Windows 8 Release Preview เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีแล้ว


หลังจากที่ทาง Microsoft ได้ทำการซุ่มพัฒนาระบบปฎิบัติการ Windows เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด นั่นก็คือ Windows 8 โดยก่อนหน้านี้ได้ทำการปล่อยเวอร์ชั่น Consumer Preview ให้ผู้ใช้งานได้ทดลองใช้งาน และได้เห็นหน้าตาของตัวโปรแกรมทั้งหมด วันนี้ทาง Microsoft ได้ปล่อยเวอร์ชั่นล่าสุดออกมาแล้วครับ โดยใช้ชื่อว่า Windows 8 Release Preview

โดยคุณสามารถดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview ได้ฟรี โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรงได้ที่

http://windows.microsoft.com/en-US/windows-8/download

โดยคุณจะเจอหน้าตาของเว็บไซต์ตามรูปด้านล่างนี้ครับ

หากคุณต้องการดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview ให้คุณใส่อีเมลที่คุณใช้งานอยู่ในช่องหมายเลข 1 และทำการเลือกประเทศ (ไทย) ตรงหมายเลข 2 และอย่าลืมทำเครื่องหมายถูกใต้ช่องกรอกอีเมลเพื่อยอมรับในเงื่อนไขและตกลงในการใช้งานก่อน แล้วจึงคลิ้กที่ที่หมายเลข 3 (ปุ่มสีฟ้า) เพื่อทำการดาวน์โหลดครับ

หรือถ้าคุณต้องการดาวน์โหลดไฟล์ ISO เพื่อสำหรับเขียนลงแผ่นดีวีดีโดยตรง คุณสามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ

ดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview แบบ 32 Bit (ขนาดไฟล์ 2.5 GB)

ดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview แบบ 64 Bit (ขนาดไฟล์ 3.3 GB)

ทดลองใช้งานกันดูนะครับว่า คุณชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็แนะนำกันมาได้นะครับ ส่วนผมก็กำลังสองจิตสองใจอยู่ครับ ถ้าใช้งานได้ดี ก็จะซื้อ Windows 8 มาใช้ครับ แต่ถ้าไม่ค่อยถูกใจ ก็คงจะซื้อ Windows 7 มาใช้ต่อไปดีกว่า แล้วค่อยอัพเกรดไปเป็น Windows 8 ในภายหลังครับ

ท้ายนี้ลองดูวีดีโอแนะนำ Windows 8 Release Preview ดูแล้วน่าใช้ดีครับ

Microsoft ประกาศหยุดให้บริการ Marketplace สำหรับ Windows Mobile 6.X


วันนี้ (9 มีนาคม 2555) ตื่นเช้ามาได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่งจากทาง Microsoft ครับ เรื่องของการแจ้งว่า “Microsoft ประกาศหยุดการให้บริการ Marketplace สำหรับ Windows Mobile 6.X” ซึ่งผมมีโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Windows Mobile เวอร์ชั่น 6.1 อยู่เครื่องหนึ่ง (ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เลยอยากจะขอนำรายละเอียดมาแจ้งให้ทราบครับ

โดยเนื้อหาจะสรุปได้ดังนี้ครับ

ทาง Microsoft จะทำการหยุดการให้บริการ Windows Marketplace สำหรับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้  Windows Mobile 6.x. โดยตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 จะยกเลิกการให้บริการ Marketplace โดยคุณไม่สามารถที่จะค้นหา,ซื้อหรือดาวน์โหลดแอพต่างๆ ผ่านทางมือถือที่ใช้ Windows Mobile 6.X

แต่แอพและเกมส์ที่คุณดาวน์โหลดมาจาก Windows Marketplace ยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติหลังจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2555

ซึ่งผมมองว่า มันเป็นเรื่องปกติครับ เนื่องจากตอนนี้ทาง Micorsoft ได้หันไปพัฒนา Windows Phone ในเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่า และที่สำคัญ Windows Mobile 6.X นั่นมีอายุมากเป็นสิบปีแล้ว ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็เลิกใช้ไปนานแล้ว เพียงแต่การประกาศครั้งนี้เป็นทางการจากทาง Microsoft ครับ

 

ส่วนเนื้อหาข้างล่างนี้เป็นอีเมล์ที่ทาง Microsoft ส่งมาให้ครับ

Windows Marketplace for Mobile 6.x Discontinuation Notice

March 8, 2012

Dear Windows Mobile 6.x customer:

Microsoft is discontinuing the Windows Marketplace for Mobile service for Windows Mobile 6.x. Please review the details below to familiarize yourself with the changes:

Windows Mobile 6.x Marketplace Service To Be Discontinued

Beginning May 9, 2012, the Windows Mobile 6.x Marketplace service will no longer be available. Starting on this date, you will no longer be able to browse, buy or download applications directly on your Windows Mobile 6.x phone using the Windows Mobile 6.x Marketplace application and service.

Applications and games acquired from the Windows Mobile 6.x Marketplace service installed on your Windows Mobile 6.x phone will continue to work after the service is discontinued on May 9, 2012. However, additional downloads of these applications and games from the Windows Mobile 6.x Marketplace service will no longer be available.

 

Take Action

Microsoft recommends you review the applications or games installed on your Windows Mobile 6.x phone and install any available updates in advance of the Windows Mobile 6.x Marketplace service shut-down on May 9, 2012.

Please note: All phone data, including applications acquired through the Windows Mobile 6.x Marketplace service, data and user-specific settings, will be deleted from your Windows Mobile 6.x phone in the event that your phone is wiped or “hard reset.” Any data on a removable storage card, if present, will also be deleted if your phone is wiped or “hard reset”.

Windows Mobile applications and games that are compatible with Windows Mobile 6.x may still be available directly from their developers or via third-party marketplaces.

Thank you for your continued support of Windows Phone.

-The Windows Phone Team

 

สรุปข่าวไอทีประจำวัน (29 มกราคม 2555)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2555 ครับ

 

MS ฟุ้ง”เซ็นเซอร์”บน Win 8 เจ๋งสุด

วิศวกรของไมโครซอฟท์ (microsoft) ได้ออกมาสาธิตการทำงานของระบบ “เซ็นเซอร์” (sensor) บนระบบปฏิบัติการ Windows 8 ซึ่งทำให้คุณสามารถควบคุมอุปกรณ์แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะการตอบสนองการใช้งานอุปกรณ์ในลักษณะต่างๆ ที่ลื่นไหลจนให้ความรู้สึกถึงการควบคุมการทำงานของซอฟต์แวร์ หรือเกมส์ที่เล่นอยู่ได้จริงๆ

ไมโครซอฟท์กำลังเดิมพันกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 ที่สามารถทำงานได้บน “แท็บเล็ต” ซึ่งแน่นอนว่า มันจะต้องสนับสนุนการควบคุมการใช้งานผ่าน”เซ็นเซอร์”ต่างๆ มากมาย โดยล่าสุด นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของทางบริษัทได้สาธิตการสนับสนุนการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ บน”แท็บเล็ต” ซึ่งไมโครซอฟท์เรียกเทคโนโลยีดังกล่าวว่า “เซ็นเซอร์ฟิวชั่น” (Sensor Fusion) พร้อมทั้งแจงถึงความเก่งของเทคโนโลยีนี้ว่า มันเป็นการผสมผสานการทำงานของเซ็นเซอร์ที่ควบคุมการอินพุทจาก”แท็บเล็ต”ได้ถึง 9 แกน

ในการนี้ Windows 8 ของไมโครซอฟท์จะสนับสนุนเซ็นเซอร์มากมายไม่ว่าจะเป็น accelerometer, gyrometers, magnetometers (วัดความเข้มสนามแม่เหล็ก), เข็มทิศ, inclinometer (เซ็นเซอร์วัดความลาดเอียง) และเซ็นเซอร์ตรวจจับทิศทางการวางตัวเครื่อง (orientation sensor) ซึ่งจะเห็นได้ว่า Windows 8 สนับสนุนการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ มากมายทีเดียว แต่ข้อเท็จจริงที่คุณผู้อ่านควรทราบก็คือ อุปกรณ์พกพาส่วนใหญ่จะมีเซ็นเซอร์เหล่านี้อยู่ภายในตัวแล้ว ซึ่งระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple และ Android ของ Google จะให้ API (Application Programming Interfaces) ที่สนับสนุนการเข้าถึงเซ็นเซอร์เหล่านี้แล้วด้วย

ในขณะที่การสนับสนุนเซ็นเซอร์ต่างๆ บน Windows 8 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทางบริษัทยังยืนยันว่า มันแตกต่างจากคู่แข่ง โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์เหล่านี้ เพื่อนำไปใช้ในการตอบสนองการทำงาน โดย Gavin Gear ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ทีมอุปกรณ์เชื่อมต่อของไมโครซอฟท์กล่าวว่า มันเป็นการเล่นกลของ sensor fusion ที่สามารถรวมเอาผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของข้อมูลจาก 3 เซ็นเซอร์ (Accelerometer, Gyrometer และ Magnetometer) เพื่อให้ผลลัพธ์การตอบสนองที่แม่นยำ และลึกซึ้งกว่า แอพพลิเคชันที่ใช้ sensor fusion จะสามารถให้ผลลัพธ์การตอบสนองที่รวดเร็ว ลื่นไหล และมีความเป็นธรรมชาติกว่า โดยในการนี้ Gear ได้แสดงตัวอย่างเล็กน้อยๆ ของ Sensor Fusion บน Windows 8 ด้วยเกมส์แข่งรถ ที่พวงมาลัยของรถยนต์ในเกมส์จะตอบสนองจากข้อมูลเซ็นเซอร์ทั้ง 3 ส่วน ในขณะที่นักพัฒนาสามารถใช้โค้ดจาวาสคริปท์แค่ 8 บรรทัดในการสร้างสรรค์แอพฯ ที่ตอบสนองด้วยเทคโนโลยีนี้ได้ (รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในลิงค์ข้างล่างนี้)

 

iPad ทำให้ผู้ใช้ “ปวดคอ” ได้จริงหรือ?

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของ “ไอแพด” (iPad) หรือ “แท็บเล็ต” (tablet) บางท่านที่ประสบปัญหาปวดต้นคอ อาจจะต้องสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง เนื่องจากผลการศึกษาล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาระบุว่า ผู้บริโภคควรนำ”แท็บเล็ต”ไว้บนโต๊ะขณะใช้งาน แทนที่จะไว้บนตัก เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ”ปวดคอ”นั่นเอง

คำเตือนที่ปรากฎในรายงระบุชัดเจนว่า “ผู้ใช้แท็บเล็ตอาจจะมีความเสี่ยงสูงต่อการอยู่ในท่าทางที่ทำให้ต้นคอของผู้ใช้ไม่อยู่ในท่าทางที่สะดวกสบาย ซึ่งความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรม และการออกแบบของแท็บเล็ตนั้นๆ” สำหรับทีมวิจัยหัวข้อดังกล่าวนำโดย Jack Dennerlein นักวิจัยผลกระทบของสุขภาพที่มาจากสิ่งแวดล้อมจาก Harvard School of Public Health กับกลุ่มอาสาสมัครชาย 7 หญิง 8 ซึ่งมีประสบการณ์ในการใช้”แท็บเล็ต” iPad 2 และ Motorola Xoom ผลจากการใช้ระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวกับคลิปวิดีโอที่บันทึกพฤติกรรมการใช้ของอาสาสมัคร 15 คนที่ใช้งาน”แท็บเล็ต”ใน 4 ลักษณะท่าทางการใช้

โดยในท่าทางแรกจะเป็นการใช้”แท็บเล็ต”ที่ไม่มีเคส และใช้มือข้างหนึ่งถือมันวางไว้บนตัก ในขณะที่อีกมือหนึ่งใช้สัมผัสหน้าจอ เพื่อใช้งาน ส่วนท่าทางที่สองจะเป็นการวาง”แท็บเล็ต”ที่มาพร้อมกับเคสของมัน แล้ววางไว้บนตัก โดยผู้ทดสอบจะใช้งานพร้อมกันสองมือในการสัมผัสหน้าจอ ท่าทางที่สาม แท็บเล็ตพร้อมเคสจะวางไว้บนโต๊ะ โดยหน้าจอจะถูกยกขึ้นด้วยมุมแคบๆ และอาสาสมัครใช้สองมือในการใช้งาน ส่วนท่าทางการใช้งานในแบบสุดท้ายเรียกว่า “table-movie” ซึ่งจะเป็นการวางแท็บเล็ตที่ใส่เคสเรียบร้อยวางไว้บนโต๊ะ โดยตัวเครื่องจะถูกยกให้มุมที่สูงขึ้นจนสามารถมองเห็นหน้าจอได้ชัด ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเลยกับหน้าจอ แค่นั่งดูหนัง หรือรายการต่างๆ เท่านั้น

ผลการทดลองนี้จะแสดงให้เห็นว่า มุมก้มของศรีษะที่ทำกับคอของอาสาสมัครในการใช้งาน”แท็บเล็ต”ทั้ง 4 ท่าทางนี้จะแตกต่างกัน รวมถึงชนิดของอุปกรณ์ทีใช้ระหว่าง iPad และ Xoom ผลปรากฎว่า จากการทดลองใช้งานร่วมกับเคสรูปแบบต่างๆ iPad จะทำให้ผู้ใช้ต้องก้มคอ (ด้วมุมที่แคบ) มากกว่า Xoom ซึ่งแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้ต้องก้มศริษะ ในการใช้งานด้วยมุมที่แคบกว่า (อยู่ในท่าที่ฝืนธรรมชาติ) การใช้เดสก์ทอป และโน้ตบุ๊ค จากใน 4 ท่าทางของการทดสอบ การใช้ iPad และ Xoom ในลักษณะที่เรียกว่า “table-movie” จะอยู่ในท่าทางที่เป็นธรรมชาติที่สุด (ไม่ต้องก้มคอมากเกินไป)

“ผลการศึกษาทำให้ได้คำแนะนำว่า ผู้ใช้ควรจะวางแท็บเล็ตบนโต๊ะมากกว่าตัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก้มคอที่ต่ำเกินไป และใช้เคสที่สามารถยกหน้าจอด้วยมุมได้ชันมาก” นักวิจัยกล่าว ซึ่งผลการศึกษาในปี 2009 มุมของระดับสายตาสำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ควรอยู่ที่ประมาณ 45 องศา หรือมากกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตึงของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า extensor muscles (กล้ามเนื้อที่เหยียดได้) ของคอ ทั้งนี้มุมมองระดับสายตาจะวัดจากเส้นปกติในแนวนอนเทียบกับระดับของหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต แม้ผลการศึกษานี้อาจจะยังไม่ได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้แท็บเล็ตต่างๆ ทั่วโลกหลายสิบล้านรายแล้ว ซึ่งเชื่อว่า ผลกระทบกับผู้ใช้จากการใช้งานลักษณะนี้ย่อมจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

 

Nokia ยิ้ม Lumia ทะลุ 1 ล้านเครื่องแล้ว

แม้ผลประกอบการของ Nokia จะติดลบไปถึง 1.25 พันล้านเหรียญฯ แต่ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีที่ดูเหมือนจะเป็นแสงเรืองรองแห่งความหวังให้กับ Nokia หลังจากที่มีรายงานข่าวว่า ยอดขายของ Lumia สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Nokia ที่ทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Windows Phone ของ Microsoft จะสามารถทำยอดทะลุ 1 ล้านเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว

ต้องถือว่า การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nokia กับวินโดวส์โฟน Lumia เริ่มฉายแววบางอย่างที่อาจจะทำให้ Nokia มีที่ยืนในตลาดที่ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เพราะมันหมายถึง ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจ ตลอดจนความพยายามช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาจาก iPhone ของ Apple และบรรดาสมาร์ทโฟนที่ทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Android ของ Google สำหรับคำวิจารณ์เกี่ยวกับ Lumia 800 วินโดวส์โฟนรุ่นแรกของ Nokia ส่วนใหญ่จะเป็นบวก โดยเฉพาะคุณภาพของฮาร์ดแวร์มือถือสำหรับ Windows Phone 7 ซึ่งในส่วนของ Windows Phone 7 ผู้ที่เป็นเจ้าของวินโดวส์โฟน (บนสมาร์ทโฟนของบริษัทต่างๆ) คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ล่าสุด Steve Elop ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek โดยเขาคิดว่า Nokia กำลังกลับเข้ามาอยู่ในเกมแล้ว “ในระบบนิเวศน์ของสงครามการแข่งขันทางธุรกิจ มันชัดเจนว่า ย่อมมีคู่ต่อสู้ที่แข็งแรงอยู่แล้วในสมรภูมิ (ของ smartphone) และด้วย Lumia เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Nokia อยู่ในสรภูมินี้ด้วยเหมือนกัน” นอกจากความสำเร็จในยอดขายแล้ว ข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดของ Elop อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ปัจจุบัน แอพฯ ของ Windows Phone ทะลุ 60,000 แอพฯ เข้าไปแล้ว (เพิ่มขึ้นใหม่อีก 10,000 แอพฯ ในช่วงหนึ่งเดือนทีผ่านมา) ซึ่งหากมองในแง่ดีแล้ว ดูเหมือน Nokia จะมีความหวังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขาย 1 ล้านเครื่องจะสร้างความรู้สึกว่า มันมากพอสมควร แต่หากเทียบกับอัตราเร็วในการขายของ iPhone 4S ที่ใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมงก็สามารถทำยอดขายได้เกือบ 400,000 เครื่่องแล้ว Nokia ยังคงต้องทำการบ้านอีกมากทีเดียวก่อนที่จะทำให้ Windows Phone กลายเป็นแพลตฟอร์มที่่สามารถต่อกรได้กับ Android และ iOS ซึ่งล่าสุด มีรายงานข่าวว่า Nokia กำลังผลักดัน Lumia 900 ให้จำหน่ายผ่านโอเปอเรเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง AT&T ในแพคเกจพ่วงสัญญาที่ 99 เหรียญฯ (ประมาณ 3,000 บาท) เท่านั้น โดย Lumia 900 สำหรับลูกค้า At&T จะมีคุณสมบัติเพิ่มเติมขึ้นมาด้วยอย่างเช่น กล้องหน้า และหน้าจอที่ใหญ่กว่าคือ 4.3″ และแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่า เพื่อรองรับการใช้ 4G LTE งานนี้่คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Windows Phone 7 จะสามารถนำพา Nokia ให้กลับมาเป็นที่หนึ่งในตลาดสมาร์ทโฟนได้อีกครั้ง หรือไม่? ซึ่งจากความสำเร็จข้างต้น Nokia สามารถอ้างได้ว่า เป็นสมาร์ทโฟนที่มียอดขายเป็นอันดับ 3 รองจาก Android และ iOS แต่ก็ทิ้งห่างกันหลายช่วงตัวทีเดียว

สรุปข่าวไอทีประจำวัน (20 มกราคม 2555)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2555 ครับ

 

Microsoft เผยสเป็กฮาร์ดแวร์ “Tablet” Windows 8 !!!

รายงานข่าวล่าสุด อ้างอิงจากเอกสารของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้มีการระบุถึงความต้องการฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำสำหรับ “Tablet” ที่ใช้รัน Windows 8 ว่า มันควรจะมีขีดความสามารถเป็นอย่างไร พร้อมทั้งช่วงราคาที่จะอยู่ระหว่าง 599 – 899 เหรียญฯ (ประมาณ 24,000 – 27,000 บาท) อุ๊ปส์!!!

ในขณะที่ผู้นำตลาด “Tablet” ปัจจุบันก็คือ iPad 2 ราคาจะอยู่ที่ 499 – 829 เหรียญฯ (ประมาณ 15,000 – 25,000 บาท) การที่ช่วงราคา Tablet Windows 8 ค่อนข้างสูงขนาดนี้ ทำให้ตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ของ Tablet Windows 8 ไม่ใช่แท็บเล็ตทางเลือกราคาถูกสำหรับผู้บริโภค ในส่วนของรายละเอียดเกียวกับคุณสมบัติขั้นต่ำฮาร์ดแวร์ Tablet Windows 8 ได้โพสต์ไว้บนเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ แบ่งเป็นความต้องการฮาร์ดแวร์ของไคลเอ็นต์ และเซิร์ฟเวอร์ Windows 8 จำนวน 293 หน้า และอุปกรณ์ 943 หน้า

ตัวอย่างบางส่วนของคุณสมบัติ “Tablet” Windows 8 ก็เช่น จะต้องมีปุ่มควบคุมการใช้งานอย่างน้อย 5 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่มเปิด/ปิด ปุ่มล็อคหน้าจอไม่ให้หมุน Windows Key และปุ่มปรับระดับเสียงขึ้น และลง นอกจากนี้ การกดปุ่ม Windows Key กับ Power จะหมายถึงคีย์ลัดในการรีบู๊ต “Tablet” Windows 8 แทนการใช้ Ctrl+Alt+Delete ที่คุ้นเคยบน Windows PC อีกด้วย

นอกจากนี้ Tablet Windows 8 จะต้องมาพร้อมกับกล้องหลังที่สามารถบันทึกวิดีโอที่ 720p เซ็นเซอร์ตรวจจับความเร่ง (accelerometer) เซ็นเซอร์ตรวจจับระดับความเข้มสนามแม่เหล็ก (magnetometer) ไจโรสโคป (Gyroscope) และลำโพง คุณผู้อ่านที่สนใจ Tablet Windows 8 จะมีโอกาสได้ใช้งานพอร์ต USB 2.0 อย่างน้อย 1 พอร์ต รวมถึงการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 4.0 และ WLAN

Tablet Windows 8 จะมาพร้อมกับจอสัมผัสที่มีความละเอียดอย่างน้อย 1366 x 768 พิกเซลที่จำนวนสีทีใช้ในการแสดงผล 32 บิต และจะต้องมีสตอเรจสำหรับเก็บข้อมูลอย่างน้อย 10GB ในส่วนของโพรเซสเซอร์ที่รองรับการทำงานร่วมกันได้ก็จะมี x86 ของ Intel  (Atom) และ ARM ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมาจากผู้ผลิตอย่าง Texas Instruments, Nvidia และQualcomm สำหรับช่วงราคาที่ค่อนข้างสูงนี้ แม้ Intel และ Microsoft อยากจะทำราคาของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ให้ถูกลง แต่ก็อาจส่งผลให้กำไรขั้นต้นของตลาดพีซีโดยรวมลดลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม จากสเป็กเบื้องต้นที่มีการประเมินราคาฮาร์ดแวร์ไว้ค่อนข้่างสูงขนาดนี้ เมื่อถึงเวลาผลิตจริง ต้นทุนอาจจะดีขึ้นก็ได้ เพราะด้วยราคาระดับนี้ คงยากที่จะต่อกรกับ iPad และ Tablet Android ได้ ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

 

“Dot Switch” Gadget ลึกลับจาก Sony !!!


โซนี่ (Sony) ปล่อยคลิปยูทูบ (YouTube) เผยผลิตภัณฑ์ลึกลับที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ โดยไม่ได้บอกกล่าวอะไรมากมายนอกจากเรียกมันว่า “Dot Switch” ในคลิปนักแสดง (ที่เห็นแค่มือ) กำลังใช้สมาร์ทโฟน Sony Xperia ที่มีภาพจุดสว่างขนาดใหญ่ตรงกลางหน้าจอสัมผัส ซึ่งจุดที่่ว่านี้จะให้ผู้ใช้ที่อยู่ในคลิปสามารถเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในห้องแทนรีโมทได้

คุณผู้อ่านคงคิดเหมือนผมนะครับว่า Dot Switch มันไม่น่าจะเป็นแค่ “รีโมท” ธรรมดาๆ ที่ทำงานบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่ได้มีอะไรที่ตื่นเต้นจนต้องปิดเป็นความลับ เพื่่อรอเปิดตัวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี สรุปสิ่งที่เห็นในคลิปเริ่มต้นด้วย เครื่องบันทึกจานเสียงรุ่นโบราณเริ่มทำงาน เมื่อจดสว่างบนหน้าจอ XPeria ถูกกด ตามด้วยทีวีของ Sony และเครื่องยิงกระดาษสี ก่อนที่จะปิดฉากสุดท้ายด้วยแขนกลที่เปิดฝาครอบโลหะ เพื่อให้เห็นสิ่งที่อยู่บนถาด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัสภายในมีจุดสีขาวอยู่จุดหนึ่ง…แล้วก็…จบซะงั้น

หากสังเกตให้ดี ในแต่ละอุปกรณ์ที่ถูกกดให้เปิดทำงานด้วย Smart Phone คุณผู้อ่านจะเห็นกล่องสีขาวที่อยู่ใกล้ๆ (ทำตัวเหมือนภาครับสัญญาณ) แสดงจุดสว่างสีเขียวขึ้นมา ซึ่งมันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดอุปกรณ์ควบคุม? แล้วกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัสสีดำที่อยู่บนจานโลหะที่ถูกปิดโดยฝาครอบนั้น มันคืออะไรกันแน่? ทั้งหมดนี้เป็นแค่การเปิดตัวเทคโนโลยีที่ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุม และอุปกรณ์เสริม (กล่องสีขาวที่มีจุดสว่างขึ้นมาตอนรับคำสั่งจาก Xperia) สำหรับการใช้งาน Xperia แทนรีโมทครอบจักวาล อย่างนั้นหรือ? หรือว่าทั้งหมดเป็นแค่ gimmick ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับ “กล่องจตุรัสสีดำ” ที่อยู่ใต้ฝาครอบนั้นเลย ทางเราจะนำมารายงานเพิ่มเติมให้ทราบทันที หลังจากการเปิดตัวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศกนี้

 

 

สายไฟอัจฉริยะสั่ง “เปิด-ปิด” ด้วย iPhone !!!

   

บางทีเรื่องง่ายๆ กลับกลายเป็นอะไรที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องของสวิทช์ไฟที่ทำหน้าที่ตัดต่อไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆ และเมื่อถึงยุค Smart Phone ครองเมือง คงจะดีไม่น้อยหากเราจะสามารถใช้ Smart Phone, Tablet หรือ PC สั่งเปิดปิดสวิทช์การทำงานแบบไร้สายได้ ซึ่งคำตอบที่ว่านี้โผล่ในงาน CES 2012 ด้วย นั่นก็คือ Smart Cord “ชุดสายไฟพร้อมสวิทช์ไร้สาย Bluetooth” ทำให้คุณสามารถสั่งเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อกับชุดสายไฟ Smart Cord ด้วยแอพบน iPhone ได้…ว้าว!!!

Smart Cord เป็นชุดปลั๊กสายไฟ “Bluetooth” สนับสนุนมาตรฐาน A2DP โดยชุดสายไฟอัจฉริยะนี้เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ZSmart ซึ่งดูภายนอกมันก็ไม่ต่างกับสายไฟ AC ทั่วไปที่ีมีความยาว 3 ฟุต (90 ซม.) แต่บนสายไฟจะมีสวิทช์ Bluetooth ที่นอกจากจะสามารถใช้มือเปิดปิดได้แล้ว มันยังสั่งผ่านแอพฯ บน Smart Phone หรือใช้ไฟล์เสียง (audio file) ได้อีกด้วย (ทั้งแอพฯ และไฟล์เสียงสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี) สำหรับการใช้งาน Smart Cord ก็ง่ายมาก เพียงแค่เปลี่ยนชุดสายไฟ AC ของอุปกรณ์ที่ใช้ด้วย Smart Cord คุณก็สมารถสั่งเปิดปิดการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้นผ่านแอพฯ บน Smart Phone ด้วยระยะห่างไม่เกิน 30 ฟุต (ประมาณ 9 เมตร) ได้แล้ว

Zsmart กำลังเตรียมออกผลิตภัณฑ์แนวๆ นี้เพิ่มเติมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสวิทช์ไร้สายบลูทูธแยกต่งหาก สวิทช์หรี่ไฟ ฯลฯ Zsmart ตั้งเป้าที่จะเป็นอุปกรณ์สำหรับการเซตอัพระบบบ้านอัตโนมัติ ด้วยแนวคิดที่ทำให้มันง่าย และถูกกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทางบริษัทเปิดเผยว่า จะสามารถวางตลาด Smart Cord ได้ในช่วงปลายเดือนมกราคม โดยสนนราคาต่อเส้นอยู่ที่ 40 เหรียญฯ (ประมาณ 1,200 บาท) อืม…คุณผู้อ่านคิดว่า กับความสามารถที่มันทำได้กับราคานี้… OK ไหมครับ?

 

Samsung ทุ่มทุน4หมื่นล.ดอลล์ ลุยตลาดชิป-หน้าจอปี 2012 !!!

กลุ่มซัมซุง (Samsung Group) ประกาศงบลงทุนประจำปี 2012 มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทุบสถิติที่ 4.14 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท เชื่อซัมซุงต้องการตอกย้ำภาพเบอร์ 1 ในตลาดชิปอุปกรณ์พกพาและสินค้ากลุ่มหน้าจอแบนหรือแฟลตสกรีนต่อไป

การลงทุนครั้งนี้ของซัมซุงถูกวิเคราะห์ว่าเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งซัมซุงมักจะเทเงินทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้นำหน้าคู่แข่ง โดยงบประมาณ 4.14 หมื่นล้านเหรียญนั้นคิดเป็นเงิน 47.8 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นจาก 42.8 ล้านล้านวอนเมื่อปี 2011 ราว 12% สวนทางกับคู่แข่งร่วมชาติอย่างแอลจี (LG Electronics Inc) ที่ปรับลดเม็ดเงินลงทุนลง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเพราะพิษเศรษฐกิจโลกตั้งเค้า

แม้ซัมซุงจะไม่เปิดเผยรายละเอียดการลงทุน แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าเงินทุนมหาศาลนี้จะถูกนำไปยกระดับธุรกิจชิปสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และหน้าจอ OLED หน้าจอพันธุ์ใหม่ถัดจาก LCD ที่ครองตลาดหลักในปัจจุบัน โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ในงบลงทุนทั้งหมดของซัมซุง เงินราว 31 ล้านล้านวอนจะเป็นการลงทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์มาใช้ในการดำเนินงานของบริษัท (capital spending) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 11% จากปีที่แล้ว โดย 25 ล้านล้านวอน หรือ 80% ของ capital spending ของซัมซุงจะทำในนามบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบริษัทไอทีที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกขณะนี้

นักวิเคราะห์ ลี ซุน-เท (Lee Sun-tae) จากบริษัทเงินทุน NH Investment & Securities ให้สัมภาษณ์ว่าเงินลงทุน 47.8 ล้านล้านวอนที่ซัมซุงประกาศนั้นเหนือกว่าบริษัทไอทีรายอื่น ผลคือซัมซุงจะมีโอกาสเติบโตและทิ้งห่างคู่แข่งมากกว่าเดิม โดยเฉพาะธุรกิจชิปซึ่งมีแนวโน้มว่าซัมซุงจะใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7.5 ล้านล้านวอนในการลงทุนพัฒนาชิปที่เป็นหน่วยประมวลผลและระบบเซ็นเซอร์สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และกล้องดิจิตอล

จุดนี้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตัวเลข 7.5 ล้านล้านวอนนั้นสูงกว่าการลงทุนในการพัฒนาชิปหน่วยความจำทั่วไปถึง 1 ล้านล้านวอน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การลงทุนของซัมซุงที่เม็ดเงินในการพัฒนาชิปประมวลผลนั้นสูงกว่าชิปหน่วยความจำ

นอกจากชิป นักวิเคราะห์เชื่อว่าซัมซุงจะลงทุนในการพัฒนา OLED ราว 7 ล้านล้านวอนในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ลงทุนไป 5 ล้านล้านวอน โดยทุนส่วนนี้เชื่อว่าจะถูกแบ่งให้การพัฒนาจอ LCD, แบตเตอรี่ชาร์จใหม่ได้ และหน้าจอ LED ไปพร้อมกัน

ทุนพัฒนาชิปและหน้าจอนี้คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนผลประกอบการบริษัท Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลให้ไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) ของแอปเปิล และผลิตภัณฑ์กลุ่มแกแล็กซี่ (Galaxy) ของซัมซุง รวมถึงบริษัท Samsung Mobile Display ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน้าจอ OLED แก่ผู้จำหน่ายอุปกรณ์พกพาหลายแบรนด์

จุดนี้คาดว่าซัมซุงจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของตลาด OLED อย่างเต็มที่ โดยบริษัทวิจัย DisplaySearch พบว่ารายรับในตลาดหน้าจอ OLED จะทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 คิดเป็น 16% ของรายรับในตลาดรวมหน้าจอทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 4% ในปีนี้

ซัมซุงนั้นเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีซึ่งมีบริษัทในเครือไม่ต่ำกว่า 80 บริษัท รายรับรวมของบริษัทนั้นคิดเป็น 20% ของจีดีพีประเทศ โดยหากรวมการลงทุนมากกว่า 47 ล้านล้านวอนในปีนี้ เท่ากับซัมซุงได้ลงทุนไปมากกว่า 148 ล้านล้านวอนแล้วนับตั้งแต่ปี 2009 (ราว 3.97 ล้านล้านบาท)

    *** รวม “บาดา” กับ “ทิเซน” ***

นอกจากการลงทุน ซัมซุงยังเปิดเผยว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่างอินเทล ในการรวมแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์พกพา ‘บาดา (bada)’ เข้ากับแพลตฟอร์ม “ทิเซน (Tizen)” ซึ่งอินเทลเป็นผู้สนับสนุนหลัก จุดประสงค์เพื่อจะไม่ต้องยึดติดกับแพลตฟอร์มของGoogleอย่าง “แอนดรอยด์ (Android)” แพลตฟอร์มเดียว

ทั้งหมดนี้ โฆษกซัมซุงให้ข้อมูลยืนยันการร่วมกันพัฒนาทิเซนระหว่างอินเทลและซัมซุงอย่างเป็นทางการตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าแพลตฟอร์มมาตรฐานเปิดอย่างทิเซนจะช่วยให้ซัมซุงสามารถพัฒนาสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ทีวีอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และระบบฝังตัวในรถยนต์ได้ดีกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการประกาศครั้งนี้จะมีผลต่ออุตสาหกรรมไอทีโดยรวมเมื่อใด เนื่องจากบาดานั้นเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกใช้งานเพียง 2.2% ของตลาดรวมสมาร์ทโฟนโลกเท่านั้น ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับแอนดรอยด์ที่มีสัดส่วนสูงถึง 53%

 

ราคาโปรแกรมลิขสิทธิ์ เดือนมกราคม 2555


ราคา โปรแกรมลิขสิทธิ์ ประจำเดือนมกราคม 2555
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Thesystem ครับ

 

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อคอมพิวเตอร์ประกอบใหม่หรือต้องการอัพเกรดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางชิ้น อาจจะต้องการทราบถึงราคาของสินค้าตัวนั้นๆ ก่อนที่จะทำการออกไปซื้อ ทางมานาคอมพิวเตอร์ได้ทำการนำข้อมูลของราคาสินค้าแต่ละประเภทมาแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อให้เข้าใจง่าย

คุณสามารถดาวน์โหลดราคา โปรแกรมลิขสิทธิ์ แบบเต็มขนาดได้ที่ http://upic.me/i/qs/software-price-january-2012.png

หมายเหตุ

  1. ราคา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่นำมาแสดงนี้ มีไว้เพื่อสำหรับตรวจสอบราคาสินค้า,อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีจำหน่ายอยู่ใน ช่วงเวลานั้นๆ โดยประมาณการ ซึ่งราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้นอกเหนือจากที่นำมาแสดง
  2. ราคา คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่แสดง มิใช่ราคาของผู้จำหน่ายทุกเจ้า คุณสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบราคา,ระยะประกัน ได้จากผู้จำหน่ายเจ้าอื่นเพื่อเปรียบเทียบด้วยนะครับ
  3. การนำเสนอราคา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์นี้ ทางผู้จัดทำได้จัดทำขึ้นโดยแบ่งตามประเภทอุปกรณ์สินค้าเพื่อให้เข้าใจง่าย โดยข้อมูลทั้งหมด อ้างอิงมาจาก TheSystem ครับ
  4. คุณสามารถตรวจสอบราคา ณ ปัจจุบัน ได้ที่ http://www.thesystem.co.th/thesystem/pricelist_new/ ครับ

 

ราคาโปรแกรมลิขสิทธิ์ อ้างอิง ณ วันที่ 3 มกราคม 2555

 

 

 

ขอขอบคุณทาง TheSystem สำหรับข้อมูลครับ