iPhone,iPad เอาความจุ 16GB, 32GB หรือ 64GB ดีนะ?


หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone,iPad หรือ iPod Touch ก็ตาม มักจะมีความจุที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะมีความจุอยู่ 3 ขนาดคือ 16GB, 32GB และ 64GB ทำให้หลายคนมีความลังเลว่าจะเลือกซื้อความจุขนาดไหนดีที่เหมาะกับตน วันนี้มานาคอมพิวเตอร์จะมาช่วยคุณตัดสินใจครับ

แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกว่า ถ้าความจุเยอะ ยังไงก็ต้องดีกว่า (แต่ราคาก็แพงกว่า) แต่พอนำมาใช้งานจริง หลายคนอาจจะไม่ได้ใช้งานจนคุ้มกับความจุที่ซื้อมา เราลองมาดูแนวทางการตัดสินใจที่เราจะเลือกความจุกันดูนะครับ

ความแตกต่างของความจุ 16GB, 32GB หรือ 64GB คืออะไร?

ถ้าไม่นับถึงความแตกต่างในเรื่องของราคา ความต่างของความจุนั้นก็คือ สามารถเก็บข้อมูลหรือไฟล์ต่างๆ ได้มากขึ้นเท่านั้นครับ หากความจุยิ่งมาก คุณก็สามารถเก็บไฟล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หนัง ไฟล์เพลง เกมส์หรือแอพต่างๆ ได้มากกว่าความจุรุ่นล่างๆ ครับ

แล้วคุณเหมาะกับความจุขนาดไหนดี?

ขั้นแรก คุณต้องประเมินสไตล์การใช้งานของคุณก่อนนะครับ ว่าคุณมีการใช้งานกับอุปกรณ์เหล่านี้อย่างไรบ้าง

  • ถ้าคุณชอบที่จะเก็บไฟล์ต่างๆ ทั้งหมดไว้ในเครื่อง หรือคุณเป็นคนชอบโหลดภาพยนตร์ เพลง รูปภาพ เก็บไว้ในเครื่องแล้วพกพาไปไหนต่อไหน ความจุ 64GB น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ
  • แต่ถ้าคุณอาจจะชอบโหลดแอพหรือเกมส์เก็บไว้ในเครื่องเยอะๆ แต่ไม่ค่อยเก็บไฟล์หนังหรือไฟล์เพลงไว้ในเครื่อง ความจุแค่ 32 GB ก็พอครับ
  • หากคุณไม่ค่อยเน้นเก็บไฟล์ไว้ในเครื่องเท่าไหร่ หรือมีการบริหารจัดการพื้นที่ไฟล์ในเครื่องอยู่บ่อยๆ อาจจะมีแอพหรือเกมส์บ้าง ความจุแค่ 16GB ก็เพียงพอแล้วครับ

แล้วความจุ 16GB, 32GB หรือ 64GB นั้นความเร็ว,ความลื่นในการใช้งานต่างกันไหม?

หลายคนตัดสินใจซื้อ iPhone,iPad ความจุสูงๆ อย่าง 64GB เพราะเชื่อว่า ความจุมากกว่าจะทำให้ความเร็ว,ความลื่นในการใช้งานดีกว่าความจุแบบ 16GB และ 32GB ซึ่งความจริงเมื่อคุณได้ทดลองการใช้งานจริงแล้วจะพบว่า “ความเร็วในการใช้งานไม่แตกต่างกันเลยครับ” เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่เน้นการเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องเยอะๆ 16GB ก็เหลือแหล่สำหรับคุณแล้วครับ

จากข้อมูลที่นำเสนอ พอจะหา iPhone,iPad ที่มีความจุเหมาะสมกับคุณได้แล้วหรือยังครับ ถ้าเป็นผม ผมจะเลือกแบบ 16GB ครับ อ้อ ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ไม่ว่า iPhone หรือ iPad หากมีการจะยกเลิกการวางจำหน่ายรุ่นก่อนหน้า (เพื่อหลีกทางให้รุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดแทน) เช่น iPad2 จะเห็นได้ว่า รุ่นความจุ 32GB กับ 64GB มักจะถูกยกเลิกการจำหน่าย และจะเหลือไว้เพียงความจุ 16GB เท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ที่ซื้อแบบความจุ 16GB ไม่รู้สึกว่าของตนเองนั้นเป็นของที่ตกรุ่นเร็วครับ

ซื้อ iPhone 3GS ราคา 8,900 บาทหรือซื้อ iPhone 5 ดีนะ?


หลังจากที่กระแสของ iPhone 5 กำลังได้รับการกล่าวขวัญถึงกันเป็นอย่างมากในตอนนี้ ทำให้ตอนนี้เราเริ่มเห็นโปรโมชั่นลดราคา iPhone 4S กันบ้างแล้ว แต่หลายท่านอาจจะเห็นค่ายมือถือค่ายหนึ่งที่นำเอา iphone 3GS ซึ่งเป็นไอโฟนรุ่นก่อนหน้า iPhone 4 และ 4S มาจำหน่ายในราคาเพียง 8,900 บาท ในช่วงก่อนหน้านี้ (ซึ่งตอนนี้อาจจะหาซื้อได้ในบางสาขาหรืออาจจะซื้อแบบของมือสอง) ทำให้หลายคนที่อยากจะลองใช้ Smart Phone ค่าย Apple ในราคาที่ไม่สูงเกินไปเกิดลังเลใจว่า “iPhone 3GS ราคา 8,900 ตอนนี้ยังน่าซื้ออยู่ไหม?”

แม้ว่าจะมีข่าวลือล่าสุด (วันนี้ 7 กันยายน 2555) แล้วว่า เมื่อถึงวันที่ 12  กันยายน 2555 ทาง Apple จะยุติการวางจำหน่าย iPhone 3GS ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะใช้ iPhone 4 ความจุ 8 GB เป็นรุ่นเริ่มต้นแทน โดยจะเปลี่ยนให้ฟรีแต่มีสัญญาการใช้งานผูกมัดด้วย (ในสหรัฐอเมริกา) โดย iPhone รุ่นใหม่นั้นก็จะมาพร้อมความจุ 3 ขนาดเหมือนคราว iPhone 4S ครับ

แต่ในเมืองไทยนั้นก็ยังคงมีการวางจำหน่าย iPhone 3GS ในราคาพิเศษ 8,990 บาท (บางสาขา) หรือถ้าซื้อแบบของมือสองก็จะได้ราคาที่ถูกว่านี้ครับ

แม้ว่า iPhone 3GS จะวางจำหน่ายมาเกือบ 4 ปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นรุ่นหนึ่งที่ได้รับการรับรองว่า สามารถอัพเกรดระบบปฎิบัติการล่าสุดเป็นเวอร์ชั่น iOS6 ได้ ทำให้มันดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยทีเดียวครับ

สรุปแล้ว ผมมีทางเลือก 2 ทางที่มาแนะนำสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจว่า จะซื้อ iPhone 3GS หรือจะซื้อ iPhone รุ่นใหม่ไปเลยดีกว่าดังนี้ครับ

ทางเลือกที่ 1 ถ้าคุณอยากทดลองใช้ระบบปฎิบัติการ iOS ของ Apple ในราคาที่ประหยัด (เทียบกับรุ่นใหม่ที่ราคาสองหมื่นอัพ) และสามารถอัพเกรดไปได้ถึง iOS 6 ซึ่งเป็นระบบปฎิบัติการล่าสุดของ iOS โดยอาจจะแลกกับความอืดหรือช้าบ้าง (เนื่องจาก iOS 6 ถูกสร้างมาเพื่อรองรับสเปคเครื่องที่สูงในปัจจุบัน หากเครื่องรุ่นก่อนๆ ใช้อาจจะทำให้เครื่องมีอาการช้าในบางครั้งครับ) โดยส่วนต่างของราคาเป็นหมื่นสามารถเอาไปทำอะไรได้อีกไม่น้อย ผมแนะนำให้คุณเลือกซื้อ iPhone 3GS ครับ

ทางเลือกที่ 2 แต่ถ้าคุณอยากใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในราคาเกิน 20,000 บาท (โดยหลายคนเลือกที่จะใช้การผ่อนเป็นตัวช่วยให้ครอบครองเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น) โดยแลกกับสเปคที่ดีขึ้น และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกบรรจุเข้าไปในเครื่อง อีกทั้งการใช้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด หลายท่านก็มองว่า มันคือเครื่องประดับอย่างหนึ่ง ที่บอกถึงรสนิยมของเรา การเลือก iPhone 5 ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าพอใจสำหรับคุณครับ

ถ้าเป็นผม ผมคงเลือกทางเลือกที่หนึ่งครับ เพียงแต่มือถือผมมันยังไม่พัง ก็เลยไม่รู้ว่าจะหาเหตุอะไรไปซื้อเครื่องใหม่มาครับ 🙂

Samsung Galaxy Note กับ Samsung Galaxy S II ซื้ออะไรดี?


หลังจากที่ทางซัมซุงประเทศไทยได้มีการแจ้งราคาและกำหนดการวางจำหน่ายของเจ้า Samsung Galaxy Note ที่จะวางจำหน่ายในวันที่ 21 พย. นี้ และราคาอยู่ที่ 22,900  บาท ทำให้หลายคนที่สนใจอยากจะซื้อเจ้า Samsung Galaxy Note ก็เบรคไปพอสมควร ตอนนี้หลายคนอาจจะมีคำถามในใจว่า “เอ๊ะ ถ้าราคาออกมาสูงขนาดนี้ ระหว่าง Samsung Galaxy Note กับ Samsung Galaxy S II ซื้ออะไรดี?” วันนี้ผมมีข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจมาเพื่อให้คุณได้ลองเช็คดูกันนะครับ

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy Note กับ Samsung Galaxy S II

เปรียบเทียบด้านความเร็วซีพียู

Samsung Galaxy Note – ความเร็วซีพียู Dual Core 1.4 Ghz ARM Cortex A9 processor
Samsung Galaxy S II – ความเร็วซีพียู Dual core 1.2 Ghz ARM Cortex A9 processor

ความเห็นของผม : Samsung Galaxy Note แรงกว่า Samsung Galaxy S II อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

 

เปรียบเทียบด้านขนาดหน้าจอ

Samsung Galaxy Noteขนาดหน้าจอ 5.3 นิ้ว Super AMOLED Capacitive touchscreen display
Samsung Galaxy S IIขนาดหน้าจอ 4.3 นิ้ว Super AMOLED Capacitive touchscreen display

ความเห็นของผม : Samsung Galaxy Note ชนะขาดเรื่องหน้าจอที่ใหญ่สะใจครับ

เปรียบเทียบด้านกล้อง

Samsung Galaxy Note – กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, กล้องด้านหน้า ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
Samsung Galaxy S II – กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, กล้องด้านหน้า ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

ความเห็นของผม : อันนี้เสมอกันครับ

 

เปรียบเทียบด้านระบบปฎิบัติการที่ใช้งาน

Samsung Galaxy Note – ใช้ระบบปฎิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.3 (Gingerbread)
Samsung Galaxy S II – ใช้ระบบปฎิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.3 (Gingerbread)

ความเห็นของผม : เสมอกันอีกยกครับ

 

เปรียบเทียบด้านความจุของข้อมูล

Samsung Galaxy Note – มีหน่วยความจำภายใน 16 GB และหน่วยความจำภายนอก (MicroSD 32 GB)
Samsung Galaxy S II – มีสองแบบคือแบบ หน่วยความจำภายใน 16 GB และ 32 GB โดยทั้งสองแบบสามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอก (MicroSD 32 GB)

ความเห็นของผม : อันนี้ผมให้ Samsung Galaxy S II ชนะครับ เพราะมีให้เลือกทั้งแบบ 16 GB และ 32 GB ครับ

 

เปรียบเทียบด้านแบตเตอรี่

Samsung Galaxy Note – ใช้แบตเตอรี่แบบ Li-ion 2,500 mAh
Samsung Galaxy S II – ใช้แบตเตอรี่แบบ Li-ion 1,650 mAh

ความเห็นของผม : แม้ว่า Samsung Galaxy Note จะมีแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่า แต่ต้องอย่าลืมว่า ขนาดหน้าจอของ Samsung Galaxy Note มีความใหญ่กว่า Samsung Galaxy S II อย่างน้อย 1 นิ้วนะครับ การสิ้นเปลืองก็น่าจะสมเหตุสมผลครับ ผมให้ส่วนนี้เสมอกันครับ

 

สรุปจุดเด่นของ Samsung Galaxy Note ที่น่าซื้อ ผมมองว่าด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น (5.3 นิ้ว) ทำให้ประสบการณ์ใช้งานของโทรศัพท์มือถือ+Tablet ดูน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นครับ และขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไปเหมือน Samsung Galaxy Tab 7 นิ้ว ผมเชื่อว่า น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ส่วนเรื่องราคา ผมว่าเปิดตัวแรงไปนิดหนึ่ง ถ้าอยู่ในระดับไม่เกินสองหมื่นบาท ผมว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอันดับต้นๆ เลยครับ

 

การเลือกซื้อ USB Flash Drive ให้เหมาะกับการใช้งาน


บทความวันนี้เริ่มต้นมาจากการที่เห็น USB Flash Drive (หรือจะเรียกว่า Thumb Drive ก็ได้ตามใจคุณ) ของตัวเองที่ใช้งานมานานหลายปี ซึ่งปัจจุบันผมเชื่อว่า เกือบทุกคนจะต้องมีเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ติดตัวอยู่แน่นอน แล้วการเลือกซื้อ USB Flash Drive ล่ะ จะเลือกแบบไหนที่ดีและตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด วันนี้ผมมีคำแนะนำดีๆ ครับ

สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาก่อนการเลือกซื้อ USB Flash Drive

1. ลักษณะการใช้งานของคุณ เป็นสิ่งแรกที่คุณต้องคำนึงถึงก่อนเลยครับว่า คุณซื้อ USB Flash Drive มาเพื่อรองรับงานประเภทใด บางคนอาจจะนำมาเพื่อไว้เก็บข้อมูลเยอะๆ หรือบางคนต้องการแค่การถ่ายโอนข้อมูลไปมาระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่อง แค่นี้ก็มีผลในการเลือกซื้อแล้วครับ

2. ราคา เนื่องจากราคาของ USB Flash Drive มีแนวโน้มที่จะถูกลง หรือราคาเดิมแต่ได้ความจุเพิ่มขึ้น ถ้าผมแนะนำได้ก็หาตัวที่ราคาอยู่กลางๆ จะดีกว่าครับ

3. ความจุข้อมูล เดี๋ยวนี้ความจุของ USB Flash Drive เริ่มต้นที่ 1-2 GB แล้ว (จะหาแบบ 64,128,256 MB สงสัยต้องไปหาแถวตลาดขายของเก่าแล้ว) หากคุณต้องการจะซื้อ USB Flash Drive โดยคำนึงเรื่องของความจุของข้อมูลแล้ว ผมแนะนำให้ซื้อแบบ 8 GB ขึ้นไป เพราะเดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น เราจะมีโอกาสในการเก็บไฟล์ประเภทมีเดียมากขึ้น จึงน่าที่จะเผื่อความจุเอาไว้นะครับ

4. รูปร่าง อันนี้ดูเหมืือนไร้สาระ แต่ผมอยากให้พิจารณาด้วยครับ เพราะเดี๋ยวนี้มี USB Flash Drive รูปร่างหน้าแต่น่ารักหรือแปลกๆ มากขึ้น เช่นเป็นรูปตัวการ์ตูน แต่บางทีการใช้งานยาก (เสียบช่อง USB ยาก เพราะติดไอ้ตัวตุ๊กตานั่นแหละ ) แบบที่ผมแนะนำเอาเป็นแบบแท่งธรรมดานี่แหละครับ ดีที่สุด

5. ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล สำหรับคนที่ต้องการใช้ถ่ายโอนงานระหว่างคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ความเร็วในการอ่านข้อมูล (Read Speed) กับความเร็วในการเขียนข้้อมูล (Write Speed) ที่สูงจะช่วยให้การถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้นครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0