สรุปข่าวไอทีประจำวัน 3 มิถุนายน 2555


พบกับสรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันที่ 3 มิถุนายน 2555 ครับ

ไปรษณีย์อังกฤษเริ่มติดตั้งระบบจ่ายเงินแบบ NFC แล้ว

เราได้ยินเรื่อง NFC หรือ contactless payment ด้วยโทรศัพท์มือถือกันมาพักใหญ่แล้ว แต่ยังไม่ค่อยเห็นการใช้งานจริงสักเท่าไร

แต่ล่าสุดบริษัทไปรษณีย์ของอังกฤษหรือ Post Office Ltd. ประกาศว่าจะเริ่มนำระบบ NFC มารองรับการจ่ายเงินในที่ทำการไปรษณีย์ทั่วอังกฤษกว่า 11,500 สาขาแล้ว โดยเริ่มชุดแรกวันที่ 6 มิถุนายนนี้ และกระบวนการติดตั้งระบบ NFC จะเสร็จสมบูรณ์ช่วงเดือนตุลาคม

ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินผ่านบัตร MasterCard PayPass, Visa payWave รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่มีชิป NFC ได้ โดยจำกัดจำนวนการจ่ายเงินที่ 20 ปอนด์

การเพิ่มระบบ NFC ของบริษัทไปรษณีย์อังกฤษทำให้กลายเป็นองค์กรที่ใช้งานระบบ NFC ขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปในขณะนี้ ตอนนี้ธนาคารรายใหญ่ๆ ของอังกฤษเริ่มออกบัตรเดบิต-เครดิตที่จ่ายเงินได้ในตัวไปเยอะพอสมควรแล้ว

 

เทคโนโลยีใหม่จ่ายเงินออนไลน์ ยืดหยุ่นแต่ป้องกันกลโกงได้

เอเชียเพย์ แนะเทคโนโลยีจ่ายเงินออนไลน์ใหม่สุด เพิ่มความปลอดภัยให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

นายโจเซฟ ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียเพย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเสนอบริการล่าสุด ในนาม สยามเพย์ อีเพย์เมนต์ อัลเลิร์ต (ePayAlert)  หรือระบบบริหารจัดการความเสี่ยง ที่มีกลไกการควบคุมความเสี่ยงเต็มรูปแบบ และยืดหยุ่นตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ เป็นระบบป้องกันการทุจริตแบบใหม่ ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบเดิม เปิดโอกาสให้เจ้าของธุรกิจสามารถออกแบบกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงได้เองเพื่อให้ตรงกับปัญหาที่ตนเองกำลังประสบอยู่

บริษัท  เอเชียเพย์ เป็นผู้ให้บริการระบบ “สยามเพย์” (SiamPay) ซึ่งเป็นบริการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความล้ำหน้า และความปลอดภัยสูง ได้รับมาตรฐาน พีซีไอ คอมพลิแอนซ์ (PCI compliant) และมี เอสเอสแอล ดาต้า เอนคริปชั่น(SSL data encryption) หรือระบบเข้ารหัส ในระบบตรวจสอบผู้ซื้อ เพื่อให้การดำเนินการและการเก็บข้อมูลมีความปลอดภัยที่สุด และยังมีระบบป้องกันร้านค้าจากการทุจริตออนไลน์ ด้วยการติดตั้งโซลูชั่นในการป้องการทุจริตบนแพลตฟอร์มชำระเงิน ทำหน้าที่ตรวจสอบรายการชำระเงินที่เกิดขึ้นทุกรายการอย่างละเอียด และแจ้งเตือนไปยังร้านค้าออนไลน์ทันทีที่พบว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดทุจริตในรายการนั้น ๆ.

 

Microsoft หนุน NGO ช่วยโลก

ไมโครซอฟท์ร่วมมือกับเทคซุปเอเชียหนุนให้ความรู้แก่องค์กรพัฒนาเอกชน พร้อมเสนอซอฟต์แวร์ราคาพิเศษให้เอ็นจีโอที่เข้าร่วมโครงการ หวังช่วยขยายฐานการพัฒนาให้นำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อพัฒนาสังคม

นางแคลร์ เดวีย์ หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม (Citizenship) ไมโครซอฟท์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ทางไมโครซอฟท์มีกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอยู่จำนวนมาก เพียงแต่ไมโครซอฟท์ขาดช่องทางในการเข้าถึงแต่ละชุมชน จึงเกิดความร่วมมือกับเทคซุปเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนหนึงของเทคซุป โกลบอล เน็ตเวิร์ก ที่ทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ในการบริจาคเทคโนโลยีให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อช่วยกระจายความช่วยเหลือไปสู่วงกว้าง

“ไมโครซอฟท์ใช้งบในการทำกิจกรรมเพื่อนำไอทีเข้าไปช่วยเหลือสังคมทั้งในแง่ของมนุษยธรรม การให้ความช่วยเหลือสนับสนุน สร้างจิตอาสาให้แก่คนทั่วไปกว่า 65 ล้านเหรียญ ทั้งในรูปแบบของจำนวนเงินและซอฟต์แวร์สนับสนุน เพียงแต่กลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรส่วนใหญ่ขาดความรู้ทางด้านไอที ทำให้เล็งเห็นว่าควรเสริมสร้างความรู้ทางด้านไอทีให้แก่กลุ่มองค์กรเหล่านี้”

โดยล่าสุดไมโครซอฟท์ได้จัดงาน NGO Connection Day 2012 ให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อช่วยเสริมความรู้ทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การทำงานขององค์กรรวดเร็วขึ้น เพราะมองว่าองค์กรเหล่านี้จะสามารถเข้าถึงชุมชนได้ง่ายกว่า เพื่อให้สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายในการตอบแทนและให้บริการแก่ชุมชน

แน่นอนว่าจากความร่วมมือดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ สามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อซื้อซอฟต์แวร์อย่าง ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ผ่านโปรแกรมการช่วยเหลือดังกล่าวได้ในราคาเพียง 167 บาท หรือระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เซเว่น ในราคาเพียง 42 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเกิดจากการหักลดเงินบริจาคที่เข้ามาช่วยเหลือผ่านโครงการของเทคซุปเอเชีย

นายไมค์ ยีตัน รองประธานฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม เทคซุป เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ทางเทคซุปยินดีที่ได้ร่วมมือกับไมโครซอฟท์เพื่อเปิดตัวความร่วมมือเพื่อช่วยให้องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรการกุศลในประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และมีเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งนอกจากซอฟต์แวร์ดังกล่าวแล้ว ทางเทคซุปยังยินดีที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการติดตั้งระบบเน็ตเวิร์ก เพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปแก้ไขปัญหาสังคมด้วย

สรุปข่าวไอทีประจำวัน 2 มิถุนายน 2555


พบกับสรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2555  ครับ

ไม่ไกลเกินฝันมือถือ “มองทะลุ” หน้าจอ

ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในนวนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไปสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอโปร่งแสงซึ่งผู้ใช้สามารถมองทะลุอีกด้านได้ เพราะล่าสุดเอ็นทีทีโดโคโม (NTT Docomo) โอเปอเรเตอร์เบอร์ 1 ของญี่ปุ่นนำต้นแบบสมาร์ทโฟนมองทะลุจอนี้มาแสดงในงานมหกรรมโทรคมนาคมกลางกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมสาธิตการทำงานว่าสามารถใช้งานได้จากทั้งด้านหน้าและหลังแบบไม่มีสะดุด

ต้นแบบสมาร์ทโฟนหน้าจอกึ่งโปร่งใสนี้เป็นทัชสกรีนระบบสัมผัส ขนาดหน้าจอ 2.4 นิ้ว ความใสของหน้าจอจะทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นภาพไอคอนบนหน้าจอได้จากทั้งด้านหน้าและหลังของโทรศัพท์ ทำให้การใช้งานโทรศัพท์หน้าจอโปร่งแสงนี้สามารถทำได้จากทั้ง 2 ด้าน และถูกยกให้เป็นมือถือ “see-through” ที่ผู้ใช้สามารถมองทะลุหน้าจอได้อย่างสมบูรณ์

เบื้องต้นหน้าจอมองทะลุยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งานกลางแดดจ้า เพราะแสงสะท้อนที่ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้รับความสะดวกจากหน้าจอนี้ จุดนี้ตัวแทนเอ็นทีทีโดโคโมระบุว่าปัญหานี้จะเบาลงเมื่อนำวัตถุสีมืดมาวางไว้หน้า-หลังเครื่อง ซึ่งบริษัทยังอยู่ระหว่างการหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้

แม้ปัญหาใช้งานกลางแจ้งยังไม่ถูกแก้ไข แต่เอ็นทีทีมองว่าหน้าจอนี้จะเปิดมิติใหม่ของประสบการณ์มัลติทัช หรือการสัมผัสหน้าจอหลายจุดพร้อมกันของผู้ใช้ ซึ่งจะนำไปสู่แนวคิดการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ได้ในอนาคต

ตัวอย่างเช่นเกมยอดฮิตอย่างลูกบาศก์รูบิก หรือ Rubik’s Cube ที่สามารถแปลงร่างเป็นเกมได้อย่างเหมาะมากบนหน้าจอโปร่งแสง เพราะผู้ใช้จะสามารถสัมผัสหน้าจอด้านหน้าและหลังได้พร้อมกันเหมือนการเล่นลูกบาศก์จริงแบบไม่ผิดเพี้ยน เช่นเดียวกับเกมที่ต้องเล่น 2 คน ซึ่งหน้าจอนี้จะทำให้ผู้เล่นรายหนึ่งควบคุมเกมพร้อมกับที่ผู้เล่นอีกรายใช้หน้าจออีกด้านได้อย่างลงตัว

เอ็นทีทีโดโคโมเชื่อว่าผู้ใช้จะสามารถมองหน้าจอนี้ได้สบายตากว่าหน้าจอ LCD ที่ติดไฟแบล็กไลต์อยู่ด้านหลัง แถมยังมีคุณภาพเหนือกว่าหน้าจอโปร่งแสงใดๆ ที่เคยมีการพัฒนามา ทั้งหมดนี้เอ็นทีทียังไม่เปิดเผยกำหนดการวางจำหน่าย ซึ่งเชื่อว่าหน้าจอนี้ยังต้องผ่านกระบวนการพัฒนาอีกระยะหนึ่ง

 

 

Windows 8 Release Preview โหลดได้แล้ว

Microsoft เปิดให้ผู้สนใจทั่วโลกสามารถดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview แล้ว ซึ่งมันเป็นเวอร์ชันทดสอบสุดท้ายก่อนผลิตภัณฑ์เวอร์ชันสมบูรณ์จะวางตลาด โดยระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงคร้งใหญ่สำหรับผู้ใช้ OS ของ Microsoft นับตั้งแต่ทั่วโลกรู้จัก Windows 95

 

 

Microsoft ยังยืนยันอีกด้วยว่า ทางบริษัทจะเริ่มใช้ข้อเสนอพิเศษตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ศกนี้เป็นต้นไปสำหรับผู้ซื้อพีซีทีรัน Windows 7 จะสามารถอัพเกรดไปใช้ Windows 8 Pro ทันทีที่เปิดตัวได้ในราคาเพียง 14.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 450 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่เปิดเผยถึงกำหนดการที่แน่นอนสำหรับการเปิดตัว Windows 8 เวอร์ชันสมบูรณ์ ย้อนกลับมาเรื่องราวที่เกิดขึ้นล่าสุดนั่นคือ การเปิดให้ดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview ได้แล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ Microsoft สัญญาว่าจะออกในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ดังนั้นจึงถือว่า ทางบริษัทสามารถเปิดให้ดาวน์โหลดได้ก่อนกำหนด โดยในเวอร์ชันนี้จะมีการเพิ่มแอพฯ ใหม่เข้ามามากมาย ซึ่งรวมถึงแอพฯใหม่ๆ อย่าง Microsoft Bing for Travel, News และ Sports เช่นเดียวกับแอพฯ จากพันธมิตรที่จะเปิดให้บริการบน Windows Store

 

 

Windows 8 Release Preview จะมีการปรับปรุงการทำงานครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มออปชันสำหรับการปรับแต่งการใช้งานหน้าจอเริ่มต้น (Start screen) ให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน การสนับสนุนการใช้งานหลายจอพร้อมกันดังที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ตลอดจนวิธีในการค้นหา และดาวน์โหลดแอพฯ บน Windows Store ที่ง่ายขึ้น รวมถึงคุณสมบัติใหม่สำหรับการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ในครอบครัว (Family Safety) การปรับปรุงการทำงานใน Windows 8 Release Preview ยังรวมถึงการพัฒนาความสามารถในการใช้งานระบบสัมผัสบน Internet Explorer 10 โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Flip Ahead ที่จะให้ผู้ใช้สามารถนิ้วกวาดไปบนหน้าจอ เพื่อพลิกกลับไปมาระหว่างเว็บเพจ

 

 

Microsoft กล่าวว่า Adobe Flash Player เวอร์ชันทำงานด้วยระบบสัมผัสจะถูกรวมอยู่ใน IE 10 ด้วย ทั้งนี้ Microsoft พยายามทำให้ Windows 8 สนับสนุนการใช้งานระบบสัมผัสบนแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสทิะภาพมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับ iPad ของ Apple โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเปลี่ยนหน้าจอเริ่มต้นแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคยเป็น Metro UI ที่ประกอบด้วยไอคอนแอพฯ ใช้งาน โดยไม่มีปุ่ม Start อยู่ด้านล่างซ้ายมืออีกต่อไป (แต่ผู้ใช้ยังคงสามารถกลับไปใช้ Destop อินเตอร์เฟซแบบเดิมได้)

 

 


สรุปข่าวไอทีประจำวัน (26 ธันวาคม 2554)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 ครับ

 

27% ของภาพถ่ายในสหรัฐฯมาจาก Smart Phone !!!

การสำรวจล่าสุดพบตลาดกล้องดิจิตอลซึ่งเน้นถ่ายรูปอย่างเดียว (single-purpose camera) กำลังหดตัวต่อเนื่อง เรื่องนี้ไม่น่าสงสัยเพราะตลาด Smart Phone ถ่ายรูปได้นั้นมีทิศทางเติบโตชนิดฉุดไม่อยู่ ล่าสุดพบภาพถ่าย 27% ซึ่งถูกบันทึกในสหรัฐฯนั้นถ่ายจากสมาร์ทโฟน เทียบกับ 44% ที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลซึ่งเน้นถ่ายภาพอย่างเดียว

การสำรวจล่าสุดจากบริษัท NPD พบว่า Smart Phone คืออุปกรณ์หลักที่ทำหน้าที่ถ่ายภาพให้ชาวสหรัฐฯ โดยภาพถ่ายและวิดีโอเกือบ 1 ใน 3 (27%) ของชาวอเมริกันช่วงปี 2011 นั้นถูกบันทึกโดย Smart Phone เพิ่มขึ้นจาก 17% ที่พบในปี 2010 ที่ผ่านมา

สำหรับกล้องดิจิตอลเน้นถ่ายภาพอย่างเดียว การสำรวจพบว่าสัดส่วนการถ่ายภาพด้วยกล้องประเภทนี้มีราว 44% ของภาพถ่ายทั้งหมด สัดส่วนนี้ลดลงจาก 52% ในปี 2010 โดยสัดส่วนที่เหลือ การสำรวจพบว่าเป็นการบันทึกจากโทรศัพท์มือถือมาตรฐาน (Standard cellphone), กล้องวิดีโอ (camcorder), เว็บแคม (webcam) และแท็บเล็ต (tablet)

ตัวเลขที่ลดฮวบจาก 52% มาเป็น 44% ของสัดส่วนการถ่ายภาพด้วยกล้อง single-purpose camera ถูกมองว่าไม่น่าแปลกใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปเทรนด์พัฒนาการของ Smart Phone ซึ่งเน้นปรับให้ตัว Smart Phone มีกล้องดิจิตอลคุณภาพสูง “เท่าเทียม” หรือ “ดีกว่า” กล้องดิจิตอลบางรุ่น ดังนั้นเหตุผลในการพกกล้องดิจิตอลประเภทเล็งแล้วถ่ายหรือ point-and-shoot จึงน้อยลงเป็นธรรมดา ยกเว้นในกลุ่มนักถ่ายภาพมืออาชีพหรือตากล้องมือสมัครเล่น

ข้อมูลจาก NPD ยังพบว่าเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดกล้องคอมแพ็กต์ที่ผู้ใช้สามารถเล็งแล้วถ่ายทันใจนั้นมีสัดส่วนลดลง 17 ในแง่ของจำนวนเครื่อง หรือคิดเป็นสัดส่วนลดลง 18% ในแง่ของเม็ดเงิน ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปจากการสำรวจตลาดสหรัฐฯช่วง 11 เดือนแรกของปี 2011

 

 

เหล่าสัตว์ฮาเฮ TOT ผุด WiFi ฟรี 512 kbps คลุมสวนสัตว์ดุสิต !!!

TOT  จับมือ องค์การสวนสัตว์ เปิด WiFi ฟรีในสวนสัตว์ดุสิตบนความเร็ว 512 Kbps และ 4 Mbps ก่อนเดินหน้าเปิดอีก 5 สวนสัตว์ทั่วประเทศ หวังอนาคตมีการต่อยอดธุรกิจ Wi-Fi ต่อไป

ดร.อานนท์ ทับเที่ยง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสารมีนโยบายโครงการ Wi-Fi ฟรี ในพื้นที่สาธารณะของกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้ทุกพื้นที่ของประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

ล่าสุดทีโอทีเปิดโครงการ “สานสายใจ ไร้พรมแดน TOT WiFi @ Zoo” โดยร่วมกับองค์การสวนสัตว์ ในการเปิดพื้นที่ให้บริการ Wi-Fi ฟรีที่สวนสัตว์ดุสิตเป็นแห่งแรก

สำหรับ Wi-Fi ในสวนสัตว์ดุสิตวิ่งบนความเร็วตั้งแต่ 512kbps และ4 Mbps โดยเปิดให้ประชาชนใช้ฟรีบนความเร็ว 512 Kbps ต่อ Account โดยต้องเข้าไป Login เพื่อรับ Username และ Password โดยใช้รหัสบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งสามารถใช้งานได้ 8 ชั่วโมงต่อ 1 Account และ Login ได้ต่อเนื่องครั้งละ 2 ชั่วโมง ขณะที่บนความเร็ว 4 Mbps จะต้องซื้อบัตรเติมเงินของ TOT Wi-Fi เพื่อรับ Username และ Password ในการเข้าใช้งาน

ทั้งนี้บัตรเติมเงิน TOT Wi-Fi มีมูลค่าตั้งแต่ 60 บาทใช้ได้ 5 ชั่วโมง, 100 บาทใช้ได้ 15 ชั่วโมง และ 200 บาทใช้ได้ 150 ชั่วโมง หรือในรูปแบบการจ่ายค่าบริการแบบรายเดือนเดือนละ 450 บาทใช้ได้ไม่จำกัด หรือ 720 ชั่วโมง

นอกจากนี้การเปิดให้บริการ TOT Wi-Fi@ZOO ที่สวนสัตว์ดุสิตถือเป็นแห่งแรก เนื่องจากมีโครงการขยายต่อไปอีก 5 สวนสัตว์ ได้แก่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น และสวนสัตว์อุบลราชธานี ซึ่งในตอนนี้มีการติดตั้งไปบ้างแล้วในสวนสัตว์แห่งอื่นที่เหลืออยู่โดยคาดว่าไม่เกินสิ้นปีหน้าจะสามารถเปิดบริการได้ทั้งหมด

 

 

“Shopping Online” ให้ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยาก !!!

บริษัท จาเวลิน สตราทีจี แอนด์ รีเสิร์ช ทำนายว่าปริมาณนักชอปในสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้น 78% ในปี 2557 ขณะนี้เจ้าของเว็บไซต์ในสัดส่วน 43% เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถใช้สมาร์ตโฟนซื้อสินค้าได้แล้ว เจ้าของร้านค้าออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสามารถทำเงินได้ถึง 156.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อินเทอร์เน็ตช่วยให้ทุกคนสามารถซื้อสินค้าและชำระเงินได้จากทุกที่ จากนั้นสินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์ก็จะถูกจัดส่งมาถึงหน้าประตูบ้านในไม่ช้า ความสะดวก ง่ายดาย และข้อเสนอที่ดีกว่า คือสามเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้เลือกที่จะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นักชอปออนไลน์ก็จะตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยล่าสุดเว็บไซต์จำนวนกว่า 8.3 ล้านไซต์ที่ใช้โซลูชั่นอีคอมเมิร์ซแบบเปิดที่ชื่อว่า osCommerce โดนโจมตีจากผู้ประสงค์ร้าย สิ่งที่อาชญากรไซเบอร์ต้องการ ได้แก่ ข้อมูลประจำตัวของบัตรเครดิต หมายเลขประจำตัวสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ (PIN) ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชอปปิ้งออนไลน์ และเพื่อหยุดความพยายามที่เป็นอันตรายของอาชญากรไซเบอร์ โปรดจดจำข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ดังต่อไปนี้

หากข้อเสนอดีเกินจริงอย่าวางใจมากนัก

หลายคนต้องการได้รับข้อเสนอทางออนไลน์ที่ดีที่สุด แต่ขอให้ระวังข้อเสนอที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นคือข้อเสนอที่ดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้ และแน่นอนว่ามีโปรโมชั่นออนไลน์บางรายการเป็นกลลวง แต่ก็อาจมีเว็บไซต์ชอปปิ้งออนไลน์ยอดนิยมหลายแห่งที่มักจะมอบส่วนลดหรือให้ตั๋วฟรีและผลิตภัณฑ์พิเศษแก่ลูกค้า จึงต้องพิจารณาเว็บไซต์ต่างๆ ให้รอบคอบก่อนที่จะทำการสั่งซื้อ อาจด้วยการค้นหาคำวิจารณ์และความคิดเห็นจากสาธารณชนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความเชื่อถือได้ของเว็บไซต์ที่คุณกำลังจะซื้อสินค้า

บุ๊กมาร์กเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้

หากคุณเคยซื้อสินค้าจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง และไม่มีปัญหาใดๆ ให้บุ๊กมาร์กเว็บไซต์ดังกล่าวเก็บไว้ เพราะการใช้เครื่องมือค้นหาเพื่อค้นหาร้านค้าในคราวหลังอาจไม่สามารถวางใจได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากอาชญากรไซเบอร์อาจอาศัยลิงก์ที่สะกดตัวอักษรผิดและนำเหยื่อไปยังเว็บไซต์หลอกลวงได้

นอกจากนี้ อาชญากรไซเบอร์ยังอาจใช้เทคนิค SEO (search engine optimization) ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์การค้นหาที่ไม่ถูกต้องและเป็นอันตรายแสดงเป็นผลลัพธ์อันดับต้นๆ ของเครื่องมือการค้นหาได้ และเมื่อคุณคลิกลิงก์ที่ปรากฏในหน้าผลลัพธ์ดังกล่าวก็อาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อการฟิชชิ่งและทำให้ระบบของคุณติดมัลแวร์ได้ด้วย

อย่าให้ทรัพย์สินตกอยู่ในมืออาชญากรไซเบอร์

เมื่อถึงเวลาเช็กเอาต์สินค้า คุณจะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเนื่องจากการเช็กเอาต์เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินที่คุณหามาได้ด้วยความยากลำบาก การที่เงินของคุณตกไปอยู่ในมือของคนโกงก็เท่ากับว่าคุณมีแต่เสียกับเสีย

อย่าเลือกวิธีการชำระเงินที่ไม่มีระบบการป้องกันผู้ซื้อ โดยเฉพาะเรื่องการโอนเงิน เพราะเมื่อโอนเงินไปแล้ว คุณจะไม่มีทางเรียกเงินกลับคืนมาได้ รวมทั้งไม่มีทางที่จะหยุดผู้ค้าที่ต้องสงสัยในการนำเงินของคุณออกไป และแน่นอนว่าคุณก็จะไม่มีทางได้รับสินค้าที่คุณได้ชำระเงินไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดวิธีการเหล่านี้จึงเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของบรรดาผู้ค้าจอมปลอม

การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตจะให้การคุ้มครองคุณได้ดีกว่าเนื่องจากอยู่ภายใต้กฎหมายสิทธิผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีบริการบางอย่างที่สามารถแปลงเงินสดเป็นเครดิตเพื่อใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ซึ่งนั่นจะทำให้แน่ใจได้ว่าเมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น ระบบเหล่านี้จะให้ความช่วยเหลือคุณได้

อย่าซื้อสินค้าผ่านทางฮอตสปอต

แน่นอนว่าคุณจะไม่เลือกซื้อสินค้าจากร้านของชำที่ตั้งอยู่ในย่านอันตราย ดังนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการชอปปิ้งออนไลน์ในสถานที่ที่มีเครือข่ายไม่ปลอดภัยหรือผ่านทางฮอตสปอตสาธารณะด้วย

ไม่เพียงแต่คุณจะถูกวายร้ายปล้นขณะซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้น แต่อาจมีการทิ้งไฟล์อันตรายไว้ในระบบของคุณด้วย นอกจากนี้ ระบบที่คุณใช้ภายในร้านให้บริการอินเทอร์เน็ตก็อาจมีมัลแวร์ติดอยู่ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน

ดังนั้น จึงควรซื้อสินค้าออนไลน์เฉพาะเมื่ออยู่ที่บ้านเท่านั้น เพราะนั่นจะแน่ใจได้ถึงความปลอดภัยในการจับจ่ายซื้อสินค้า และให้หมั่นอัปเดตโปรแกรมซ่อมแซม (แพตช์) ระบบของคุณให้ทันสมัยและดูแลให้เครือข่ายของคุณมีความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ

เลือกรับประสบการณ์ซื้อสินค้าออนไลน์ที่ปลอดภัย

แม้ว่าคุณอาจทราบทุกสิ่งที่กล่าวมาแล้ว แต่คุณอาจพลั้งเผลอในบางสิ่งได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วกับหลายๆ คน อาชญากรไซเบอร์หวังอยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือเงินของคุณ พวกเขาเพียงแค่รอจังหวะให้คุณเผลอ จากนั้นก็จะรุกคืบเข้าถึงเงินของคุณทันที

ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจถึงความปลอดภัยในทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดก็ตามในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ จงเลือกใช้โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยที่สามารถปกป้องคุณจากภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ

การยึดมั่นปฏิบัติตามคำแนะนำในการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างปลอดภัยนี้สามารถช่วยได้อย่างมาก แต่การใช้โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้อย่างสบายใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

สรุปข่าวไอทีประจำวัน (25 ธันวาคม 2554)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2554 ครับ (สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ)

 

Intel โชว์ต้นแบบ Smart Phone – Tablet ล่าสุด !!!

นานแล้วที่อินเทล (Intel) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ประกาศตัวว่าจะบุกหนักในตลาด Smart Phone แต่ขณะนี้ อินเทลยังทำได้เพียงปรากฏตัวในบางแบรนด์เท่านั้นเพราะส่วนใหญ่ยังติดกับชิปเออาร์เอ็ม (ARM) ซึ่งเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ล่าสุด Intel เปิดเกมรุกโชว์ต้นแบบ Smart Phone ที่ใช้ชิป Intel เพื่อการันตีว่าชิป Intel สามารถทำงานได้เหนือกว่า ARM

อุปกรณ์ของ Intel มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Gingerbread (Android 2.3) ซึ่งสามารถอัปเกรดเป็น Ice Cream Sandwich รวมถึงเปลี่ยนเป็นวินโดวส์ 8 ได้ในอนาคต พระเอกของงานคือ “Medfield” ชิปที่ Intel การันตีว่าเหมาะสมในการใช้งานกับอุปกรณ์พกพามากที่สุด

“Medfield” นั้นถือเป็นหน่วยประมวลผลตระกูลเดียวกับ Atom ชิปรุ่นเล็กราคาต่ำที่ Intel แจ้งเกิดในตลาดเน็ตบุ๊กได้อย่างสวยงาม โดย Intel พัฒนา “Medfield” ขึ้นโดยปรับแก้ปัญหาในเรื่องของการใช้พลังงานแบตเตอรี่ซึ่งถือเป็นปัญหาที่สำคัญของ Atom ซึ่งตามข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์ Technology Review ตัว Smart Phone ของ Intel นั้นมีขนาดใกล้เคียงกับ iPhone 4

สตีเฟน สมิตธ์ (Stephen Smith) รองประธาน Intel ให้ข้อมูลว่า Smart Phone และ Tablet Medfield นี้จะเริ่มวางจำหน่ายภายในครึ่งปีแรกของปีหน้า (2012) ซึ่งเวลาดังกล่าวแปลว่า Medfield จะพร้อมชนกับ ARM และ NVIDIA ซึ่งเป็นชิปประหยัดพลังงานสำหรับอุปกรณ์พกพาเช่นกัน

 

“Facebook” ขึ้นแท่นเว็บถูกเสิร์ชมากสุดปี 2011 !!!

เฟซบุ๊ก (Facebook) เครือข่ายสังคมรายใหญ่กลายเป็นเว็บไซต์ที่ถูกชาวอเมริกันค้นหาและเข้าชมมากที่สุดประจำปี 2011 ทุบสถิติเป็นแชมป์ต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านม

บริษัทวิจัย Experian Hitwise โชว์ผลสำรวจพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ของชาวอเมริกันประจำปี 2011 พบว่าลิงก์เว็บไซต์ของ Facebook นั้นสามารถครอง 4 อันดับจาก 10 อันดับเว็บไซต์ที่ถูกชาวอเมริกันค้นหาและเข้าชมมากที่สุด โดย ‘facebook’, ‘facebook login’, ‘facebook.com’ และ ‘www.facebook.com’ คือคำที่ถูกค้นหามากที่สุดเป็นอันดับ 1, 3, 5 และ 8 ตามลำดับ ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่า Facebook คิดเป็นสัดส่วนกว่า 3.1% ของการค้นหาข้อมูลออนไลน์รวมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ

สัดส่วนการค้นหาเว็บไซต์ Facebook 3.1% ของยอดการค้นหารวม คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับสถิติปี 2010 ที่ผ่านมา โดยตลอดช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายนปี 2011 Facebook ถือเป็นเว็บไซต์ที่ถูกเปิดใช้งานมากที่สุดในสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนการใช้งานถึง 10.29%

นอกจาก Facebook เว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ยอดฮิตอย่างยูทูบ (YouTube) คือเว็บไซต์ที่ถูกค้นหาอันดับ 2 ขณะที่เครกส์ลิสต์ (Craigslist) ครองอันดับ 4 และยาฮู (Yahoo) อันดับ 6 ซึ่งคำว่า Yahoo.com สามารถครองอันดับ 10 ด้วย

นอกนี้ยังมีเว็บไซต์อีเบย์ (eBay) ที่ครองอันดับ 7 และแม็ปเควส (Mapquest) ที่ครองอันดับ 9

ต่อไปนี้คือ 10 เว็บไซต์ที่ถูกค้นหามากที่สุดของ Experian Hitwise

1. Facebook

2. YouTube

3. Facebook Login

4. Craigslist

5. Facebook.com

6. Yahoo

7. eBay

8. www.facebook.com

9. Mapquest

10. Yahoo.com

สรุปข่าวไอทีประจำวัน (23 ธันวาคม 2554)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2554 ครับ

 

Lenovo ชี้ตลาดคอมพ์อาเซียนหด 12% น้ำท่วมลดกำลังซื้อ – Hard Disk ขาด

Lenovo เผยน้ำท่วมไทยกระทบทั้งอาเซียน ฉุดยอดขายไตรมาส 4 ลด 40 − 50% โดยเฉพาะในไทยที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 แต่เชื่อปีหน้าฟื้นตัวกลับมา หวังโต 20% ชิงสัดส่วนในตลาดเพิ่มเป็น 10% เน้นลุยตลาดการศึกษา และกลุ่มคนที่เป็นผู้นำความคิดทางเทคโนโลยี

โค กอง เม็ง ผู้จัดการทั่วไปประจำภาคพื้นอาเซียน บริษัท เลอโนโว กรุ๊ป ให้ข้อมูลถึงภาพรวมตลาดของ Lenovo ในกลุ่มประเทศอาเซียน และไทยว่า ปัจจุบันไทยถือเป็นตลาดอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากอินโดเนเชีย ซึ่งจากวิกฤตการณ์น้ำท่วม ที่ส่งผลกระทบจากทั้งโรงงานฮาร์ดดิสก์ และกำลังในการซื้อของผู้บริโภค ทำให้รายได้รวมของ Lenovo ในกลุ่มประเทศอาเซียนปีนี้อาจไม่เติบโตเท่าที่คิด

“ข้อมูลจาก IDC คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของคอมพ์ในอาเซียนช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมจะเติบโตที่ราว 17% แต่หลังเหตุการณ์ปรับลดลงมาเหลือ 5% ซึ่งถ้ามองเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ถือว่าตกลงจากเดิม 40 − 50% ดังนั้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงส่งผลกระทบแก่อาเซียนในวงกว้าง”

โดยตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดที่สำคัญแก่ Lenovo เนื่องจากยังมีการลงทุนของภาครัฐเกี่ยวกับการศึกษา ที่จะนำแท็บเล็ตเข้าไปใช้ เพื่อช่วยให้ประชาชน-นักเรียน เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อในส่วนของคอนซูเมอร์ก็ยังมีความต้องการอยู่

“ปีหน้าเชื่อว่า Lenovo จะสามารถโตได้ถึง 20% ในตลาดอาเซียน ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดจากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 8% ขยับขึ้นไปเป็น 10% และส่งผลให้ขึ้นเป็นอันดับที่ 3 จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 4 โดยเชื่อว่าประเทศไทยจะฟื้นตัวได้เร็วหลังเหตุการณ์ดังกล่าว และกลับมามีอัตราการเติบโตที่ดีเหมือนที่คาดหวังไว้”

นายโค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลาดรวมของคอมพิวเตอร์ทั่วโลกตอนนี้อยู่ที่ราว 400 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ส่วนในประเทศที่พัฒนาแล้ว อัตราการเติบโตกลับลดลง โดยข้อมูลจากไอดีซีระบุว่า อัตราการเติบโตของคอมพ์ทั่วโลกยังอยู่ที่ 10%

นอกจากตลาดการศึกษาที่ล่าสุด Lenovo ได้มอบ Tablet A1 ให้แก่ สพฐ. เพื่อเข้าไปในโครงการนำร่อง 5 โรงเรียน จำนวน 600 เครื่องที่กำลังทยอยส่งมอบ และการเข้าไปติดต่อโดยตรงกับสถานศึกษาแล้ว Lenovo ยังจะเน้นไปที่การขยายตลาดไปยังตลาดต่างจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนตลาดในต่างจังหวัดของ Lenovo ยังต่ำมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของตลาดรวม สุดท้ายคือตลาดของ SMB (องค์กรขนาดกลาง และขนาดย่อม) ที่ได้มีการตั้งทีมขึ้นมาดูแลในส่วนนี้ โดยเฉพาะ รวมกับมีผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มนี้

 

Sony ได้ฤกษ์เปิดตัว “Tablet S” เกาะตลาด Tablet Fever !!!

Sony เปิดเกมรุกบุกตลาด Tablet เปิดตัว Sony Tablet S หวังเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้งานด้านอินเทอร์เน็ต Social Network และเอนเตอร์เทนเมนต์ เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้น 14,900 บาท ตั้งเป้าปีหน้าขอส่วนแบ่งตลาด 10%

นายโทรุ ชิมิซึ กรรมการผู้จัดการบริษัท โซนี ไทย จำกัด กล่าวว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาความนิยมในการใช้งาน Tablet กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ Sony ก็เป็นผู้มาใหม่ในตลาด Tablet ซึ่งยอมรับว่าเรามาช้ากว่าคู่แข่งแบรนด์อื่นๆ แต่ยังไม่ถือว่าสายจนเกินไป สำหรับในต่างประเทศกระแสการตอบรับ Sony Tablet S ให้ผลตอบรับค่อนข้างดี และ Sony คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในประเทศไทยจะให้ผลตอบรับที่ดีเช่นกัน

“เป้าหมายของ Tablet S จะอยู่ที่กลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบการท่องโลก Internet กลุ่มผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งรวมไปถึงการใช้งานด้านการถ่ายรูปและอัปวิดีโอเพื่อแบ่งปันให้เพื่อนบนเครือข่ายได้รับชมพร้อมกัน และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ต้องการการใช้งานด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่ง Tablet S สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ได้”

ทั้งนี้ในส่วนแบ่งตลาด Tablet ในประเทศไทยตอนนี้จากการสำรวจมีอยู่ราว 26% วัดจากกลุ่มผู้ใช้งาน Internet ที่มีอายุเกิน 15 ปี ส่วนปีหน้า Sony ตั้งเป้าขอส่วนแบ่งตลาด Tablet 10%

ด้านนายธัญดล โกศิน รองผู้จัดการผลิตภัณฑ์ไอที กล่าวว่า Tablet S มีจุดเด่นที่การดีไซน์ โดยเฉพาะด้านหลังเครื่องที่จะมีลักษณะเป็นส่วนโค้งเพื่อช่วยลดปัญหาอาการเมื่อยล้าจากการใช้งาน Tablet และนอกจากจุดเด่นด้านการดีไซน์แล้ว Tablet S ได้ใช้เทคโนโลยี QuickView ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยให้ Tablet แสดงผลในส่วนที่เป็นคอนเทนต์ก่อน จากนั้นรูปภาพประกอบคอนเทนต์จะตามมา

นอกจากนี้นายโทรุยังได้พูดเสริมถึงผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นว่า Sony ได้รับผลกระทบในบางส่วน แต่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจะเป็นส่วนชิ้นส่วนการผลิตกล้องถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นกล้องไร้กระจกสะท้อนภาพ และกล้องตระกูลไซเบอร์ ช็อต แต่ถึงอย่างไรก็ดีเชื่อว่าในปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติ

ในส่วนความเป็นไปได้สำหรับการให้ความร่วมมือกับโครงการของรัฐบาล ‘One Tablet Per Child’ ทาง Sony มองว่าตัวแท็บเล็ตของ Sony มีราคาสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดราคาเอาไว้ ทำให้ความร่วมมือกับโครงการของรัฐบาลยังคงไม่เกิดขึ้นในตอนนี้

สำหรับ Sony Tablet S มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 3.2 หน้าจอขนาด 9.4 นิ้ว หน่วยประมวลผล NVIDIA Tegra 2 1GHz พร้อมเทคโนโลยี TruBlack ซึ่ช่วยในการลดแสงจ้า และแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์

ทั้งนี้ Tablet S จะมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นได้แก่รุ่น 16GB จำหน่ายในราคา 14,900 บาท และรุ่น 32GB เคาะราคาจำหน่าย 17,900 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มกราคม 2555 ที่ Sony Store ทุกสาขา และตามร้านค้า IT ชั้นนำ

“ปีหน้านอกจากตลาดคอมพ์แล้ว จะเน้นไปที่ Tablet เพราะ Tablet ขนาดหน้าจอเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้าได้ รวมถึงแอปพลิเคชันข้างใน ก็ต้องมีการแบ่งกันอย่างชัดเจน ระหว่าง คอนซูเมอร์ และ คอมเมอร์เชียล ซึ่งตอนนี้กำลังคุยกับโอเปอเรเตอร์อยู่เพื่อหาช่องทางจำหน่ายร่วมกัน”

โดยแคมเปญหลักของ Lenovo ในปีหน้า จะเน้นไปที่กลุ่มเจนวาย หรือ ประชากรที่อายุไม่เกิน 30 ปี เนื่องจากมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีการเข้าถึง Social Network และเทคโนโลยีค่อนข้างสูง ทำให้กลายเป็นผู้นำทางความคิดในเรื่องของเทคโนโลยี

 

True Move ฟัด AIS คู่ชิงเจ้าตลาด Smart Phone แห่งปี !!!

กลายเป็นมวยคู่เอกแห่งปี 2554 สำหรับวงการโทรคมนาคมเมืองไทย เมื่อมังกร “ทรูมูฟ” พยายามชิงพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสมาร์ตโฟนจากผู้นำตลาดอันดับหนึ่ง “เอไอเอส”

หากมองการขับเคลื่อนกลยุทธ์ระหว่างสองค่ายวันนี้ ต้องถือว่าอัดกันในทุกรูปแบบอย่างแท้จริง และมีการชิงความได้เปรียบในทุกโอกาสที่เกิดขึ้น อย่างการเปิดตัวไอโฟน 4เอส ทั้งสองค่ายต่างมีกลยุทธ์ที่จะดึงสาวกไอโฟนเข้ามาร่วมวงให้ได้มากที่สุด มีการจัดงานโดยทรูมูฟยึดพื้นที่ใจกลางเมือง รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ส่วนเอไอเอสยึดศูนย์สิริกิติ์เป็นป้อมปราการ

ทรูมูฟอัดงบถึง 20 ล้านบาท จัดกิจกรรมเปิดขายไอโฟน 4เอส โดยมีการปรับธีมการจัดงานใหม่ นอกจากเป็นกิจกรรมพิเศษส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ยังเพิ่มกิจกรรมพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบน้ำท่วมอิงกับกระแสที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการปรับกลยุทธ์การทำตลาดใหม่ โดยการปรับราคาแพกเกจเครือข่ายทรูมูฟ เอช ให้มีราคาหลากหลายมากขึ้น เริ่มต้นที่ 399 บาท จากเดิม 599 บาท และสูงสุด 999 บาท เสริมด้วยแคมเปญพิเศษให้ใช้ฟรี 6 รอบบิล เมื่อใช้บริการถึง 18 รอบบิล หรือให้ส่วนลดค่าบริการรายเดือนตามแต่โปรโมชั่น

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นการผลักดันให้การขายเครื่องที่บันเดิลแพกเกจ ราคาถูกกว่าเครื่องเปล่า ตอบโจทย์ลูกค้าได้กว้างมากขึ้น ครอบคลุมฐานลูกค้าที่ย้ายมาจากฮัทช์ และลูกค้าต่างจังหวัดที่ใช้งานเครือข่ายทรูมูฟ

“จากปี 2552 ที่เริ่มทำตลาดมีลูกค้าเพียง 20% ซื้อเครื่องพร้อมแพกเกจ ปัจจุบันสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 75%” ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวและว่า “ยอดจองไอโฟน 4เอส สูงกว่าครั้งที่แล้วที่เปิดขายไอโฟน 4 ถึง 3 เท่า”

ด้านเอไอเอสได้มีการปรับกลยุทธ์รับการเปิดตัวไอโฟน 4เอส เช่นกัน โดยนำประสบการณ์จากงานที่ผ่านๆ มา ไปสู่กลยุทธ์การทำให้ลูกค้าได้รับเครื่องให้เร็วที่สุด ไม่ต้องเข้าคิวรอกัน 3-4 ชั่วโมง

เอไอเอสจึงใช้เวลา 3 วันในการจัดงานที่ศูนย์สิริกิติ์ส่งมอบเครื่องให้ลูกค้ามากกว่า 5,000 ราย ซึ่งยังไม่นับรวมกับลูกค้าในอีก 5 จังหวัดที่ไม่สามารถเข้าไปรับเครื่องที่จองไว้ในแต่ละที่ได้

การเปิดตัวไอโฟน 4เอส จึงถือเป็นสมรภูมิใหญ่สุดท้ายที่ปิดเกมการแข่งขันระหว่างเอไอเอสและทรูมูฟในปีนี้

จากรูปแบบการจำหน่ายสมาร์ตโฟนที่ผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นจุดแข่งขันที่แต่ละค่ายจะต้องงัดกลยุทธ์มาแข่งขันกัน และมีการจับคู่กับพันธมิตรค่ายมือถือตลอดปี 2554

เอไอเอสยังถือได้ว่ามีภาษีดีกว่าทรูมูฟ เห็นได้จากไฮไลต์โปรดักส์ของแต่ละค่ายจะมาเปิดตัวกับเอไอเอสมากที่สุด อย่าง ซัมซุงเน็กซัสเอส ซัมซุงกาแล็กซี่โน้ต โนเกีย N9

ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเติบโตของตลาดสมาร์ตดีไวซ์จะแบ่งตลาดความต้องการของผู้บริโภค เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาตอบโจทย์ในกลุ่มต่างๆ เอไอเอสก็จะนำมาเสนอให้กับลูกค้า อย่างกาแล็กซี่โน้ตเป็นทั้งสมาร์ตโฟนและแท็บเลต ที่มาเจาะกลุ่มเฉพาะก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องขึ้นด้วย

ชิงเจ้าตลาด Smart Phone

ปพนธ์ กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจสมาร์ตโฟนปี 2554 ทรูฯ ครองตำแหน่งผู้นำมีส่วนแบ่งการตลาดในสมาร์ตโฟนรุ่นไฮเทียร์กว่า 60% รายได้ 8 พันล้านบาท ตามเป้าที่วางไว้

ทรูฯ มีความเชื่อว่าการตัดสินใจซื้อสมาร์ตโฟนมาจากแพกเกจค่าบริการดาต้าเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ส่งผลให้รูปแบบการทำตลาดสมาร์ตโฟนของผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 ราย จะหันมาให้ความสำคัญกับการขายเครื่องพร้อมแพกเกจ ที่มีราคาถูกกว่าเครื่องเปล่า และถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงลูกค้าจากคู่แข่งขันแต่ละราย

ส่วนแนวทางการทำตลาดปี 2555 วางแผนไว้ว่าต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้ตลาด โฟกัสสมาร์ตโฟนรุ่นไฮเอนด์กับไอโฟนมากกว่า 50% ที่เหลือ 40% เป็นแบล็กเบอร์รี่ ซัมซุง ทั้งเตรียมเพิ่มไลน์สินค้าโอเอสแอนดรอยด์ แบรนด์เอชทีซี ส่วนวินโดวส์โฟนคาดว่าต้องรอเวลาให้ผลิตภัณฑ์พร้อมอีกสักพักก่อน

ขณะเดียวกัน ได้เตรียมปูทางการทำตลาดไว้ตั้งแต่ไตรมาส 4 เริ่มปรับทิศทางการทำตลาดโดยการแบ่งทีมสมาร์ตโฟนออกเป็น 2 ส่วน คือ สินค้าแอปเปิลกับไม่ใช่แอปเปิล เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นพร้อมดึงมือดีมาคุมทีม จากปี 2554 ใช้การตลาดประมาณ 300 ล้านบาท ปีหน้าวางแผนไว้ว่าจะใช้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของยอดขาย

จากปัจจุบันที่ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ทรูชอปรวมกับทรู คอฟฟี่ 318 สาขา ไอสตูดิโอ 90 สาขา และแบรนดิ้งชอป 4 สาขา จากนี้ทั้งไอสตูดิโอและทรูมูฟมีแผนขยายเพิ่มมากขึ้น ภายในไตรมาสที่ 1 จะได้เห็นทรูชอปธีมไอซีที เดสทิเนชั่น เพิ่มอีก 2 แห่งใจกลางเมือง

“ตลาดสมาร์ตโฟนปีนี้เติบโต 40% ปีหน้าจะโตต่อเนื่องในระดับนี้ต่อไป คาดว่าการใช้บริการแบบโพสต์เพดมีโอกาสกลับมาโตเพิ่มขึ้น ด้านศักยภาพของเน็ตเวิร์กจะเติบโตเพิ่มขึ้น 100% ส่วนทรูมูฟตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 20%”

สำหรับสถานการณ์ของเอไอเอส ที่ผ่านมาเอไอเอสมีการระบุถึงตัวเลขลูกค้าที่ใช้ Mobile Internet ปัจจุบันมีมากกว่า 8 ล้านราย เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 43% โดยรูปแบบการใช้งานของลูกค้ากลุ่มนี้ ราว 45% มาจากสมาร์ตโฟน

กลยุทธ์ของเอไอเอสจึงมุ่งที่จะพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อผลักดันให้มีการเติบโตและเป็นเจ้าตลาดผู้ให้บริการของเมืองไทยต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการหาสมาร์ตดีไวซ์และสมาร์ทแท็บเลตมาทำตลาด การเพิ่มความหลากหลายของ Data SIM และ Data Package ที่สอดคล้องในทุกๆ เซกเมนต์ของสมาร์ตดีไวซ์

รวมทั้งการ Customize Application เช่น AIS Book Store และการพัฒนาเครือข่ายเอไอเอส โดยเฉพาะการติดตั้งเครือข่าย 3G รวมไปถึงความร่วมมือกับ 3BB อย่างต่อเนื่อง

เอไอเอสเชื่อมั่นว่าด้วยเครือข่าย Data ที่ใหญ่ที่สุด ตอบโจทย์ในทุกโซลูชั่น จะตรงใจกลุ่มลูกค้ามากที่สุด

ชิงการให้บริการ 3G

การให้บริการ 3G ถือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่สำคัญที่ทั้งเอไอเอสและทรูมูฟ พยายามช่วงชิงภาพความเป็นผู้นำการให้บริการ 3G

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา เอไอเอสผนึกพลังพาร์ตเนอร์ ผ่านแนวคิด Ecosystem เปิดเครือข่าย 3G ในกรุงเทพฯ และอีก 7 จังหวัด เสริมศักยภาพการบริการผ่าน 3 เครือข่าย (3G, Wifi, EDGE+) พร้อมให้บริการ 3 Applications ใหม่ล่าสุด (AIS Music Store, AIS Book Store, AIS App Store) และประกาศเปิดตัว 3 Device ใหม่ล่าสุด (Samsung Galaxy Tab 10.1, Nokia N9, HTC EVO 3D) ที่ exclusive เฉพาะกับเอไอเอส

ส่วนกลุ่มทรูฯ ก็กดปุ่มเปิดตัวบริการ 3G ภายใต้แบรนด์ “ทรูมูฟ เอช” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 หลังปฏิบัติการรุกคืบซื้อกิจการ “ฮัทช์” และทำสัญญาขายส่งขายต่อบริการ HSPA 3G คลื่น (เดิม) 850 MHz จาก กสท โทรคมนาคม

หลังจากที่ทั้งสองค่ายเปิดตัวก็ได้มีการเร่งขยายเครือข่ายการให้บริการ 3G มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการการใช้งานที่แพร่ขยายออกไป เอไอเอสก็จะมีการจับมือโรมมิ่งบริการ 3G กับทางทีโอที ซึ่งก็จะทำให้เอไอเอสมีความครอบคลุมการให้บริการ 3G ที่เพิ่มมากขึ้น

ด้านกลุ่มทรูฯ ได้วางการลงทุนปรับปรุงอัปเกรดโทรศัพท์ระบบ 3G ทรูมูฟ เอช ด้วยงบประมาณลงทุนโครงข่ายในปีนี้ไปแล้วกว่า 7-8 พันล้านบาท จากที่ได้ตั้งเป้าการลงทุนไว้ 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ปัจจุบันทรูฯ มีโครงข่าย 2G 8,000 กว่าสถานี และ 3G อีกประมาณ 3,500 สถานี ทั้งนี้ ทรูฯ มั่นใจว่าจะเป็นผู้นำที่มีสถานีฐานที่ครอบคลุมและรองรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

เปิดสงคราม “eBook”

ความแพร่หลายของไอแพด แท็บเลต และเครื่องรีดเดอร์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการประมาณการกันว่าในสิ้นปีหน้า จะมียอดขายไอแพดราว 56 ล้านเครื่อง ขณะที่เครื่องอ่านอีบุ๊ก จะมียอดขายทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 32 ล้านเครื่อง ในปี 2567 แม้แต่ร้านขายหนังสือชื่อดังอย่าง “อะเมซอน”ล่าสุดยอดขายหนังสือของอีบุ๊กบนเว็บยังแซงหน้าหนังสือปกแข็งและปกอ่อนไปแล้ว

เมื่อผนวกรวมกับเครือข่าย 3G ที่เหล่าโอเปอเรเตอร์กระหน่ำให้บริการกัน เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันให้ตลาดโตไวขึ้น เพราะทำให้การเข้าถึงคลังหนังสือดิจิตอลสะดวกและดาวน์โหลดเร็วขึ้น ขณะที่บรรดาสำนักพิมพ์ก็เริ่มปรับตัวสู่โลกหนังสือออนไลน์มากขึ้น ก็ยิ่งจุดกระแสให้การอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เติบโต และเป็นสมรภูมิร้อนขึ้นทันตา

เอไอเอส ถือเป็นค่ายแรกที่มองเห็นโอกาสอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดเกมรุกอย่างหนัก เพราะเชื่อว่าอีบุ๊กไม่ใช่กระแส และจะเริ่มเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น แถมมองว่าต่อไปผู้คนจะไม่ได้ซื้อแท็บเลต เพื่อเช็กอีเมลอย่างเดียว ทว่าการอ่านหนังสือจะเข้ามาตอบโจทย์ ทำให้ เอไอเอส เปิดตัว เอไอเอส บุ๊กสโตร์ ในรูปแบบของร้านหนังสือออนไลน์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริการเสริม เอไอเอส ย้ำว่า “อีบุ๊กไม่ใช่กระแส”

เช่นเดียวกับทาง พิชิต ธันโยดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสารสนเทศ คอนเวอร์เจนซ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เห็นแนวโน้มของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เติบโตขึ้นแน่ โดยจะเติบโตไปตามดีไวซ์

เกมกลยุทธ์ของ “ทรู” อาศัยกระแสแอปสโตร์ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมผนึก ทรูแอปเซ็นเตอร์ ในเครือทรู ซึ่งมีความชำนาญในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น รูปแบบ eBook และ Interactive Book มาเป็นเครื่องมือรุกตลาด

การบุกตลาดผ่านแอปสโตร์ แทนการพัฒนาคลังหนังสือดิจิตอล หรือ True Book Store เพราะแอปสโตร์เป็นตลาดใหญ่ โดยคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 7.5 แสนล้านบาท ในปี 2558 และฐานลูกค้าทรูที่ใช้ไอแพดมีจำนวนมาก ขณะที่ทรูแอปเซ็นเตอร์สามารถตอบโจทย์การพัฒนาแอปได้เป็นอย่างดี

นี่อาจเป็นเพียงแค่การขยับของทรูในตลาดอีบุ๊กเท่านั้น เพราะค่ายนี้มีแผนจะเข็นดิจิตอล แมกกาซีน และทรู บุ๊กสโตร์ ออกมาในปีหน้า ซึ่งน่าจะเป็นโมเดลที่มาท้าชิงเอไอเอสอย่างจัง จึงยังต้องติดตามกันต่อไป