Copy บริการฝากไฟล์,ฝากรูปแบบออนไลน์ฟรีพื้นที่ 15 GB

copy แอพ
ในปัจจุบันนี้ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนมาก รวมทั้งผู้ใช้งานมือถือหรือแทบเล็ต อาจจะไม่นิยมพกพาแฟลชไดรว์กันแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีการฝากรูป,ฝากไฟล์แบบออนไลน์ในระบบกลุ่มเมฆ (Cloud Storage) ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีหลายเจ้าที่ให้บริการในรูปแบบนี้ เช่น Dropbox,Skydrive หรือ Google Drive วันนี้มานาคอมพิวเตอร์ขอแนะนำอีกเจ้าหนึ่งครับ ชื่อว่า “Copy” ครับ

Copy เป็นผู้ให้บริการอีกเจ้าหนึ่งที่เพิ่งเปิดตัวไม่นาน แต่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจาก ทาง Copy ให้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์เริ่มต้นมากถึง 15GB ครับ โดย Copy มีจุดเด่นดังนี้ครับ

  • สามารถแชร์รูปภาพ,ไฟล์ต่างๆ ได้ง่าย โดยสามารถซิ้งค์ข้อมูลได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และบนมือถือ (กรณีใช้ชื่อบัญชีเดียวกัน)
  • สามารถตั้งค่าความปลอดภัยได้ โดยคุณสามารถกำหนดความเป็นส่วนตัวของไฟล์แต่ละไฟล์ได้ และจำกัดการเข้าถึงไฟล์ได้หลายระดับ
  • มีระบบการฝากไฟล์แบบใช้งานในรูปแบบบริษัทที่ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน

ดาวน์โหลดโปรแกรม Copy

หากคุณสนใจและต้องการจะติดตั้งโปรแกรม Copy ไว้บนคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้คุณเข้าไปที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://www.copy.com/install/ แล้วจะพบหน้าตาตามรูปด้านล่างครับ

ถ้าต้องการลงโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ของคุณให้คลิ้กที่ “Install for Windows” ตรงกรอบลูกศรสีแดงครับ (ขนาดไฟล์ติดตั้งประมาณ 45.6 MB) เมื่อดาวน์โหลดแล้วทำการติดตั้งไปตามปกติเลยครับ (หากต้องการทราบวิธีการติดตั้งและการใช้งานเบื้องต้น คุณสามารถเลื่อนลงไปดูได้ที่หัวข้อ “วิธีการติดตั้งและใช้งาน Copy เบื้องต้น (บนคอมพิวเตอร์)” ครับ)

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการดาวน์โหลดแอพ Copy ลงบนมือถือหรือแทบเล็ตสามารถดาวน์โหลดได้จากลิ้งค์ด้านล่างนี้ครับ

  • สำหรับผู้ใช้งานมือถือหรือแทบเล็ต ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ (Android) (คลิ้กดาวน์โหลดที่หมายเลข 2 หรือ) >> ดาวน์โหลดที่นี่
  • สำหรับผู้ใช้งานไอโฟน ไอแพด หรือไอพอดทัศ (iOS)  (คลิ้กดาวน์โหลดที่หมายเลข 1 หรือ) >> ดาวน์โหลดที่นี่

วิธีการติดตั้งและใช้งาน Copy เบื้องต้น (บนคอมพิวเตอร์)

หลังจากที่คุณทำการติดตั้งแล้ว เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา จะพบกับหน้าตาตามรูปด้านล่างนะครับ

หากคุณมีบัญชีของ Copy แล้ว ให้ใส่ User Email กับ Password (หมายเลข 2 และ 3) ครับ แล้วทำการเข้าสู่ระบบโดยคลิ้กที่ Login หมายเลข 4 ครับ แต่คุณยังไม่มีบัญชี ให้คลิ้กที่ Create Account หมายเลข 1 ครับ

หน้าต่อมาจะเป็นการให้คุณกรอกรายละเอียดบัญชีนะครับ โดยมีข้อมูลดังนี้

  • หมายเลข 5 – กรอกชื่อของคุณ
  • หมายเลข 6 – กรอกนามสกุลของคุณ
  • หมายเลข 7 – กรอกอีเมลของคุณ
  • หมายเลข 8 – กรอกรหัสผ่านของคุณ
  • หมายเลข 9 – ติ้กเครื่องหมาย “ถูก” เพื่อยืนยันว่าคุณเข้าใจข้อตกลงและเงื่อนไขต่างของ Copy แล้ว
  • หมายเลข 10 – คลิ้กที่ Create Account เพื่อสร้างบัญชี Copy ของคุณครับ

เสร็จแล้วระบบจะทำการสร้างโฟลเดอร์ที่มีชื่อว่า Copy บนคอมพิวเตอร์ของคุณ

ให้คุณคลิ้กที่หมายเลข 11 “Continue” เพื่อดำเนินการต่อครับ (หากต้องการสร้างโฟลเดอร์ในชื่ออื่นหรือวางไว้ที่ตำแหน่งอื่นในคอมพิวเตอร์ให้คุณเลือกที่หมายเลข 12 “Select a Different Folder” ) เสร็จแล้วระบบจะแสดงโฟลเดอร์ Copy ขึ้นมาครับ

โดยหมายเลข 13 เป็นตำแหน่งของโฟลเดอร์ Copy ในคอมพิวเตอร์ของคุณครับ หากคุณต้องการจะฝากไฟล์หรือรูปใดๆ คุณก็สามารถโยนไฟล์เข้าไปที่บริเวณหมายเลข 14 ครับ แค่นี้เองครับ ไม่ยากเกินไปใช้ไหมครับ

ในส่วนของราคาสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้น หรือแพลนแบบธุรกิจ สามารถดูจากรูปด้านล่างนี้เลยครับ

สำหรับผม ผมว่าเป็นทางเลือกที่ดีและฟรีสำหรับคนชอบเก็บรูปหรือเก็บไฟล์แบบออนไลน์เลยนะครับ

ปล. ส่งท้าย หากใครต้องการได้โบนัสพื้นที่ฝากไฟล์เพิ่มขึ้นอีก 5 GB สมัครผ่านลิ้งค์นี้ได้เลยครับ https://copy.com?r=7tobRu
(ผมได้เพิ่ม 5 GB คุณก็ได้เพิ่ม 5GB ครับ แต่ถ้าสมัครแบบปกติ ก็แนะนำลิ้งค์ด้านบนเลยครับ)

 

Dropbox บริการฝากไฟล์,แชร์ไฟล์ พร้อมวิธีการติดตั้งและใช้งานบนคอมพิวเตอร์


สำหรับผู้ที่ต้องใช้งานอินเทอร์เน็ตนอกสถานที่บ่อยๆ หรือต้องใช้งานคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง บางครั้งอาจจะประสบปัญหาการลืมนำไฟล์จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมาใช้ หรือไม่ได้พบอุปกรณ์บันทึกข้อมูลติดตัวมา ทำให้ไม่สามารถใช้ไฟล์ที่ต้องการได้ วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์ขอแนะนำตัวช่วยในการแก้ไขปัญหานี้มาครับ กับโปรแกรมฝากไฟล์แชร์ไฟล์ที่มีนามว่า “Dropbox”

โปรแกรม “Dropbox” เป็นบริการที่ช่วยเหลือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในการฝากไฟล์หรือแชร์ไฟล์ โดยข้อมูลของผู้ใช้งานจะถูกเก็บไว้บนอินเทอร์เน็ต เวลาที่ต้องการจะใช้งาน หากคุณต้องการไฟล์ไหนก็ตามที่คุณได้ฝากไว้กับ Dropbox ขอแค่เพียงคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (หลังๆ ก็สามารถฝากไฟล์แชร์ไฟล์ผ่านทางมือถือ Android หรือ iPhone ก็ได้ครับ)

วิธีการติดตั้งและใช้งานโปรแกรม Dropbox

1. อันดับแรก ให้คุณเข้าไปยังเว็บไซต์ของ Dropbox ที่ลิ้งค์นี้ครับ http://www.dropbox.com ครับ จะเจอกับหน้าแรกตามรูปด้านล่างครับ ให้คุณคลิ้กที่ Download Dropbox เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งในคอมพิวเตอร์คัรบ

2. ระบบจะพามายังหน้าตามรูปด้านล่าง และให้ดาวน์โหลดไฟล์โดยอัตโนมัติครับ

3. เวอร์ชั่นไฟล์ติดตั้งล่าสุดตอนนี้เป็นเวอร์ชั่น 1.4.3 จะมีขนาดไฟล์ติดตั้งอยู่ที่ 17.7 MB

4. เมื่อทำการดับเบิ้ลคลิ้กที่ไฟล์ติดตั้งจะปรากฎหน้าตามรูปด้านล่างครับ หากไม่สงสัยอะไรอีก คลิ้กที่ Install เพื่อทำการติดตั้งครับ

5. เมื่อทำการติดตั้งแล้ว ระบบจะแสดงหน้าต่างให้คุณเลือกครับ

  • ในกรณีที่คุณยังไม่มีบัญชีของ Dropbox ให้คุณเลือกที่ I don’t have a Dropbox account (หมายเลข 1)
  • ถ้าคุณมีบัญชีของ Dropbox แล้ว ให้คุณเลือกที่ I already have a Dropbox account (หมายเลข 2)

เมื่อเลือกข้อใดแล้วให้คลิ้ก Next (หมายเลข 3) เพื่อดำเนินการต่อครับ

6. หากคุณยังไม่มีบัญชี Dropbox เมื่อเลือกหมายเลข 1 จะเจอหน้าตามรูปด้านล่าง ให้คุณกรอกรายละเอียดต่างๆ เพื่อทำการสมัคร Dropbox ครับ เสร็จแล้วให้เลือก Next ครับ

7. แต่ถ้าคุณมีบัญชีของ Dropbox แล้ว เมื่อเลือกหมายเลข 2 ให้คุณทำการเข้าระบบโดยกรอกอีเมลและรหัสผ่าน แล้วเลือก Next ครับ

8. ระบบจะแสดงขนาดของพื้นที่สำหรับฝากไฟล์ของคุณ โดยเริ่มต้น คุณจะได้พื้นที่ฟรีสำหรับฝากไฟล์หรือแชร์ไฟล์อยู่ที่ 2 GB แต่คุณต้องการพื้นที่มากขึ้น คุณสามารถจ่ายเพื่อได้รับพื้นที่ๆ มากขึ้น ( 50 GB ราคา 9.99 เหรียญต่อเดือนและ 100 GB ราคา 9.99 เหรียญต่อเดือน) เลือกแล้วให้คลิ้ก Next ครับ

9. หน้าต่อมาจะเป็นการเลือกการตั้งค่า โดยค่าปกติจะอยู่ที่ Typical แต่ถ้าคุณต้องการปรับแต่งการตั้งค่าให้ละเอียดขึ้น ให้เลือกที่ Advanced ครับ เลือก Install  ต่อเลยครับ

10. เมื่อทำการติดตั้งแล้ว ระบบจะแสดงหน้าแนะนำโปรแกรม หากคุณต้องการดูรายละเอียดการแนะนำโปรแกรม โดยจะมีอยู่ 4-5 หน้า (เลือกหมายเลข 2) แต่ถ้าต้องการข้ามหน้าเหล่านี้ให้เลือก Skip Tour (หมายเลข 1)

11. ไม่ว่าคุณจะเลือกข้อไหน ท้ายสุดจะมาจบที่หน้าตามรูปด้านล่างครับ ให้คุณคลิ้กที่ Finish เพื่อจบการติดตั้งครับ

12. โปรแกรม Dropbox จะทำการสร้าง Folder ใหม่ที่มีชื่อว่า Dropbox ในคอมพิวเตอร์ โดยตำแหน่งของ Folder จะอยู่ตามหมายเลข 1 หรือ 2 ส่วนหมายเลข 3 จะเป็น Folder ที่อยู่ใน Dropbox ครับ

13. หากคุณต้องการที่จะฝากไฟล์ขึ้น Dropbox ให้คุณทำการลากไฟล์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ไปวางไว้ที่ Folder ของ Dropbox ครับ ระบบจะทำการฝากไฟล์นั้นขึ้นอินเทอร์เน็ตอัตโนมัติครับ

14. แค่นี้ ไฟล์ที่คุณลากขึ้นไป ก็จะไปอยู่ใน Dropbox ครับ พอคุณไปใช้คอมพิวเตอร์ที่เครื่องไหนก็ตาม คุณก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์นั้นๆ ได้แบบง่ายๆ ครับ

ลองใช้ดูนะครับ ผมว่ามันใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากเลยครับ 🙂

การใช้งาน Thumbdrive เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล


วันนี้นั่งอ่านข้อมูลต่างๆ ไปเรื่อย ได้เจอกระทู้หนึ่งจากเว็บไซต์  pantip.com เป็นเรื่องของการเล่าถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานท่านหนึึ่งที่เป็นอาจารย์ได้ทำอุปกรณ์เก็บข้อมูล หรือที่เรียกว่า Flashdrive นั่นแหละครับ เกิดหล่นหายไประหว่างการเดินทาง ซึ่งมีข้อมูลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ในงานสอนทั้งหมด ผมเชื่อว่า ปัญหานี้หลายท่านอาจจะเคยเจออยู่เหมือนกัน ซึ่งผมอยากจะขอแนะนำวิธีการป้องกันข้อมูลที่ใช้ใน Flashdrive มาเล่าให้ฟังนะครับ

ก่อนอื่นผมต้องขอให้คุณเข้าใจก่อนว่า Flashdrive ควรเป็นเพียงอุปกรณ์ีที่ใช้สำหรับการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเ่่ท่านั้น มิควรเป็นที่เก็บข้อมูลสำคัญๆ ไว้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะเนื่องจากมันพกพาง่าย ฉะนั้นเมื่อมันหาย ก็มีโอกาสที่จะหายง่ายเช่นกันครับ

วิธีการใช้งาน Flashdrive เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

1. ควรทำการสำรองข้อมูลใน Flashdrive ทุกครั้งไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์หลัก โดยคุณอาจจะสร้าง Folder สำรองข้อมูลสักอันหนึ่ง แล้วคอยทำการสำรองข้อมูลอาจจะอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้งก็ได้ การสำรองข้อมูลก็ทำง่ายๆ โดยการ Copy ไฟล์ทั้งหมดใน Thumbdrive ไปไว้ในคอมพิวเตอร์หลักครับ

2. หากมีความจำเป็นต้องข้อมูลไปใช้ข้างนอก คุณอาจจะแนบไฟล์่สำคัญไว้กับอีเมล์ของคุณ

3. การสำรองข้อมูล คุณอาจจะทำการเก็บข้อมูลไว้ในแผ่นซีดี หรือแผ่นดีวีดีก็ได้ึครับ

4. กรณีที่คุณมีไฟล์ที่ต้องการสำรองจำนวนมากและต้องการนำไปใช้งานที่อื่นด้วย ผมขอแนะนำให้คุณใช้บริการฝากไฟล์ไว้กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ เช่น Skydrive หรือ Dropbox

5. ควรหลีกเลี่ยงการให้บุคคลอื่่นยืม Flashdrive ของคุณไปใช้งาน เพราะเขาอาจจะเผลอทำข้อมูลสำคัญของคุณหายก็ได้ึครับ

6. ในกรณีที่นำ Flashdriveไปใช้งานที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เมื่อนำมาใช้ที่เครื่องของคุณ อย่าลืมทำการสแกนไวรัสทุกครั้งนะครับ เพราะไวรัสบางตัวสามารถลบข้อมูลใน  Flashdrive ได้ครับ

แค่นี้ก็ช่วยป้องกันข้อมูลสำคัญของคุณได้ไม่น้อยแล้วครับ 🙂