สรุปข่าวไอทีประจำวัน (26 มกราคม 2555)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันพฤหัสที่ 26 มกราคม 2555 ครับ

คาด iPhone4S ดัน Apple กำไรกระฉูดต่อเนื่อง

แม้ว่าในประเทศไทย กระแส iPhone รุ่นล่าสุดอย่าง iPhone 4S จาก Apple จะไม่ร้อนแรงเท่าที่ควร แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า iPhone 4S นี้เองที่จะเป็นแรงสำคัญในการดันผลประกอบการของ Apple ให้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำช่วงปลายปี 2011 เบื้องต้นคาดว่าสัดส่วนกำไรสุทธิของ Apple จะเพิ่มขึ้นถึง 58% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้านั้น

ไตรมาส 4 ปี 2011 นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญสำหรับ Apple มากเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไตรมาสแรกที่ซีอีโอทิม คุ้ก (Tim Cook) ซีอีโอคนใหม่ของ Apple ขึ้นกุมบังเหียนบริษัทเต็มตัวครบ 3 เดือน โดยคุ้กมีกำหนดการประกาศผลประกอบการไตรมาสดังกล่าวในบ่ายวันอังคารที่ 24 มกราคมตามเวลาในสหรัฐฯ

เบื้องต้น การสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ของทอมป์สัน ไฟแนนเชียล (Thomson Financial) พบว่าสัดส่วนกำไรสุทธิของ Apple มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 58% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2010 แน่นอนว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มาจาก iPhone 4S อย่างเดียว แต่ยังมีคอมพิวเตอร์แมคอินทอชพกพาอย่างแมคบุ๊กแอร์ (MacBook Air) และแท็บเล็ตยอดนิยมไอแพด2 (iPad 2) เป็นดาราเรียกคะแนนนิยมจากผู้บริโภคช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปีที่ผ่านมา

ผลิตภัณฑ์เด่นของ Apple สามารถสร้างยอดขายถล่มทลายในหลายประเทศทั่วมุมโลก ทั้งหมดนี้ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่า Apple จะสามารถจำหน่าย iPhone 33 ล้านเครื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ยอดจำหน่าย iPad จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 14 ล้านเครื่อง ส่งให้กำไรสุทธิของ Apple เพิ่มเป็น 9.6 พันล้านเหรียญ 2.97 แสนล้านบาทหรือ 10.08 เหรียญต่อหุ้น (ราว 312 บาท) บนยอดขายมากกว่า 3.89 หมื่นล้านเหรียญ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)

ทั้งหมดนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่ง Apple ประกาศกำไรสุทธิไว้ที่ 6 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท) หรือเฉลี่ย 6.43 เหรียญต่อหุ้น (ราว 199 บาท) บนยอดจำหน่าย 2.67 หมื่นล้านเหรียญ (ประมาณ 8.2 แสนล้านบาท)

ที่สำคัญ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ลดลง นักวิเคราะห์ได้ประเมินว่าสัดส่วนกำไรหรือ gross margin ของ Apple ในไตรมาสนี้จะอยู่ที่ 40.8% เพิ่มขึ้นจาก 38.5% ในปีที่แล้ว

สำหรับสินค้าอื่นๆ นักวิเคราะห์เชื่อว่าคอมพิวเตอร์แมคอินทอชมากกว่า 5.6 ล้านเครื่องนั้นถูกจำหน่ายไปในช่วง 3 เดือนปลายปี 2011 ขณะที่ไอพอด (iPod) เครื่องเล่นมัลติมีเดียพกพาของ Apple นั้นสามารถจำหน่ายได้ราว 12.9 ล้านเครื่อง หรือประมาณ 4.3 ล้านเครื่องต่อเดือน

สำหรับไตรมาสปัจจุบัน (มกราคม-มีนาคม 2555) นักวิเคราะห์เชื่อว่ากำไรสุทธิของ Apple จะลดลงเหลือ 7.5 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท) บนยอดจำหน่ายรวม 3.2 หมื่นล้านเหรียญ (ราว 9.9 แสนล้านบาท) เป็นไปตามปกติที่ไตรมาส 1 ของปีมักจะมียอดจำหน่ายที่น้อยกว่าไตรมาส 4 ซึ่งมีเทศกาลจับจ่ายปลายปีเป็นเทศกาลชูโรง       แน่นอนว่าแนวโน้มผลประกอบการงดงามนี้ทำให้มูลค่าหุ้น Apple เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2011 ที่ผ่านมา มูลค่าหุ้น Apple นั้นเพิ่มขึ้นถึง 30% เป็น 427.41 เหรียญจาก 337.45 เหรียญในปี 2010 ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มขึ้นหลังจากหุ้น Apple ตกลงเล็กน้อยเพราะยอดจำหน่าย iPhone 3GS ไม่เข้าเป้า

คาดว่ามูลค่าหุ้น Apple จะเติบโตต่อไป เนื่องจากการคำนวณในช่วง 20 วันแรกของเดือนมกราคมที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นของ Apple คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 5.53% แล้ว

 

3 เดือน Apple ขาย iPad มากกว่า HP ขาย PC

 

Apple รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของปี 2011 (คิดเป็นไตรมาสแรกปีการเงิน 2012 ของ Apple) ระบุมีรายได้รวม 4.633 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 73% เมื่อเทียบกับปลายปี 2010 เบ็ดเสร็จคิดเป็นกำไรสุทธิ 1.306 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 131% ผลจากยอดขายไอโฟน (iPhone) 37.04 ล้านเครื่องตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา

ทิม คุ้ก (Tim Cook) ซีอีโอ Apple ระบุว่ายอดจำหน่าย iPhone ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2011 ที่ผ่านมานั้นคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 128% โดยแท็บเล็ตยอดนิยมอย่างไอแพด (iPad) สามารถจำหน่ายได้ 15.43 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้น 111%) ขณะที่คอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Mac) จำหน่ายได้ 5.2 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้น 26%)

ผลิตภัณฑ์ที่ Apple สามารถจำหน่ายได้น้อยลงคือเครื่องเล่นมัลติมีเดียพกพาไอพ็อด (iPod) ยอดจำหน่ายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาคือ 15.4 ล้านเครื่อง ลดลง 21%

ทั้งหมดนี้คุ้กระบุว่า ยอดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาจากตลาดนอกสหรัฐฯ ซึ่ง Apple คิดเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ โดยสัดส่วนของรายได้กลุ่มนี้คิดเป็น 58% ของรายได้รวม Apple บนสัดส่วนกำไรขั้นต้นของ Apple 44.7% ในไตรมาสนี้

ปีเตอร์ โอเพนไฮเมอร์ (Peter Oppenheimer) ประธานฝ่ายการเงิน Apple ให้ความเห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสปลายปี 2011 ของแอปเปิลสูงกว่าปกติคือการกินช่วงเวลานานกว่า 14 สัปดาห์ โดยให้ข้อมูลว่าร้านดาวน์โหลดคอนเทนต์ออนไลน์ของแอปเปิล “iTunes Store” นั้นมีรายได้มากกว่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.2 หมื่นล้านบาท)

ในภาพรวม Apple ระบุว่ายอดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ iOS ในไตรมาสที่ผ่านมามีจำนวนทั้งสิ้น 62 ล้านเครื่อง ถือเป็นสถิติใหม่เนื่องจากการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าองค์กร ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการเอกชนและภาพการศึกษา เช่นไอแพดที่ Apple ระบุว่ามากกว่า 1.5 ล้านเครื่องถูกใช้งานในโรงเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนมีแนวโน้มว่าแท็บเล็ตอาจจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์พีซีในไม่ช้านี้

สำหรับกลยุทธ์โดยรวม Apple จะยังยืดมั่นพัฒนาบริการฝากไฟล์ออนไลน์อย่าง iCloud ต่อไปแม้จะไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินในขณะนี้ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำเงินอย่างแอปเปิลทีวี (Apple TV) อุปกรณ์เสริมที่ทำให้ทีวีธรรมดากลายเป็นทีวีออนไลน์ได้ จุดนี้แอปเปิลระบุว่า Apple TV สามารถจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 1.4 ล้านเครื่อง เชื่อว่าจะมีการต่อยอดอื่นๆอีกในอนาคต

 

Asus หวังรายได้ 8,700 ล.บาท เปิดตัว Tablet เร็ว-แรงที่สุดในโลก 

AsusTek ตั้งเป้ารายได้ ปี2012 ที่ 8,700 ล้านบาท เกาะติดกระแส Ultrabook มาแรงเปิดตัวโปรดักส์ใหม่ Asus Zenbook น้ำหนักเบาและ Eee- Pad Tablet ที่เร็วและแรงที่สุดในโลก

นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการบริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าในปีที่ผ่านมาอัสซุสเทคคอมพิวเตอร์มีรายได้ประมาณ 6,200 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2012 จะมีรายได้ประมาณ 8,700 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นรายได้จาก 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือ กลุ่มซิสเต็มส์ ทำตลาดโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก มีการเติบโตประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการทำตลาดโน้ตบุ๊กประมาณ 70% ในส่วนกลุ่มโอพี (โอเพ่น แพลทฟอร์ม) เป็นการทำตลาดสินค้าพวกคอมโพแนนซ์ (มาเธอร์บอร์ด เมนบอร์ด สินค้าด้านเครือข่ายอื่นๆ) ยอดขายเติบโตขึ้นประมาณ 10%

ล่าสุดแบรนด์ Asus เปิดตัวโปรดักส์ใหม่ 2 ซีรีส์ คือ Asus Zenbook เป็น Ultrabook นำหนักเบาเพียง 1.3 กก. หน้าจอ 13 นิ้ว เมื่ออยู่ในโหมดสแตนบาย เปิดเครื่องใช้เวลาเพียง 2 วินาที ราคา 37,900 บาท อีกตัวเป็น Eee- Pad Transformer Prime Tablet ที่เร็วและแรงที่สุดในโลกบางเพียง 83 มม. หนักเพียง 586 กรัมเป็นตัวแรกของโลกที่ใช้ CPU Tegra ราคา 20,900 บาท

Kinect สำหรับ Windows มาแล้ว วางจำหน่าย 1 กุมภาพันธ์นี้


สำหรับผู้ที่ชอบการเล่นเกมส์ Xbox360 โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะที่ชื่อว่า Kinect หลายคนอาจจะแอบหวังว่า เมื่อไหร่จะมี Kinect สำหรับเล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่าง Windows  วันนี้ทาง Microsoft ได้ประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วครับ

หลังจากที่ไมโครซอฟต์ขายของเวอร์ชั่น Xbox360 ในปี 2010 ก็ใช้เวลาถึงเกือบสองปีในการพัฒนาให้รองรับการใช้งานบนวินโดวส์ด้วยประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Kinect สำหรับใช้งานบนเครื่อง PC Windows แล้ว  ในที่สุดก็พร้อมวางขายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2012 นี้ (อ่านบทความ “Kinect คืออะไร?”)

โดยเกมส์แรกบน Windows รองรับ Kinect ก็คือ Microsoft Flight ซึ่งเป็นเกมส์จำลองการบินแบบเสมือนจริงชื่อดังครับ โดยเมื่อทำการติดตั้ง Kinect เข้าไปแล้ว คุณก็จะสามารถใช้การเคลื่อนไหวของมือ ในการบังคับหน้าจอเครื่องบินจริงๆแทนการเลือกคำสั่งด้วยเม้าส์และคีย์บอร์ดได้เลยครับ

โดยเกมส์ที่จะควบคุมด้วย Kinect บนวินโดวส์ได้นั้น จะต้องใช้โปรแกรมพัฒนาด้วย Software development kit สำหรับ Kinect PC โดยเฉพาะ จึงจะใช้ Kinect เล่นเกมของ PC ได้ ซึ่งหมายความว่า เกมส์ที่ได้รับความนิยม(ที่เล่นด้วย Kinect)บน Xbox360 ต้องรอให้ทาง Microsoft พัฒนาออกมาเป็นเวอร์ชั่นสำหรับ Windows ก่อนนะครับ

ในส่วนราคาของ Kinect สำหรับ PC Windows ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ $250 ซึ่งแพงกว่าของเวอร์ชั่น Xbox360 ถึง $100 (เวอร์ชั่น Xbox360 ราคาเพียง $150 เท่านั้นครับ) โดยเป็นราคาที่ทางเว็บ Amazon ตั้งขายไว้

เมื่อระบบปฏิบัติการ Android จากโทรศัพท์มือถือมาสู่คอมพิวเตอร์

android
เมื่อ 2- 3 วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้รับโบชัวร์เกี่ยวกับ Notebook ยี่ห้อหนึ่ง ด้วยความที่เป็นคนชอบดู (แต่ไม่ซื้อ) เกี่ยวกับพวกเทคโนโลยีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยนั่งดูไปสักพักหนึ่งก็เลยเห็นข้อมูลอะไรที่รู้สึกแปลกๆ อยู่มิใช่น้อย คือมี Notebook (หรือว่า Netbook หว่า?) รุ่นหนึ่งเป็นแบบ 2 ระบบปฏิบัติการ ซึ่งก็คือ Windows7  starter edition  กับ  Android !!

(ขอแอบอธิบายนิดหนึ่งนะครับว่า  Android เดิมนั้นได้รับการพัฒนามาจาก Google โดยเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ในโทรศัพท์ที่เป็น PDA Phone ซึ่งหลังๆ ผู้ผลิต PDA หลายๆ เจ้า เริ่มนำเอาระบบปฎิบัติการ Android นี้มาใช้กับ PDA ของตน ทำให้เจ้าตลาดอย่าง Windows Mobile (หรือจะเรียกว่า Windows Phone ก็ได้) เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ กับหอกข้างแคร่นามว่า “Android” อยู่เหมือนกัน เนื่องด้วยจากที่ว่า ระบบปฏิบัติการ Android  และโปรแกรมที่ใช้ร่วมนั้น เป็น Opensource ซึ่งฟรีครับ )

ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีการพยายามเอาเจ้า Android มาลงพวกคอมพิวเตอร์อย่าง Netbook บ้าง แต่ก็มักมีปัญหาเรื่อง Driver ที่มักจะไม่ครบบ้าง เลยทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในช่วงหนึ่งครับ

แต่ตอนนี้ ผมมองว่า ถ้าผู้ผลิต Notebook เริ่มให้ความสำคัญกับเจ้า Android ตัวนี้โดยการนำมาใส่ร่วมกับตัวระบบปฏิบัติการหลักอย่าง Windows7 แล้ว ผมถือว่า ไม่ธรรมดาแน่นอนครับ เอาล่ะ โม้มาก็พอสมควรแล้ว เราลองมาดูรายละเอียดและจุดเด่นของระบบปฏิบัติการ Android กันในเบื้องต้นก่อนนะครับ

จุดเด่น

1. เปิด-ปิดเครื่องเร็วทันใจ โดยใช้เวลาในการเปิดเครื่องเพียง 18 วินาที และปิดเครื่องเพียง 3 นาทีเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็นมาจากตัวระบบปฏิบัติการนี้ถูกสร้างมาให้ เบา และใช้งานง่ายครับ

2.  มีโปรแกรมพื้นฐาน (Utilities) ที่อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ (พื้นฐาน) ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น

Multimedia ไม่ว่าจะเป็น
– Camera
– Gallery
– Music

Organizer ไม่ว่าจะเป็น
Alarm clock
– Caculator
– Calendar
– Network Manager
– Power Management
– Setting

Communication ไม่ว่าจะเป็น
– Firefox
– Google Talk
– Webmail
– Browser
– Email
– Contacts
– Messaging

3. ฟรี !! (เพราะไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์)

4. มีจำนวนโปรแกรมที่รองรับมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถึงอย่างไร Android ก็ยังเป็นน้องใหม่ในวงการระบบปฏิบัติการ เราต้องคอยดูกันต่อไปแล้วครับว่า จะเป็นแค่ไม้ประดับหรือเป็นตัวแปรสำคัญของวงการนี้ครับ

ปล. แม้ไม่ได้ค่าโฆษณา ก็ขอบอกแล้วกันนะครับว่า Netbook รุ่นที่มี 2 ระบบปฏิบัติการนี้คือ Acer Aspire One D250-1DQ ครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดย Kittin จากเว็บไซต์ manacomputers.com ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาอนุญาต CC 3.0