คอมพิวเตอร์มือหนึ่งถูกที่สุดราคาเท่าไหร่?

desktop-computerวันนี้อยู่แถวห้างดังใจกลางเมืองครับ กำลังนั่งคิดอะไรอยู่เพลินๆ เลยเกิดไอเดียอย่างหนึ่งว่า ตอนนี้ผมไม่ค่อยได้นำเสนอเรื่อง ราคาของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้คุณผู้อ่านเลย โดยบทความที่แล้วก็จะเป็นเรื่องของ “ซื้อคอมพิวเตอร์มือสองแบบแถม “Windows ลิขสิทธิ์” ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เริ่มต้นและไม่ได้ต้องการสเปคที่สูงมากนัก ซึ่งราคาทั้งชุด (รวมจอ) เดี๋ยวนี้ก็ไม่เกิน 5,000 บาท แล้วถ้าเป็นคอมพิวเตอร์แบบประกอบมือหนึ่งล่ะ ถูกที่สุดจะมีราคาเท่าไหร่? ไวเท่าความคิดก็เลยเป็นบทความนี้ขึ้นมาครับ

“ถ้าคุณจะซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ( PC Desktop ) เครื่องใหม่ คุณใช้เงินน้อยที่สุดเป็นจำนวนเท่าไหร่ครับ?”

สำหรับผม ผมขอเสนอก่อนเลยครับ โดยเงื่อนไขของการจัดสเปคครั้งนี้จะมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  1. ทุกชิ้นส่วนจะเป็นของใหม่ทุกชิ้น (ไม่มีการเอาของมือสองมาร่วมประกอบ)
  2. การใช้งานต้องสามารถใช้งานได้จริงและครอบคลุมการใช้งานพื้นฐานได้ทั้งหมด
  3. ราคาสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าที่สามารถติดต่อได้จริงและมีความน่าเชื่อถือ

แค่สามข้อนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขอเสนอชุดคอมพิวเตอร์ (ประกอบ) ราคาประหยัดดังนี้ครับ (ราคาอ้างอิงจาก JIB วันที่ 21-11-2009)

CPU Intel Celeron D-430  1.80 GHz. ราคา 1,280 บาท

Mainboard ( VGA onboard) – BIOSTAR(Vga) G31D-M7 GLAN ราคา 1,270 บาท

Ram512 MB /800 KINGMAX ราคา 290 บาท

Harddisk160 GB. 7200 RPM WESTERN SATA ราคา 1,240 บาท

DVD-Writer – LG 22X  [GH-22NS50] B/P SATA ราคา 720 บาท

LCD Monitor – LCD 18.5” ACER E192HQ DBM ราคา 3,550 บาท

Case+Power Supply – ราคา 800 บาท

Keyboard+Mouse+Speakerราคา 500 บาท

ราคารวมทั้งหมด   9,600 บาท

เป็นอย่างไรครับ ราคาคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไม่แพงอย่างที่คิดใช่ไหมครับ

ปล. คุณสามารถ print สเปคคอมพิวเตอร์ตัวนี้ไปยื่นให้ร้านค้าประกอบได้เลยครับ ส่วนใหญ่ถ้าเราซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร้านไหนแล้ว เขามักจะบริการประกอบให้ฟรีครับ (ถ้าเก็บเงินค่าประกอบให้ออกมาได้เลยครับ)

ปล.2 ในบางช่วง จะมีคอมพิวเตอร์แบบมียี่ห้อมีโปรโมชั่นที่ราคาถูกประมาณนี้ครับ ถ้าอย่างไรลองเช็คดูกันก่อนนะครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0

ซื้อคอมพิวเตอร์มือสองแบบแถม “Windows ลิขสิทธิ์”

microsoft-windows-xp-oemวันนี้อยากจะขอพูดถึงเกี่ยวกับการซื้อคอมพิวเตอร์มือสองครับ ซึ่งผมมองว่า คอมพิวเตอร์มือสองนี้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องคอมพิวเตอร์มาก และไม่ต้องการสเปคที่สูงนัก โดยอาจจะแค่นำเอามาใช้เพียง พิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งวันนี้หากท่านต้องการที่จะซื้อคอมพิวเตอร์มือสอง ผมขอ(แอบ)กระซิบบอกท่านว่า ลองสังเกตคอมพิวเตอร์ที่ท่านจะซื้อสักนิด ท่านอาจจะได้ของแถมที่แสนประหลาดใจก็ได้ (ไม่ใช่ไวรัสนะ) นั่นก็คือ “Windows แบบมีลิขสิทธิ์ถูกกฎหมาย” ครับ

อันนี้ผมไม่ได้มาโม้ให้คุณดีใจเล่นนะครับ แต่ถ้าถามว่า คอมพิวเตอร์มือสองราคาไม่กี่พันจะแถม Windows แบบถูกต้องตามกฎหมาย มันจะเป็นไปได้ยังไง (ว่ะ)

ได้จริงๆ ครับ แต่ก่อนที่จะซื้อต้องสังเกตนิ้ดดดหนึ่งครับ มีวิธีการดังนี้ครับ

1. ก่อนที่คุณจะซื้อคอมพิวเตอร์มือสองนั้น ให้มองหาจุดๆ หนึ่งก่อนว่า “เครื่องนั้นมีการลง Windows XP (OEM) แบบลิขสิทธิ์หรือไม่” ซึ่งจุดสังเกตง่ายๆ ให้คุณลองมองหาดูที่ข้างๆ เคสของคอมพิวเตอร์ดูครับ ตามตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ

License-Key-Sticker---OEMสังเกตดูตรง Product Key นะครับ (อันนี้ตัวอย่างครับ)

ชุดของ Product Key  ของ Windows XP นี้ จะเป็นตัวอักษรผสมกับตัวเลข จำนวน 5 ชุดๆ ละ 5 ตัว ถ้าเครื่องที่คุณจะซื้อมี ก็ไปที่ขั้นตอนต่อไปเลยครับ

2. เมื่อคุณจะทำการลง Windows XP ใหม่ ให้คุณลองหาแผ่นสำหรับการลง Windows XP แบบ OEM นะครับ เพราะถ้าเป็นแบบอื่นอาจจะลงไม่ผ่าน

3. ในขณะที่ทำการลงโปรแกรม Windows XP นั้น เมื่อถึงขั้นตอนที่ระบบให้ใส่ Product Key ให้คุณเอาชุด Product Key ที่อยู่ข้างเคสคอมพิวเตอร์มือสองนั้นใส่เข้าไป

4. ถ้าสำเร็จ คุณจะสามารถ Activate และ Update Windows ผ่านเว็บไซต์ของ Mocrosoft ได้โดยง่ายเลยครับ

เป็นอย่างไรครับ เทคนิคนี้ น่าจะถูกใจคนอยากใช้ของมีลิขสิทธิ์ (แต่มีงบจำกัด) ไม่มากก็น้อยนะครับ

**ปล. ถ้าคุณลง Windows XP ตัวอื่นไปแล้ว สามารถแก้ไขตัว Product Key ได้โดยการใช้วิธีการ เปลี่ยน key  โดยเข้าไปที่ google  แล้ว search คำว่า  ” change key”  ครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0

Windows7 Starter Edition ทางเลือกของคนงบน้อย (แต่อยากใช้ของแท้)

44e44bb3-4008-4990-92d5-089637cb2615หลังจากที่เริ่มมีข่าวการตรวจจับลิขสิทธิ์เกี่ยวกับการลักลอบใช้ software ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ให้ได้ยินเป็นระยะๆ ผมเชื่อว่า ทำให้หลายๆ คน รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อยู่ไม่น้อยเลยที่เดียว ไม่รู้ว่า “เมื่อไหร่จะถึงคราวกรูล่ะเนี่ย?” ทำให้ทางเลือกของการหา software ลิขสิทธิ์มาใช้งานนั้นเป็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่ง software หลายตัวก็เข้ามาทดแทนโปรแกรมที่เราเคยใช้อยู่เดิมๆ ได้อยู่เหมือนกัน แต่คำถามที่ว่า “แล้วอะไรจะเอามาแทน Windows ได้ล่ะ” หลายคนยอมรับว่า การที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบปฎิบัติการอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก แต่จะใช้ของมีลิขสิทธิ์ก็แพงเหลือเกิน (เอาเงินไปซื้อดริ้งค์เด็ก ไม่เคยเสียดายซะงั้น) ทาง Microsoft เลยสร้างทางเลือกขึ้นมาอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่อยากจะใช้ของที่ถูกกฎหมายและราคาน้ำอัดลม(หลายลัง) นั้นก็คือ “Windows7 Starter Edition”

Windows7 Starter Edition ทางสำหรับมุมมองของผมนั้นถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยที่เดียว เพราะคนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่า “อยากใช้ของแท้ แต่ก็แพงเหลือเกิน” วันนี้ เราลองมาดูกันนะครับว่า windows7 starter edition นั้นมีอะไรที่แตกต่างจาก windows7  ทั่วไปบ้าง

– ไม่มี Aero Glass ทำให้ใช้ได้เฉพาะธีมแบบธรรมดา และไม่มี Taskbar Previews หรือ Aero Peek
– ไม่สามารถปรับแต่ง desktop backgrounds, window colors หรือ sound schemes
– ไม่สามารถทำการสลับกันระหว่าง User (ผู้ใช้งาน) โดยไม่ต้อง log off
– ไม่รองรับ Multi-monitor (ระบบหลายจอ)
– ไม่สามารถเล่นแผ่น DVD
– ไม่มี Windows Media Center
– ไม่สามารถทำ Remote Media Streaming (เกี่ยวกับการควบคุมคอมพิวเตอร์จากอีกที่หนึ่ง)
– ไม่รองรับการใช้งานใน Domain สำหรับผู้ใช้แบบองค์กร (หลายคน)
– ไม่มี XP Mode ซึ่งเป็นระบบสำหรับการใช้โปรแกรมของ Windows XP บน Windows 7
– จำกัดการใช้แรมสูงสุดที่ 2 GB
win7_starter

หน้าตาของ Windows7 starter edition

ซึ่งถ้าคุณได้ดูข้อมูลจากข้างบนแล้ว อาจจะคิดในใจว่า “แม่ม ตัดโน่นตัดนี่ออกไปตั้งเยอะตั้งแยะ กรูใช้ Windows95  ดีกว่าไหมเนี่ย?” ใจเย็นๆ ก่อนครับ แม้ว่า Windows starter edition จะดูเหมือนถูกลด function ที่(ดูเหมือนจะ)สำคัญ แต่ลองมาพิจารณาดูกันในทีละข้อนะครับ

1. ไม่มี Aero Glass ทำให้ใช้ได้เฉพาะธีมแบบธรรมดา และไม่มี Taskbar Previews หรือ Aero Peek อันนี้อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่า มันดูไม่ค่อยหวือหวาเลยอ่ะดิ แต่สิ่งที่แลกเปลี่ยนก็คือ ทำให้การใช้งานนั้นลื่นขึ้นครับ

2. ไม่สามารถปรับแต่ง desktop backgrounds, window colors หรือ sound schemes อันนี้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจในตอนแรก แต่พอใช้งานไปผมเชื่อว่าคนใหญ่ไม่คอยมานั่งปรับค่าพวกนึ้ทุกวันหรอกครับ

3. ไม่สามารถทำการสลับกันระหว่าง User (ผู้ใช้งาน) โดยไม่ต้อง log off ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์แค่คนเดียว ตัวนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ

4. ไม่รองรับ Multi-monitor (ระบบหลายจอ) แต่ถ้าการต่อออกเครื่องฉายหรือ Projector เพื่อการนำเสนองาน ทำได้ครับ (คำว่า Multi-monitor ครับในที่นนี้น่าจะเป็นการต่อออกมากว่า 2 จอ (รวมหน้าจอหลัก)

5. ไม่สามารถเล่นแผ่น DVD อันนี้เล่นได้ครับยืนยัน เว้นแต่คอมพิวเตอร์ของคุณจะไม่มีช่อง DVD (อันนั้น Windows7 ตัวแพงสุดก็เล่นไม่ได้ครับ)

6. ไม่มี Windows Media Center ไม่มีปัญหาครับ โปรแกรมสำหรับการดูหนังฟังเพลง ฟรีและดีมีเยอะครับ เช่น K-lite , GOM Player

7. ไม่สามารถทำ Remote Media Streaming (เกี่ยวกับการควบคุมคอมพิวเตอร์จากอีกที่หนึ่ง)
8. ไม่รองรับการใช้งานใน Domain สำหรับผู้ใช้แบบองค์กร (หลายคน)
สองข้อนี้ ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์คนเดียว ไม่น่าจะมีส่วนสำคัญครับ

9. ไม่มี XP Mode ซึ่งเป็นระบบสำหรับการใช้โปรแกรมของ Windows XP บน Windows 7 ส่วนใหญ่โปรแกรมที่ใช้ใน Windows XP ได้ ก็สามารถใช้บน Windows7 ได้เช่นกันครับ

10. จำกัดการใช้แรมสูงสุดที่ 2 GB ในมุมมองของผมตอนนี้ 2GB กับ 4GB ยังไม่แตกต่างกันครับ

ถ้าอย่างนั้น Windows7 starter edition เหมาะกับใคร

– คนที่ใช้ Netbook หรือคอมพิวเตอร์ที่สมรรถภาพไม่สูงมากนัก
– คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นคนเดียว
– ใช้แค่ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเทอร์เน็ต และโปรแกรมที่ไม่ใช้ทรัพยากรเครื่องสูงนัก
– อยากใช้ของที่มีลิขสิทธิ์และราคาไม่สูงเกินไป (อยู่ในหลัก 1,XXX บาท)

ถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือแบบนี้ Windows7 starter edition น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณเลยครับ

ถึงเวลาที่คุณควรอัพเกรดคอมพิวเตอร์ของคุณแล้วหรือยัง?

วันนี้ผมอยากจะแนะนำเรื่องการ อัพเกรดคอมพิวเตอร์ ของคุณๆ ทั้งหลาย เครื่องที่คุณใช้อยู่เป็นประมาณนี้ไหมครับ
– มีอายุการใช้ประมาณ 3 ปีขึ้นไป
– เริ่มมีอาการแปลกๆ เช่น Boot ไม่ขึ้นบ้าง , ใช้งานอยู่ดีๆ ก็ Restart เองบ้างแหละ หรืออยู่ดีๆ ก็เกิดจอฟ้า ( Blue Screen ) บ้าง
– เริ่มรู้สึกว่าใช้โปรแกรมใหม่ๆ หรือเกมใหม่ ช้าไม่ทันใจแล้ว

ผมก็เคยเป็นครับ แต่ผมใช้ประมาณ 5 ปี ถึงเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ผมว่าคุณน่าจะมองถึงเรื่องการอัพเกรดได้แล้วนะครับ

upgrade-computer

การอัพเกรดคืออะไร? ความ จริงผมไม่น่าจะตั้งคำถามอย่างนี้ขึ้นมานะครับ ดูออกจะด้อยปัญญายังไงก็ไม่รู้ แต่ก็แค่อยากจะอธิบายว่า มันก็คือการเปลี่ยนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางชิ้น เพื่อให้ผลการทำงานดีขึ้นกว่าเดิมมาก และถ้าดูดีๆ แล้วจะคุ้มค่ากว่าการนำไปซ่อมครับ
อะไรที่ควรจะอัพเกรดบ้าง? ถ้าผมแนะนำนะครับ มีสามชิ้นส่วนคือ CPU , Mainboard , Ram เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ของท่านอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ควรที่จะเปลี่ยนทั้ง 3 ชิ้นนี้ดีกว่า

สำหรับบ้านที่มีคนที่ชอบเล่นเกมส์ ถ้าเพิ่ม VGA Card ได้ด้วยก็จะดีมากๆ ครับ

ลองมาดูตัวอย่างของการอัพเกรดคอมพิวเตอร์ แล้วกันนะครับ ถ้าคุณมี

– CPU อินเทล เพนเทียม 4 ความเร็ว 3.00 GHz. ถ้าขายมือสองน่าจะได้ 1,000 บาท

– Mainboard ที่รองรับ Ram DDR1 ถ้าขายมือสองน่าจะได้ 800 บาท

– Ram DDR1 512 MB (Bus 400) ถ้าขายมือสองน่าจะได้ 500 บาท

ราคารวม 2,300 บาท

ถ้าผมจะแนะนำอุปกรณ์ที่จะอัพเกรดก็น่าจะเป็นประมาณนี้

– CPU อินเทล ดูอัลคอร์ E2180 ราคาประมาณ 2,400 บาท

– Mainboard ที่รองรับ Ram DDR 2 ราคาประมาณ 1,600 บาท

– Ram DDR1 1 GB (Bus 667) ราคาประมาณ 800 บาท

ราคารวม 4,800 บาท

ถ้าเอาของเก่ามาขาย แล้วซื้อของใหม่ คุณก็จะจ่ายเงินเพิ่มเพียง 2,500 บาท แต่ได้ความแรงที่เพิ่มขึ้นมา 2 เท่าเลยนะครับ และใช้ได้อีกอย่างน้อย 3-5 ปีเลยครับ

ส่วนถ้าคุณประกอบไม่เป็น ผมว่าให้ร้านที่คุณซื้ออุปกรณ์นั้น เขายินดีที่จะทำให้อยู่แล้วครับ

ส่วนการเช็คราคาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็ดูได้จาก www.jib.co.th , www.advice.co.th ครับ

ขอให้สนุกกับคอมพิวเตอร์ใหม่ (บางส่วน) นะครับ

แนะนำ CPU ค่าตัวดี (ไม่ถึง 3 พัน) โอเวอร์คล็อกไกล INTEL E5200

CPU-DC2.5E5200สวัสดีครับ วันนี้อยากจะแนะนำซีพียู และเมนบอร์ดสำหรับคนงบน้อยแต่อยากแฮง (แรง) กันนะครับ ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเรื่องการ Overclock เหมือน กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์หลายๆ คนแต่ด้วยความที่งบน้อยแต่ใจรัก ทำให้ผมเชื่อว่า เงิน ไม่ใช่อุปสรรคในความอยากแรง (ว่าไปเรื่อยตามภาษาคนจน 555)

เดิมทีเดียวคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้งานในออฟฟิศนั้นเป็น ซีพียู Intel D820 + เมนบอร์ด Chipset ของ VIA (ผมไม่ได้ซื้อ) ซึ่งหลายท่านก็รู้กันอยู่ว่า VIA ก็เป็นเมนบอร์ดที่มีความสามารถในการ Overclock ที่ ต่ำ มาก ก็เลยใช้มาแบบไม่ได้ไปปรับอะไรเลย

พอ วันหนึ่งได้มีโอกาสปล่อยของเก่าไป ก็เลยคิดหาว่าเราได้งบมา 5 พันเพื่อซื้อซีพียูและเมนบอร์ดใหม่จะเอาตัวไหนดีที่คุ้มที่สุด (ในความคิดผมนะ) หลังจากที่ได้ใช้ระยะเวลาในการค้นหาข้อมูลพอสมควร ก็ได้ซีพียูคู่บุญ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ถูกใจผมดังนี้

1. เป็นซีพียู 45 nm

2. ราคาไม่เกิน 3 พัน

3.overclock ได้จากความเร็วเดิมๆ ไม่น้อยกว่า 1 GHz

ซึ่งโดยซีพียูในขณะนี้จะเข้ากับข้อ 1 และข้อ 3 ส่วนข้อ 2 นี้ยังไม่มี ซึ่งข้อ 2 ดันเป็นข้อบังคับที่สำคัญที่สุดอีก -_-?

ซึ่งในที่สุดผมก็ได้มาเจอกับ ซีพียู อินเทล ดูอัลคอร์ E5200 ( Intel Dual-Core E5200 ) ซึ่งเป็นซีพียูที่มีความเร็วเดิมคือ 2.50 GHz. (12.5 x 200)และเป็นเทคโนโลยี 45 nm ที่ราคาถูกสุด (ในตอนนี้) โดย FSB ของซีพียูตัวนี้คือ 800 MHz L2 Cache 2 MB ?โดยตัวนี้ผมได้มาที่ สองพันแปดร้อยกว่าบาท

โดยข้อมูลที่ได้มาในตอนแรกๆ นั้นเขาลือกันว่า สามารถลากไปเดินเล่นที่ 4 GHz กันได้สบาย แต่

1. แดกไฟเหลือหลาย (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ แต่เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ)
2. ร้อน ชิ-หาย ( ทางแก้ก็ต้องเสียเงินซื้อ CPU Cooler ตัวเป็นพันอีก)

แต่ท้ายที่สุดก็เลยไปแล้วนิ จนต่อมาผมก็หาวิธีที่พา น้อง E5200 ไปเดินเล่นที่ความเร็ว 4GHz ได้โดยใช้เจ้าเมนบอร์ดตัวละ สองพันหนึ่งร้อยกว่าๆ (รวม ซีพียูกับเมนบอร์ด = 5,000 บาทพอดี )

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะรีบมาเล่าต่อให้ฟังอีกครับผม