จอร์จ เฟอร์ริส คือใคร? ประวัติของ George Ferris

จอร์จ เฟอร์ริส
จอร์จ เฟอร์ริส คือใคร? ประวัติของ George Ferris
– วันที่ 14 กุมภาพันธ์ปีนี้ นอกจากจะเป็นวันวาเลนไทน์ที่หลายคนรู้จักแล้ว ยังเป็นวันครบรอบวันเกิด 154 ปีของ George Ferris ผู้ให้กำเนิดชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ (Ferris Wheel) นั่นเองครับ

ประวัติของ จอร์จ เฟอร์ริส (George Ferris)

George Ferris (จอร์จ เฟอร์ริส) มีชื่อเต็มว่า George Washington Gale Ferris, Jr. (จอร์จ วอชิงตัน เกล เฟอร์ริส จูเนียร์) เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1859 ที่เมือง Galesburg รัฐ Galesburg, Illinois โดยบิดาและมารดาของเขา ( George Washington Gale Ferris Sr. และ Martha Edgerton Hyde.) มีบุตรสองคนคือเขาและพี่ชาย หลังจากที่เขาเกิดได้ห้าปี ครอบครัวของเขาได้ขายฟาร์มโคนมและย้ายไปอยู่ที่รัฐ Nevada และสองปีหลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้อาศัยอยู่ที่ Carson Valley โดยบิดาของเขาเป็นเกษตรกรที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการจัดสวนในเมือง Carson เป็นอย่างมาก โดยในปี 1870 บิดาของเขาได้นำพืชพันธุ์ไม้จำนวนมากที่นำมาจากทางฝั่งตะวันออกมาปลูกทั่วทั้งเมือง

สำหรับ George Ferris เข้าได้ออกจากเนวาด้าในปี 1875 เพื่อมาศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารแคลิฟอร์เนียในโอคแลนด์ หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อที่ Rensselaer Polytechnic Institute ในนิวยอร์ก และในปี 1881 เขาได้รับปริญญาในสาขาวิศวกรรมโยธา (และได้รับเกียรติให้บุคคลในทำเนียบเกียรติยศในส่วนของสมาคมศิษย์เก่าของ Rensselaer Polytechnic Institute ในปี 1998)

หน้าที่การงานของ จอร์จ เฟอร์ริส (George Ferris)

เขาได้เริ่มอาชีพของเขาในอุตสาหกรรมทางรถไฟและสนใจเกี่ยวกับเรื่องการสร้างสะพาน โดยเขาได้ก่อตั้งบริษัท G.W.G. Ferris & Co. ที่เมือง Pittsburgh รัฐเพนซิวาเนีย โดยทำหน้าที่เพื่อทดสอบโลหะสำหรับการสร้างรางรถไฟและการสร้างสะพาน

ผลงานที่โดดเด่นของ จอร์จ เฟอร์ริส (George Ferris)

ข่าวเกี่ยวกับเรื่องการจัดงานนิทรรศการ World’s Columbian ที่จะจัดขึ้นในปี 1893 ในชิคาโก รัฐอิลินอยส์ ได้ดึงให้เขาเข้ามาที่เมืองนี้ในปี 1891 ทางกรรมการผู้จัดงานได้ท้าทายบรรดาวิศวกรชาวอเมริกันในการที่จะสร้างอนุสรณ์อะไรสักอย่างในงานนี้ให้เป็นที่จดจำเหมือนอย่างการสร้างหอคอยไอเฟล ที่ฝรั่งเศล ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในงานนิทรรศการ Paris International เมื่อปี 1889 โดยทีมงานที่วางแผนต้องการสิ่งที่เป็น “เอกลักษณ์,ท้าทาย และไม่ซ้ำใคร (original, daring and unique.)

ซึ่ง George Ferris ได้นำเสนอการสร้างวงล้อขนาดใหญ่ที่จะทำให้คนที่มาร่วมงานสามารถมองเห็นบรรยากาศได้ทั่วทั้งงาน ซึ่งแนวคิดนี้ทางผู้จัดงานก็หวั่นเกรงว่าการสร้างวงล้อขนาดใหญ่ที่มีความสูงนี้อาจจะไม่ปลอดภัย แต่เขาก็ยังยืนกรานในความคิดเดิม โดยหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ เขาก็กลับมาพร้อมกับการลงรับรองความปลอดภัยจากบรรดาวิศวกร โดยทางคณะกรรมการอนุมัติให้ก่อสร้างโดยมีการระดมทุนจากบรรดานักลงทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณสี่แสนเหรียญ และบรรดาผู้จัดงานก็หวังว่า เจ้าวงล้อยักษ์ หรือชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel) จะช่วยให้การจัดงานครั้งนี้พ้นจากหนึ้และมีกำไร

โดยชิงช้าสวรรค์ของเขาจะมีกระเช้าขนาดใหญ่จำนวน 36 กระเช้า แต่ละกระเช้าจะมีที่นั่งจุคนได้กระเช้าละ 40-60 คน โดยความจุทั้งหมดที่ 2,160 คน เมื่องานนิทรรศการเปิดตัว มันสามารถรองรับการได้งานได้มากว่า 38,000 คนต่อวัน โดยแต่ละรอบจะใช้เวลา 20 นาที โดยรอบแรกจะเป็นการหมุนโดยหยุดทั้งหมด 6 ครั้ง เพื่อถ่ายคนเข้าและออกจากกระเช้า ส่วนรอบที่สองจะทำการหมุนโดยไม่หยุด ซึ่งจะใช้เวลา 9 นาที ราคาตั๋วอยู่ที่ 50 เซ็นต์ต่อคน มันสามารถรองรับคนมากกว่าสองล้านห้าแสนคนก่อนที่จะพังยับเยินไปในปี 1906

หลังจากที่จบงานแล้ว George Ferris ระบุว่า เขาถูกคณะกรรมการจัดงานปล้นเงินที่เขาควรจะได้กว่าเจ็ดแสนห้าหมื่นเหรียญจากการขายตั๋ว เขาจึงใช้เวลาสองปีในการดำเนินคดีฟ้องร้อง และท้ายสุด จอร์จ เฟอร์ริส เสียชีวิตวันที่ 22 พฤศจิกายน 1986 ที่ Mercy Hospital ใน Pittsburgh รัฐเพนซิวาเนีย รวมอายุได้ 37 ปี

นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส คือใคร? ประวัติ,ผลงานของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส

นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส
นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (คือใคร?,ประวัติและผลงาน) – วันนี้มานาคอมพิวเตอร์อยากจะขอนำเอาประวัติที่น่าสนใจของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส มาฝากครับ ซึ่งวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 จะเป็นวันครบรอบวันเกิด 540 ปีของบุคคลท่านนี้ครับ

นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส คือใคร?

นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส เป็นนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่นำเสนอทฤษฎีที่ว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่า โลกเป็นศูนย์กลางของอริสโตเติลและทอเลมี ซึ่งถือได้ว่า เป็นการปฎิวัติทางความรู้ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาตร์ของมนุษย์เลยทีเดียว

ประวัติของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส

นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส มีชื่อเต็มว่า Nicolaus Copernicus Torinensis เป็นนักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวโปแลนด์ (แต่บางคนก็ว่า ท่านเป็นชาวปรัสเซีย)  เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 1473 ที่เมืองโทรุน ประเทศโปแลนด์ เป็นที่รู้จักกันในฐานะที่เป็นผู้นำเสนอ ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล

ท่านเสียชีวิตเมื่อ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1543 ที่เมืองฟรอมบอร์ก ประเทศโปแลนด์ (ซึ่งชื่อของท่านได้รับเกียรติจากประเทศโปแลนด์ ให้เป็นชื่อมหาวิทยาลัยในเมืองโทรุน และ ชื่อของท่านก็เป็นชื่อธาตุตัวที่ 112 ด้วยครับ)

ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส
ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส

ผลงานที่โดดเด่นของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส

ผ่ลงานที่โดดเด่น จนเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติทางดาราศาสตร์ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของดลกเลยที่เดียว นั่นก็คือ การที่โคเปอร์นิคัสได้เสนอทฤษฏี “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล” โดยมีดาวเคราะห์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคารหรือ โลกนั้นเคลื่อนที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม (ซึ่งต่อมา โยฮันเนส เคปเลอร์ ได้เสนอว่า การเคลื่อนที่ของวงโคจรของดาวเคราะห์ควรจะเป็นวงรี ซึ่งใช้โมเดลนี้มาจนถึงปัจจุบัน)

แม้ว่าทฤษฏีนี้จะมิได้ให้ผลในการทำนายตำแหน่งของดวงดาวต่างๆ ได้แม่นยำกว่าทฤษฏีเดิมของอริสโตเติลและทอเลมีก็ตาม แต่ทฤษฏีนี้ก็ถูกใจนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังในยุคนั้นหลายคน เนื่องจากเข้าใจง่าย และมีความซับซ้อนน้อยกว่าทฤษฏีเดิม

 

Ada Lovelace คือโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก (ประวัติ,ผลงานที่น่าสนใจ)


Ada Lovelace – เห็นหน้า Google วันนี้อาจจะสงสัยว่าบุคคลท่านนี้คือใคร จึงได้รับการยกย่องไว้หน้าแรกของ Google จริงๆ แล้วชื่อเต็มๆ ของท่านคือ เอดา ไบรอน เลิฟเลซ (Lady Augusta Ada Byron, Countess of Lovelace) ได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก และวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิด 146 ปีของท่านครับ มานาคอมพิวเตอร์ขอนำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Ada Lovelace มาให้ทราบครับ

ประวัติของ Ada Lovelace

เอดา ไบรอน เลิฟเลซ (Lady Augusta Ada Byron, Countess of Lovelace) เป็นบุตรสาวของ ลอร์ด ไบรอน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2358 ซึ่งเหตุการณ์ที่น่าเศร้าก็คือ หลังจากเธอเกิดได้ไม่นาน พ่อแม่ของเธอก็แยกทางกัน แม่เป็นผู้เลี้ยงดูเอดา จึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงเธอให้เป็นผู้หญิงยุคใหม่ จึงให้เอดาเรียนหนังสือโดนเน้นทางด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่างไปจากกุลสตรีในตระกูลใหญ่ๆ ของอังกฤษทั่วไป

เมื่อเธอออายุ 17 ปี ได้รู้จัก Mrs. Somerville แห่งเคมบริดจ์ โดยนับได้ว่าเป็นผู้หญิงเก่งแห่งยุค เอดาจึงเข้ามาคลุกคลีกับเพื่อนกลุ่มนี้ จนวันหนึ่งได้รู้จักกับ ชาลส์ แบบบิจ ในงานสังสรรค์แห่งหนึ่ง ซึ่งในงานวันนั้น ตอนที่แบบบิจกล่าวว่า “what if a calculating engine could not only foresee but could act on that foresight” (จะเป็นอย่างไร ถ้าหากเครื่องคำนวณไม่เพียงสามารถหยั่งรู้ได้ หากแต่สามารถตอบสนองต่อการหยั่งรู้นั้นได้ด้วย) แต่ไม่มีใครสนใจแนวคิดนี้ของแบบบิจเลย ยกเว้นเอดา ซึ่งเธอรู้สึกสนใจในงานนี้เป็นอย่างมาก จนอาสาที่จะช่วยพัฒนา โดยสิ่งที่เธอทำคือ การสร้างภาษาสำหรับเครื่องวิเคราะห์ (analytical engine) ของแบบเบจ

ด้านชีวิตครอบครัวนั้น Ada Lovelace ได้แต่งงานกับท่านเอิร์ลแห่ง เลิฟเลซ และมีบุตรด้วยกันสามคน

หลังจากที่รู้จักกันเป็นสิบปี เอดาและแบบบิจ ยังได้มีการเขียนจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเครื่องวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ (ซึ่งในปัจจุบัน จดหมายเหล่านี้ยังถูกเก็บไว้อย่างดี เพราะมีข้อมูลน่าสนใจมากมาย ซึ่งเป็นทั้งเรื่องจริง และจินตนาการ)

ผลงานอันโดดเด่นของ Ada Lovelace

Ada Lovelace บอกว่า เธอเชื่อว่าต่อไปเครื่องมืออันนี้ จะมีความสามารถที่จะแต่งเพลงที่ซับซ้อน สร้างภาพกราฟิก นำมาใช้เพื่อการคำนวณขั้นสูง และพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ได้

โดยในจดหมายฉบับหนึ่ง เอดาแนะนำแบบบิจว่า ให้ลองเขียนแผนการทำงานของเครื่องมืออันนี้ ให้สามารถคำนวณ Bernoulli numbers ขึ้นมา ซึ่งต่อมา แผนการทำงานที่แบบบิจเขียนขึ้นมาชิ้นนั้น ก็ถูกยกย่องว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก เอดาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก ซึ่งในแผนการทำงานนั้นเอดาก็ช่วยเขียนบรรยาย รายละเอียดการทำงานของเครื่องวิเคราะห์ แต่สุขภาพของเธอก็เริ่มมีปัญหา และสุดท้ายก็เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 37 ปี

หลังจากเธอเสียชีวิตอีกนับร้อยปี ในปี พ.ศ. 2522 กระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างภาษาคอมพิวเตอร์มาตรฐาน ISO ขึ้นมาตัวแรก พร้อมตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Ada Lovelace ภาษา “ADA”

Happy Halloween! สุขสันต์วันฮาโลวีน (Halloween)


Happy Halloween! – วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันปล่อยผีของต่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า “วันฮาโลวีน” (Halloween Day) วันนี้มานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอนำเอาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวันนี้มาให้ทราบกันครับ

วันฮาโลวีนคือวันอะไร? ประวัติความเป็นมา

จริงๆ แล้ว วันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันที่ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในประเทศไอร์แลนด์ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันที่ 1 พฤศจิกายนจะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งวันที่ 31 ตุลาคมเป็นวันที่ชาวเคลต์เชื่อกันว่า เป็นวันที่มิติหรือประตูระหว่างโลกของคนตายและคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงถึงกัน ทำให้วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมาจะผ่านมิตินั้นมาคอยเที่ยวหาร่างของมนุษย์เพื่อเข้าสิงสู่ เพื่อจะทำให้ตนมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ทำให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องทำทุกวิถีทงเพื่อไม่ให้วิญญาณมาสิงร่างของตน (คล้ายๆ กับเรื่องผีแม่ม่ายในเมืองไทยเหมือนกันแฮะ)

ชาวเคลต์จึงต้องทำการปิดไฟในบ้านทุกดวง ซึ่งทำให้อากาศหนาวเย็น และทำให้บรรดาผีร้ายไม่ชอบ และยังมีการพยายามแต่งตัวให้ดูแปลกประหลาด เช่นปลอมตัวเป็นผีร้าย พร้อมทั้งทำเสียงดังอึกทึก ซึ่งเชื่อว่า หากทำเช่นนี้แล้วจะทำให้ผีตัวจริงตกใจและหนีหายไป บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา “คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง” เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก

พัฒนาการของวันฮาโลวีน (Happy Halloween!)

ในช่วงศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันได้รับเอาประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์ แต่ได้ตัดในส่วนของการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก โดยเปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน เมื่อต่อมาความเชื่อเรื่องผีที่จะสิงร่างมนุษย์เริ่มจางหายไป ทำให้วันฮาโลวีนเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น เช่น การแต่งตัวเป็นผี แม่มด หรือสัตว์ประหลาดในทศวรรษที่ 1840 วันฮาโลวีนได้เดินทางมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกา โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา

ประเพณีหรือสิ่งที่น่าสนใจในวันฮาโลวีน

Trick or Treat

หลายคนที่เคยดูภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวกับวันฮาโลวีน อาจจะเคยเห็นประเพณีการละเล่น Trick or Treat  ซึ่งประเพณีนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ครับ

คำว่า “Trick or Treat ” แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง เป็นประเพณีที่เริ่มมีมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งได้กำหนดให้วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวัน ‘All Souls’ โดยพวกเขาจะเดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อร้องขอ “soul cake” (ขนมสำหรับวิญญาณ)  โดยมีความเชื่อว่า ยิ่งให้ขนมนี้มากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น

การละเล่น Trick or Treat ของเด็กๆ ในอเมริกา

โดยในช่วงวันฮาโลวีนนั้น ตามบ้านเรือนต่างๆ จะทำการตกแต่งบ้านด้วยโคมไฟฟักทอง (ที่เรียกว่า  แจ๊ก-โอ’-แลนเทิร์น)  และตุ๊กตาหุ่นฟาง ซึ่งแต่ละบ้านจะทำการเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดที่มีสีเหลืองและสีส้มในเม็ดเดียว เรียกว่า Corn Candy และขนมอื่นๆ ไว้รอบรรดาเด็กๆ ซึ่งเด็กๆ ในละแวกนั้นจะทำการแต่งตัวแฟนซีเป็นเหล่าบรรดาภูตผี โดยจะยกขบวนมาเป็นกลุ่มคอยมาเคาะประตูบ้าน (ที่มีการตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งหมายความว่า บ้านนี้ยินดีต้อนรับเด็กๆ กลุ่มนี้)
เมื่อเด็กได้ตะโกนถามว่า”Trick or treat?” (แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง ) เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบสองคำตอบคือ

  • “Treat” เป็นการแสดงว่ายอมแพ้ และทำการมอบขนมหวานให้กับเด็กๆ เหล่านั้น โดยมีการแสดงทีท่าว่ากลัวกลุ่มภูติผี (ที่เด็กๆ แต่งตัว)
  • “Trick” เป็นการท้าทายเพื่อให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่คนในบ้านนั้นมักจะลงท้ายที่ “Treat” ซึ่งก็ทำให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้ขนมในที่สุด

สำหรับในประเทศไทย วันฮาโลวีนมักจะเป็นวันที่เหล่าบรรดาร้านค้าหรือธุรกิจต่างๆ จัดกิจกรรม โดยอาจจะตกแต่งร้านให้เข้ากับช่วงฮาโลวีนหรืออาจให้พนักงานแต่งตัวเป็นผี สัตว์ประหลาดหรือแม่มด พร้อมอาจจะเชิญชวนให้บรรดาลูกค้าแต่งตัวเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันครับ สุขสันต์วันฮาโลวีนครับ Happy Halloween!

Maria Montessori แพทย์ผู้ริเริ่มการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ


Maria Montessori– วันนี้ (31 สิงหาคม 2555) เป็นวันครบรอบ 142 ปีของวันเกิดของ มาเรีย มอนเตสโซรี่  วันนี้มานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอนำประวัติของท่านผู้นี้มานำเสนอให้ทราบกันครับ

ประวัติและข้อมูลของ มาเรียมอนเตสซอรี ( Maria Montessori)

มอนเตสซอรี (Montessori) เป็นชื่อของแพทย์หญิง มาเรีย มอนเตสซอรี แพทย์หญิงชาวอิตาลี เธอจบการศึกษาแพทยศาสตร์ และได้มาทำงานกับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี จากการที่ได้ทำงานกับเด็กเหล่านี้ เธอพบว่าเด็กดังกล่าวสามารถมีพัฒนาการที่ดีได้ หากเด็กเหล่านั้นได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี จากวิธีการแก้ปัญหาและช่วยเหลือเด็กโดยวิธีดังกล่าว ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากวงการแพทย์และการศึกษา จากนั้นเธอจึงได้ริเริ่มพัฒนาระบบการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คนหูหนวก และได้รับเด็กที่มีความบกพร่อง เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มีโอกาสเข้าสอบรวมกับเด็กปกติของรัฐ และเมื่อเธอทำวีธีการเหล่นี่้ ก็พบว่า เด็กที่มีความบกพร่องเหล่านั้น สามารถสอบผ่านได้อย่างดีทุกคน ด้วยความทุุ่มเทของเธอ จึงทำให้เธอได้ตัดสินใจเข้าศึกษาปรัชญาและจิตวิทยา

ต่อมา ค.ศ. 1907 มาเรีย มอนเตสซอรี ได้รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองของบ้านเด็ก ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลเด็ก 3 – 7 ปี เธอจึงประยุกต์เอาวิธีการสอนเด็กบกพร่องทางสติปัญญามาใช้กับเด็กเหล่านี้ โดยให้เด็กจับต้องสื่อหรือเล่อุปกรณ์ต่างๆ ที่เธอประดิษฐ์ขึ้น โดยให้เด็กเลือกอุปกรณ์เอง แลทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีสมาธิและสร้างสรรค์ โดยวิธีการเหล่านี้ทำให้เด็กเหล่านี้สามารถปฎิบัติตามและเขียนหนังสือได้ ตั้งแต่อายุ  4 – 5 ปี โดยเด็กเหล่่นี้สามารถประสมคำ อ่านคำและฝึกเขียนหนังสือได้ด้วยตนเองตามความสนใจและสามารถทำได้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน

ผลงานของ ดร. มาเรีย มอนเตสซอรี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น วงการศึกษา วงการแพทย์ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ได้แนวคิดมาใช้ในการดูแลเด็กในปกครองเพื่อพัฒนาให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นบุคคลทั่วไปที่สังคมยอมรับและสามารถใช้ชีวิตได้ในสังคมทั่วไป

ส่วนนี้เป็นข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ Maria Montessori ครับ

A Brief Synopsis of the Montessori Method

The Montessori Method is an educational method for children, based on theories of child development originated by Italian educator Maria Montessori in the early 20th century. The method is characterized by an emphasis on self-directed activity on the part of the child and clinical observation on the part of the teacher. It stresses the importance of adapting the child’s learning environment to his or her developmental level, and of the role of physical activity in absorbing academic concepts and practical skills. Montessori is not a system for training children in academic studies; nor is it a label to be put on educational materials. It is a revolutionary method of observing and supporting the natural development of children. Montessori educational practice helps children develop creativity, problem solving, critical thinking and time-management skills, to contribute to society and the environment, and to become fulfilled persons in their particular time and place on Earth.

Dr. Montessori felt that the goal of early childhood education should not be to fill the child with facts from a preselected course of studies, but rather to cultivate their own natural desire to learn.  In the Montessori classroom this objective is approached in two ways: first, by allowing each child to experience the excitement of learning by their own choice rather than by being forced; and second, by helping the child to perfect all their natural tools for learning, so that their ability will be at a maximum in future learning situations.  The Montessori materials have this dual long-range purpose in addition to their immediate purpose of giving specific information to the child. 

Dr. Montessori always emphasized that the hand is the chief teacher of the child.  In order to learn there must be concentration, and the best way a child can concentrate is by fixing their attention on some task the child is performing with their hands.  All the equipment in a Montessori classroom allows the child to reinforce their casual impressions by inviting the child to use their hands for learning. 

Dr. Maria Montessori-

The Montessori method is a result of the experience and discoveries of Dr. Maria Montessori (1870-1952). Upon graduation as the first woman medical doctor in Italy, Dr. Montessori became interested in the education and training of special needs children.

Dr. Montessori’s career began with a group of disadvantaged children in 1907 when she opened her famous Casa dei Bambini. Through her observations of and work with the children, she discovered their remarkable, almost effortless ability to absorb knowledge from their surroundings. Children teach themselves! This simple and profound truth inspired Dr. Montessori’s lifelong pursuit of educational reform, curriculum development, methodology, psychology, teaching and teacher training, all based on her dedication to further the self-creating process of the child.

Dr. Montessori designed materials and techniques that allowed her children to work in areas previously considered beyond their capacity. Dr. Montessori’s great triumph came when these children took state examinations along with other children, and her children excelled in the exam results.

เพิ่มเติม ผมเห็นข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การสอนแบบมอนเตสซอรี่

ที่มา http://www.sombunwit.ac.th/about/montessori.html

หลักสูตรการสอนแบบ Montessori ดร. มาเรีย มอนเตสซอรี่ เป็นผู้ริเริ่มคิด และจัดตั้งจากความเชื่อในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นว่า“จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาในระยะแรกนั้น ไม่ใช่การเอาความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการตามธรรมชาติของเขา”

การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามขั้นตอนของความสามารถนั้น ควรจะต้องพัฒนา การสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน

การสอนแบบ Montessori ได้มาจากการที่ ดร. มาเรีย มอนเตสซอรี่ ได้สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใชสภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น จากการสังเกตเด็กจึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่างๆขึ้นมาใช้

 ปรัชญา และหลักการของการสอนแบบ Montessori :

เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือ ในสภาพที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ เราต้องยอมรับนับถือเด็กในลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ควรจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเขา โดยพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก

เด็กมีจิตซึมซาบได้ มนุษย์เรานี้เป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง และเปรียบจิตของเด็กเหมือนฟองน้ำ ซึ่งจะซึมซาบข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม เด็กใช้จิตในการหาความรู้ ซึมซาบเอาสิ่งต่างๆเข้าไปในจิตของตนเองได้ ในการพัฒนาของจิตที่ซึมซาบได้ มีทั้งระดับที่เราทำไปโดยที่รู้สึกตัว และโดยไม่รู้สึกตัว อายุตั้งแต่เกิด ถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่จิตซึมซาบโดยไร้ความรู้สึก โดยการพัฒนาประสาทที่ใช้ในการเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น และการสัมผัส เด็กจะซึมซาบทุกสิ่งทุกอย่าง

ช่วงเวลาหลักของชีวิต คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด สำหรับการเรียนรู้ในระยะแรก เป็นช่วงพัฒนาสติปัญญา และเด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้อย่างดี ครูจะต้องช่างสังเกตและใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ ในการจัดเตรียมการเรียนการสอนให้สมบูรณ์ที่สุด

การเตรียมสิ่งแวดล้อม มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อม ที่ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่างมีจุดหมาย การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ เพื่อให้เด็กได้มีอิสระจากการควบคุมของผู้ใหญ่ เด็กจะได้ทำกิจกรรมต่างๆตามความคิดของตนเองบ้าง การศึกษาด้วยตนเอง เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจากการที่เด็กมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ การศึกษาด้วยตนเอง ควรจะมีบทบาทมากขึ้นในวงการศึกษาและควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนเพิ่มขึ้น ลดวิธีการให้ครูเป็นศูนย์กลางในการเรียน

จุดมุ่งหมายของการสอนแบบ Montessori :

จุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบ Montessori คือช่วยพัฒนา หรือให้เด็กมีอิสระในด้านบุคลิกภาพของเด็กในวิถีทางต่างๆ อย่างมากมาย สิ่งแวดล้อมของโรงเรียนในระบบ Montessori คือการจัดระบบเพื่อสะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริงและความต้องการของเด็กเพื่อเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของเขา ลักษณะการสอนระบบนี้ เด็กจะก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของการพัฒนาการ เด็กมีอิสรภาพในการเลือก จากสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งต่างๆ ซึ่งสนองความพอใจ และความต้องการภายในความรู้สึกของเขา เป็นการจัดระบบของตนเอง เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของชีวิต

มอนเตสซอรี่ กล่าวย้ำถึงสิทธิของเด็กในการพัฒนาบุคลิกภาพของเขาในการเรียน สิทธิที่จะมีอิสระในการทำกิจกรรม สำรวจโลกสำหรับตัวของเขาเอง และก็เรียกร้องสิทธิในการที่จะมีสภาพการทำงานที่เหมาะสม

 หลักสูตรของการสอนแบบ Montessori :

วิถีทางของการเรียนการสอนแบบ Montessori นั้น เป็นหลักการที่คำนึงถึงเด็ก ความต้องการของเด็กในการเรียน ได้มีการตระเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ทำงานด้วยตนเอง สิ่งแวดล้อม และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆนั้น ได้จัดระบบไว้เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเอง โปรแกรมจัดเอาไว้ให้เด็กได้เป็นผู้เรียนที่มีอิสระ การควบคุมความผิดพลาดในการทำงาน ก็ด้วยการใช้วัสดุเหล่านั้นเอง และสิ่งแวดล้อมที่จัดเอาไว้ให้นี้เอง เป็นตัวที่ทำให้เด็กมีอิสระ

หลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ขวบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ :

  • การศึกษาทางด้านทักษะกลไก
  • การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส
  • การตระเตรียมสำหรับการเขียน และคณิตศาสตร์

การจัดการเรียนการสอนแบบ Montessori :

โรงเรียนที่ใช้การสอนแบบ Montessori นั้น กิจกรรมถือเป็นส่วนสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินไปในโรงเรียน เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทั้งหมด โดยเน้นทางด้าน การฝึกฝนทางประสาทสัมผัส กิจกรรม หรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจะกระตุ้นให้เด็กได้ทำงานต่อไป การเขียนก็เป็นจุดรวมของทั้งการเห็น การได้ยินและการสัมผัส การแสดงออกทางการเขียนจะผ่านขั้นตอนต่างๆ จากการสัมผัสรูปทรงเรขาคณิต สัมผัสรูปพยัญชนะ สระ จากบัตรตัวอักษรและกระดาษทราย ใช้ดินสอสี ลากไปตามกรอบแผ่นภาพโลหะ และเติมลายเส้นไปในกรอบแผ่นภาพโลหะที่ว่างไว้ ประสมคำโดยใช้ตัวอักษรต่างๆ และเขียนคำลำดับจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมนี้ เป็นต้น

แนวคิดแฝงอยู่ในการจัดอุปกรณ์การเรียน

ในการทำงาน ครูจะต้องคอยสังเกตว่า เด็กพร้อมที่จะเรียนอุปกรณ์ในขั้นตอนต่อไปหรือยัง ตามลำดับความยาก – ง่าย หรือตามที่นักเรียนร้องขอ การแสดงอุปกรณ์ มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ :

  • ขั้นที่ 1 : เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัส กับชื่อ
  • ขั้นที่ 2 : รู้จักชื่อของสิ่งของ
  • ขั้นที่ 3 : จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์

การสอนแนวนี้จะเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง โดยเน้นการฝึกฝนทางด้าน ประสาทสัมผัสมือทั้งสองข้างของเด็กๆ ซึ่งถือว่าเป็นครูคนสำคัญของเด็ก และแนวคิดนี้เชื่อว่า ถ้าเด็กได้มีบางสิ่งบางอย่างที่ จะจับต้องและบิด หรือหมุน ด้วยมือ สมองจะทำหน้าที่ตอบสนองได้ วัสดุอุปกรณ์ จึงจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสอนแนวนี้ ความมีอิสรภาพ การศึกษาด้วยตนเอง และการฝึกฝนทางประสาทสัมผัสนี้เอง คือจุดสำคัญของการสอนแนว Montessori ที่ใช้กันทั่วโลกจนถึงปัจจุบันมากว่า 100 ปี โรงเรียน Montessori ทั่วโลก จะใช้อุปกรณ์การสอนแบบเดียวกันทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีการอนุโลมให้ใช้อุปกรณ์บางอย่างที่ทำจากวัสดุท้องถิ่น แต่ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

ทางการเรียนรู้ที่กำหนด

ห้องเรียนของการสอนแนวนี้ จะมีลักษณะพิเศษ คือเปิดโล่ง เด็กจะได้ทำกิจกรรมอย่างอิสระตามความต้องการของตน ในห้องเรียนจะไม่มีโต๊ะและเก้าอี้ครู ภายในห้องมีชั้นวางของ ซึ่งอยู่ในระดับสายตา บนชั้นมีอุปกรณ์ Montessri จัดวางไว้เป็นหมวดหมู่ มีตำแหน่งการวางที่แน่นอนและมีเพียง 1 ชิ้น ต่อ 1 อุปกรณ์ เพื่อฝึกให้เด็กได้รู้จักรอคอย

ครูผู้สอนจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการสอน จากศูนย์ฝึกอบรมครูของระบบการสอนแบบ Montessori การประเมินผลของระบบ Montessoriจะใช้การสังเกตความสามารถในการทำกิจกรรมของเด็กในแต่ละกลุ่มวิชาการ ใช้อุปกรณ์การเรียนในแต่ละชิ้น