ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการโอเวอร์คล็อค (Overclock)

“overclock” คำนี้อาจพอคุ้นๆ หูของคนหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งเรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์หรือผู้ ที่ใช้คอมพิวเตอร์มานานแล้ว วันนี้ผมมีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการ overclock มานำเสนอให้ท่านได้รู้ถึงมุมมองที่แตกต่้างออกไป

basic-overclock

ข้อแรก “overclock คืออะไร?”

ข้อนี้คุณสามารถ search หาได้ในกูเกิ้ลครับ(แล้วจะขึ้นหัวข้อมาทำไมเนี่ย -_-‘) แต่ถ้าจะให้ผมจำกัดความแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ“การปรับแต่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกับรอบสัญญาณนาฬิกา เช่น CPU,RAM,การ์ดจอ) ให้มีรอบสัญญาณนาฬิกาที่สูงขึ้นเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น”

ความเสียหายของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หลังจากการ overclock เกิดจากอะไร?

สาเหตุส่วนใหญ่เกี่ยวกับความเสียหายของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นหลังจากการ overclock (เช่น ไหม้) ก็คือ “ความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับไฟในระบบ”เพราะ การที่เราจะ overclock ให้สำเร็จนั้น จะเกี่ยวข้องกับการปรับรอบสัญญาณนาฬิกาให้สูงขึ้น ส่วนใหญ่จะต้องทำการเพิ่มไฟในระบบ และความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งในกรณีี่ที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เกิดการไหม้ ก็เนื่องจากมีการปรับระบบไฟสูงเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้

การ overclock คุ้มค่าในการทำหรือไม่

ความคุ้มค่า ในความหมายของผมก็คือ เราสามารถนำส่วนที่เพิ่มขึ้นของการปรับแต่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ นำมาใช้งานได้จริงและเสถียร เพราะปัญหาสำคัญของการ overclock อย่างหนี่งก็คือ “ความไม่เสถียรหลังจากการ overclock แล้ว” เช่น ทำการ overclock CPU โดยได้ความเร็วเพิ่มขึ้นมา 50%? แต่ไม่สามารถใช้งานได้เหมือนปกติ หรือ ได้ความเร็วเพิ่มมาอีก 30% ใช้งานได้ แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบายความร้อนเพิ่มขึ้นมา ผมก็ถือว่า กรณีเหล่านี้ไม่คุ้มในการ overclock

การ overclock มีผลต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์มีอายุการใช้งานสั้นลงหรือไม่?

ข้อนี้ตอบได้เลยครับว่า มีผลครับ แต่อยากให้คุณลองดูข้อเท็จจริงนี้ดูนะครับ

ถ้าสมมุติว่า CPU ที่ไม่ได้ทำการ overclock จะมีอายุการใช้งาน 10 ปี
แต่ถ้าเป็น CPU ที่ทำการ overclock จะมีอายุการใช้งานลดลง 30% จะเหลือแค่ 7 ปี

ลองนึกดูนะครับว่า ผ่านไป 7 ปี คุณยังใช้คอมพิวเตอร์ชุดนี้อยู่หรือเปล่า ถ้ายังใช้อยู่ แสดงว่า คุณคงไม่คิดจะ overclock แน่ๆ

อะไรที่มีผลต่อการ overclock บ้าง?

ข้อแรกคือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่คุณจะ overclock นั้น ข้อสองก็คือ “เมนบอร์ด” ครับ เพราะฉะนั้นดูเรื่องเมนบอร์ดที่ดีๆ หน่อยนะครับ

ตอนนี้นึกออกเท่านี้นะครับ ถ้ามีข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม ผมจะเอามาเพิ่มนะครับ

จะซื้อCPU Intel Q6600 หรือ Q8200 ดี

Q6600+Q8200สังเกตไหมครับว่าตอนนี้ CPU กำลังจะเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีจากเดิม ที่ 2 คอร์ ไปเป็น 3 คอร์ และ 4 คอร์ตามลำดับ ถ้าให้นึกถึง CPU Quad Core พิมพ์นิยมที่เพิ่งลาตลาดไป ก็เห็นจะไม่พ้น Intel Q6600 ซึ่งก่อนทีจะลาตลาดไปก็ราคาอยู่ที่ 6 พันกว่าๆ เท่านั้นเอง

และตอนนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2009) ก็มี CPU Quad Core อีกตัวเข้ามาทำตลาดแทนคือ Q8200 ซึ่งจุดเด่นก็คือ เป็นเทคโนโลยีการผลิต 45 nm ( Q6600 เป็น 65 nm) ซึ่งก็ทำราคามาอยู่ที่ประมาณ 6 พันกว่าๆ เหมือนกัน
ซึ่งตารางข้างล่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบคุณลักษณะของ CPU ทั้งสองตัวนี้นะครับ

จะเห็นได้ว่าในราคาที่ไล่ๆ กันในตอนนี้มีความแตกต่างกันหลายจุดไม่ว่าจะเป็น

compare-q6600-q8200

– เทคโนโลยีการผลิต

– Cache L2

– ความเร็วสัญญาณนาฬิกา,ตัวคูณ, Front Side Bus (FSB)

– เทคโนโลยีอื่นๆ ของอินเทลที่มีใน CPU ( Other Intel Technologies)

ทำให้หลายคนที่อยากจะได้ Quad Core มาชื่นชมเริ่มมีคำถามว่า ?กรูจะเอาตัวไหนดี? ลองมาดูเปรียบเทียบกันนะครับ (อันนี้ตามความเห็นของผมนะครับ)

ความคิดเห็นของผม

1. Q6600 โอเวอร์คล็อค (Overclock ได้ไกลกว่า) จากความเร็วพื้นฐานที่ 2.4 Ghz ไปที่ 3.33 GHz ได้สบายๆ แต่ ถ้าเป็น Q8200 จะได้ที่ประมาณ 3.2 GHz (บนอุปกรณ์พื้นฐานเหมือนกันนะครับ)
ซึ่งผมว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก Q8200 ตัวคูณน้อย ( 333 x 7 = 2.33 GHz ) แต่ Q6600 ตัวคูณสูงกว่า (266 x 9 = 2.40 GHz) ซึ่งถ้าจะไปถึงที่

ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 3.33 GHZ

Q6600 จะใช้ FSB 366 x 9 = 3.33 GHz

Q8200 จะใช้ FSB 472 x 7 = 3.33 GHz

ซึ่งถ้าคุณจะพา Q8200 ไปที่ 3.33 GHz คุณก็ต้องมีระบบที่ดีพอสมควรเลยครับ

2. Q6600 Cache L2 เยอะกว่า โดย Q6600 จะมี 8 Mb แต่ Q8200 มีแค่ 4 Mb ซึ่งในผุ้ใช้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันว่า

?ความแตกต่างของ cache L2 ระหว่าง 4Mb กับ 8 Mb มีผลกับการทำงานของ CPU โดยรวมหรือไม่ ?

บางคนก็บอกว่ามี บางคนก็บอกว่าไม่มี (แต่จากการใช้งานของผมกับ CPU ทั้งสองตัวนี้แล้ว ผมว่า ไม่ต่าง ครับ)


3. Q8200 เทคโนโลยีใหม่กว่า (45 nm) กินไฟน้อยกว่า ข้อนี้น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Quad Core มาใช้งาน แต่ไม่เน้น Overclock และชอบในเรื่องของความใหม่สดของเทคโนโลยี อย่าลืมนะครับว่า Q6600 เปิดตัวมาได้ 2-3 ปีแล้ว ความใหม่ Q8200 กินขาดในข้อนี้อยู่แล้ว

4. Q6600 มี Intel  VT ซึ่งใน Q8200 ได้ตัดเทคโนโลยีนี้ออกไป อันนี้ต้องอยู่ที่คุณว่า มันมีความจำเป็นสำหรับคุณหรือเปล่า (แต่กับผม ผมไม่จำเป็นต้องใช้มัน)

แล้วจะเลือกอะไรดี?

ในตอนนี้ ถ้าเป็นผม ผมเลือก Q8200 ครับ เพราะ

ผมไม่เน้น Overclock มาก (ตอนนี้ก็ใช้ Q8200 ที่ 3.20 Ghz)

ข้อ 2 และ 3 ไม่ได้มีผลในการตัดสินใจของผมมากนักครับ ผมให้ความสำคัญกับความใหม่ของเทคโนโลยี ครับ

แต่ถ้าจะเลือก Q6600 ผมจะหามือสองในราคา 5,000 ? 5,300 บาทครับ เพราะว่า CPU เป็นอะไรที่เจ๊งยากที่สุดในคอมพิวเตอร์แล้วครับ ลองหาตัวที่มีประกันเหลือ และเชื่อใจได้ดูสิครับ

ถึงเวลาที่คุณจะใช้ Windows 7 แล้วหรือยัง?

คุณใช้ Windows (ระบบปฏิบัติการ – Operation System หรือที่เรียกสั้นๆว่า OS ) อะไรอยู่ครับ ?
ถ้าคำตอบของคุณคือ Windows XP แสดงว่า คุณปกติครับ

ถ้าผมถามเพื่อนๆ หรือคนรู้จักประมาณ 10 คน

8 คนจะตอบว่า XP

ส่วนอีกคนจะบอกว่า Vista

และคนสุดท้ายจะถามกลับมาว่า ?ไม่รู้ว่ะ? (บางทีก็จะเจอคนใช้ MAC บ้าง)

boxes

สถิตินี่เกิดจากการสอบถามของผมนะ แต่คิดว่าคนอื่นก็คงตอบไม่ต่างจะผมเหมือนกัน

แต่ถ้าถามว่า รู้จัก Windows 7 ไหม คุณเชื่อไหมว่า 10 คนที่อยู่รอบตัวผม ไม่รู้จัก!

แต่ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่า ผมก็เพิ่งมารู้จักเมื่อไม่นานเหมือนกัน 🙂

หลังจากการพัฒนาระบบปฏิบัติการ Vista เพื่อ(หวัง)ว่าจะนำมาทดแทนระบบปฏิบัติการเดิม ซึ่งก็คือ XP (ส่วนผลตอบรับเป็นอย่างไรนั้น ก็ดูสถิติจากข้างบนได้ครับ)

แต่ผมอยากจะบอกว่า อย่าไปยึดติดกับ XP นักเลยครับ

ต่อให้คุณไม่ชอบ Vista ขนาดไหนก็ตาม แต่วันใดวันนึงด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ก็จะต้องพาให้คุณเจอกับมันอยู่แล้ว

ทาง Microsoft ก็เข้าใจ (รึเปล่า) ตรงจุดนี้ดี ก็เลยออกระบบปฏิบัติการตัวใหม่ นามว่า Windows7เพื่อให้คนที่ไม่อยากใช้ vista ไปใช้ Windows7 แทน……..

จะบ้าเรอะ! ….ถ้าคิดได้แค่นั้นก็แย่แล้ว

เอาจริงๆเลยนะครับ หลังจากที่ Microsoft ได้มองเห็นถึงปัญหาและจุดบกพร่องต่างๆ ของ Vista ซึ่งปัญหาสำคัญๆ ก็คือ
1. การรับประทานทรัพยากรเครื่องเหลือหลาย (เพื่อแลกกับความสวยงามและลูกเล่นอลังการ)
2. การ Support ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Driver,Software,Games ยังมีความบกพร่อง (ตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนลอง Vista แล้ว ส่ายหัว ขอกลับไปใช้ XP ดีกว่า

มันก็เลยเป็นโจทย์ที่หินเอาการว่า
“ทำอย่างไรให้ สวย เร็ว ลื่น อวบ (อันหลังนี้ไม่ใช่) และฉลาด “

(ไม่เพียงแต่ตอบว่า รักเด็ก อย่างเดียว)

ทำให้เราได้เห็นระบบปฎิบัติการใหม่ก็คือ Windows7

Windows7 เป็นระบบที่พัฒนาต่อขึ้นมาจาก Vista (ต่างจากตอน XP ไป Vista โดยการเสริมจุดแข็งและลบจุดอ่อน ที่พึงจะหาเจอใน Vista (เกือบ)ทั้งหมด สรุปแล้วว่า

XP เหมาะสำหรับ คนที่ยังพอใจในของเดิม + คอมพิวเตอร์มีอายุการใช้งานมากกว่า 3-5 ปีแล้ว

Vista– สำหรับ คนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา  เพราะ CPU ในรุ่นหลังๆ มีพลังเหลือเฟือในการประมวลผล Vista? ครับ และอีกอย่าง พอ Vista ออก Service Pack 1 ก็ลดปัญหาเรื่องการ Support ทั้ง Hardware และ Software ลงไปเยอะครับ? + มีการ์ดจอแยกจากเมนบอร์ดสำหรับการแสดงผลและลูกเล่นต่างๆ ด้วยก็ดีครับ

Windows7 เหมาะสำหรับคน 2 แบบ
1. ใช้ XP อยู่ และอยากลอง Windows 7 ( ข้าม Vista ไปเลย )
2. ใช้ Vista สักพักแล้ว อยากเปลี่ยนเป็น Windows 7 (อันนี้แนะนำครับ )


ปล. แต่สำหรับผมแล้ว จากแต่ก่อนใช้ XP แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น Vista ประมาณเดือนนึง? (เพื่อให้ชินก่อน) แล้วค่อยอัพเกรดมาเป็น Windows7 แล้วรู้สึกติดใจมากครับ จนไม่อยากกลับไปใช้ XP กับ Vista เลย (โปรแกรมที่ใช้ใน XP ส่วนใหญ่ใช้ได้กับ Windows7 แล้ว

ปล. แต่ตอนนี้ใช้งานได้แค่ 30 วันนะครับ ส่วนวิธีแก้ ลองไปหากันดูครับ