คือ ภาพวาดกลุ่มทหารกองหนุนของฟรานส์ แบนนิ่ง ค็อคค์ (The Militia Company of Captain Frans Banning Cocq) หรือ “การเฝ้ายามกลางคืน” (The Night Watch)

เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2212 และร่างของเขาถูกฝังที่เวสต์เตอร์เคิร์ค (Westerkerk) ในอัมสเตอร์ดัมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมในปีเดียวกัน

 

Franz Kafka (ฟรานซ์ คาฟคา) คือใคร? พร้อมประวัติและผลงาน

franz kafka
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ฟรานซ์ คาฟกา (Franz Kafka) เป็นใคร มีผลงานอะไรที่น่าสนใจ วันนี้มานาคอมพิวเตอร์จะขอนำเอาข้อมูลที่น่าสนใจของบุคคลท่านนี้มานำเสนอนะครับ

Franz Kafka คือใคร?

ฟรานซ์ คาฟกา (Franz Kafka) คือนักเขียนนิยายชาวเช็ก ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ผลงานเรื่องสั้นที่สำคัญได้แก่ “กลาย” (Metamorphosis) ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับชายหนุ่มที่วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วเขากลายเป็นแมลงสาป และ “The Trial” ,“The Castle” , “In the Penal Colony” และ “Amerika” ซึ่งงานเขียนของเขาถือได้ว่ามีอิทธิพลต่องานวรรณกรรมตะวันตกมากที่สุด โดยวันที่ 3 กรกฎาคมปีนี้จะเป็นวันครบรอบวันเกิด 130 ปีของเขาครับ

ประวัติของ Franz Kafka

เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 เป็นบุตรชายคนเดียวของพ่อค้าชาวยิว ที่กรุงปราก (Prague) เมืองหลวงแห่งแคว้นโบฮีเมีย (Bohemia) ปัจจุบันคือประเทศเช็ก

ในด้านการศึกษา คาฟคาเรียนภาษาเยอรมันเป็นภาษาเอก แต่ก็สามารถพูดภาษาเช็กได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่บิดาต้องการได้รับการยอมรับและเชิดหน้าชูตาในสังคม จึงส่งคาฟกาเข้าเรียนในโรงเรียนของเยอรมนีจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาของชนชั้นปกครองในขณะนั้น

ในตอนแรกคาฟกาเลือกเรียนวิชาเยอรมันศึกษา แต่แล้วต้องเปลี่ยนไปเรียนวิชากฎหมายเพราะบิดาบังคับ เขาจบปริญญาเอกด้านกฎหมายเมื่อปีค.ศ. 1906 ได้ฝึกงานด้านกฎหมายอยู่หนึ่งปี หลังจากนั้นจึงเข้าทำงานที่สำนักงานประกัยภัยอุบัติเหตุของผู้ใช้แรงงานจนถึงปี 2465

เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ปีค.ศ 1924 เมื่ออายุ 40 ปี ด้วยเหตุจากวัณโรคปอด ที่ประเทศออสเตรีย โดยก่อนตายเขาได้ฝากให้เพื่อนสนิทคือ มักซ์ โบรด (Max Brod) ทำลายต้นฉบับทิ้งให้หมด แต่โบรดก็มิได้ทำตามทำขอของเขา และได้นำต้นฉบับของคาฟกามาจัดพิมพ์เผยแพร่จนปรากฏถึงปัจจุบัน

ผลงานที่น่าสนใจของ Franz Kafka

เนื่องจากคาฟกามักจะใช้ลักษณะพิเศษของภาษาเยอรมัน ทำให้การแปลงานของเขาสามารถทำได้เพียงบางส่วน ประกอบกับลักษณะงานเขียนของเขาจะออกแนวมืดมน ลึกลับ คลุมเครือ ไม่สื่อความหมายอย่างใดอย่างเด่นชัด โดยได้ถ่ายทอดความน่าสะพรึงกลัวในสังคมสมัยใหม่ ผ่านตัวละครที่มีชีวิตโดดเดี่ยว แปลกแยก ทุกข์ทรมาน และเป็นเหยื่อของเหตุการณ์เหนือจริงคล้ายฝันร้าย ด้วยเหตุนี้งานของคาฟกาจึงมีมนต์ขลังให้นักอ่านและนักวิจารณ์รุ่นใหม่ ๆ นำมาตีความและถกเถียงเรื่อยมาจนปัจจุบัน

The Metamorphosisผลงานประเภทนวนิยาย

  • The Trial (1925)
  • The Castle (1926)
  • America (1927)

ผลงานประเภทเรื่องสั้น

  • The Judgement (1913)
  • Meditation (1913)
  • In the Penal Colony (1914)
  • The Metamorphosis (1915)
  • A Country Doctor (1916)
  • A Report to an Academy (1919)
  • Letters to His Father (1919)
  • The Burrow(1923)
  • Josepine the Singer, or the Mouse Folk (1924)
  • A Hunger Artist (1924)
  • The Giant Mole (1931)
  • The Great Wall of China (1933)
  • Investigations of a Dog (1933)
  • Before the Law (1933)
  • Blumfield, an Elderly Bachelor (1933)
  • Description of a Struggle (1936)
  • The Diaries of Franz Kafka 1910-23 (1951)
  • Letters to Milena (1952)
  • Letters 1902-24 (1958) (ed. by M. Brod)
  • Letters to Felice (1967)
  • Letters to Ottla and the Family (1974)
  • Letters to Friends, Family and Editors (1977)

Antoni Gaudí คือใคร? พร้อมประวัติและผลงานของเขา

antoni-gaudi_1
วันนี้เรามีประวัติที่น่าสนใจของบุคคลท่านหนึ่งคือ Antoni Gaudí หลายคนอาจจะสงสัยว่าเขาคือใคร มีผลงานอะไรถึงได้รับการกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก วันที่ 25 มิถุนายนปีนี้ก็ถือว่าเป็นวันครบรอบวันเกิด 161 ปีของบุคคลท่านนี้ครับ

Antoni Gaudí คือใคร?

Antoni Gaudi เป็นเป็นสถาปนิกที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของสเปนและมีความโดดเด่นในฐานะผู้รังสรรค์ศิลปะแนว Art Neuveau ซึ่งงานของเขาก้าวหน้ากว่าสถาปนิกร่วมสมัย เต็มไปด้วยจินตนาการและความงดงาม  และเป็นผู้สร้างสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย โดยผลงานที่โดดเด่นมากชิ้นหนึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกก็คือ อพาร์ตเม้นท์ Casa Mila หรือ La Pedrera

ประวัติของ Antoni Gaudí

เขาชื่อเต็มว่า Antoni Gaudi y Cornet (อ่านว่า “อันโตนิ เกาดิ อี กอร์เน็ต”) เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ปีค.ศ. 1852 ที่แคว้นคาตาโลเนีย ประเทศสเปน เป็นบุตรคนสุดท้องในครอบครัว มีพี่สาว 2 คนและพี่ชาย 2 คน

ในด้านการศึกษา เขาผ่านการศึกษาจากโรงเรียนสถาปัตย์ แต่สิ่งที่หล่อหลอมให้เขาเป็นสถาปนิกชื่อเสียงก้องโลก ก็น่าจะเป็นในช่วงเวลาที่เขาได้ไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยสถาปนิกตลอดช่วงที่เป็นนักศึกษา โดยวิชาวาดเส้น และการทำโปรเจ็ค เป็นวิชาที่เขาทำคะแนนได้ดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงานวาดเส้นของเขา ถูกมองว่าเป็นได้ทั้งงานของคนเสียสติหรืออัจฉริยะก็ได้ เขาสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1878 ทำงานเป็นสถาปนิกตลอดชีวิตของเขา

เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถรางชน ที่เมืองบาร์เซโลน่า แคว้นคาตาโลเนีย ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ปี 1926 มีอายุรวม 73 ปี

ผลงานชิ้นสำคัญๆ ของ Antoni Gaudí

ในช่วงการทำงานของเกาดิ เขาได้รับอิทธิพลจากงานเขียนในยุคกลางพวกโกธิค บวกกับแนวรูปร่างของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ทำให้งานของเขาสะท้องออกมาในแนวของการตกแต่งแบบอลังการ ซึ่งถือได้ว่า เขาเป็นผู้นำศิลปะสมัยใหม่จริง ๆ โดยงานของเขาจะบอกเล่าเรื่องของยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ด้วยแฝงไปด้วยแนวคิดแบบยุคเก่า ผสมผสานไปกลับยุครอยต่อ พร้อมทั้งนำเสนอศิลปะแนวสมัยใหม่ไปด้วยกัน โดยผลงานสำคัญ ๆ ของเกาดิ มีดังนี้

• Casa Vicens (1878-1880)
• Palau Güell (1885-1889)
• Colegio de Santa Maria de Jesús (1889-1894)
• Santa Coloma de Cervelló (1898-1915)
• Casa Calvet (1899-1904)
• Casa Batlló (1905-1907)
• Casa Milà (La Pedrera) (1905-1907)
• Parc Güell (1900-1914)
• Sagrada Família (1884-1926)

เราลองมาดูภาพของผลงานของเขากันนะครับ

antoni gaudi