4G ใช้กับมือถือ,แทบเล็ตรุ่นไหนได้บ้าง?

4G LTE truemove
วันนี้ (8 พฤษภาคม 2556) ทาง Truemove จะทำาการเปิดตัวการให้บริการ 4G LTE เป็นรายแรกของประเทศไทยในเย็นวันนี้ คำถามต่อมาก็คือ แล้ว 4G LTE นี้สามารถใช้กับมือถือหรือแทบเล็ตรุ่นไหนได้บ้างล่ะ? วันนี้มานาคอมพิวเตอร์จะนำคำตอบมาแจ้งให้ทราบครับ

มือถือ,แทบเล็ตรุ่นไหนบ้างที่รองรับ 4G LTE ?

ณ ตอนนี้มีมือถือและแทบเล็ตส่วนหนึ่งที่สามารถใช้งาน 4G LTE ได้เลยก็จะมีรุ่นต่างๆ ดังนี้ครับ

Apple iPhone 5

Nokia Lumia 820

Nokia Lumia 920

Sony Xperia V

LG Optimus G

ส่วนแทบเล็ตก็จะมีดังนี้ครับ

Apple iPad 4 (Ratina Display) และ Apple iPad mini

หากใครที่ใช้มือถือหรือแทบเล็ตในรุ่นที่กล่าวมา และเป็นลูกค้าของ Truemove ด้วย ขอแสดงความยินดีด้วยครับ เครื่องของคุณสามารถสัมผัสประสบการณ์ 4G LTE ได้ก่อนใครแล้วครับ

Windows Phone 7.8 อัพเดทสำหรับมือถือ Nokia Lumia รุ่นเก่า

windows phone 7.8
Windows Phone 7.8
– สำหรับระบบปฎิบัติการบนมือถือของ Windows ตัวล่าสุดจะเป็น Windows Phone 8 ทำให้ผู้ใช้งานมือถือ Nokia Lumia ในบางรุ่นก่อนหน้านี้ ไม่สามารถที่จะอัพเดตไปใช้เวอร์ชั่น 8 ได้ แต่ตอนนี้ทางโนเกียประกาศแล้วว่าจะอัพเดตมือถือรุ่นเหล่าให้ใช้ Windows Phone 7.8 แทนแล้วครับ

โดยรุ่นที่ไม่สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows Phone 8 จะมีรุ่นเหล่านี้ครับ

  •  Lumia 510
  •  Lumia 610
  •  Lumia 710
  •  Lumia 800
  •  Lumia 900

ซึ่งแม้จะใช้ Windows Phone 8 ไม่ได้ แต่มือถือรุ่นเหล่านี้จะได้ใช้ Windows Phone 7.8 แทนครับ

โดย Windows Phone 7.8 จะนำคุณสมบัติบางอย่างที่มีบน Windows Phone 8 มาให้ผู้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ใช้ เช่น

  • คุณสมบัติเปลี่ยนขนาดของ Live Tiles บนหน้าจอหลักได้
  • เลือกเปลี่ยนธีมต่าง ๆ ที่มีให้เลือกบน Windows Phone 8

วิธีการอัพเดตเป็น Windows Phone 7.8

ส่วนวิธีการอัพเดทนั้น ผู้ใช้งานมือถือรุ่นเหล่านี้ จะต้องรอการแจ้งเตือนผ่านทางหน้าจอก่อนว่า เครื่องนั้นสามารถอัพเดทได้แล้ว จากนั้นก็ให้นำมือถือต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วเปิดโปรแกรม Zune desktop software เพื่อทำการติดตั้งและอัพเดทเวอร์ชั่นครับ

สำหรับผู้ใช้งานมือถือรุ่นเหล่านี้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่ Windows Phone 8 แต่ก็ให้อารมณ์ที่คล้ายกันได้ครับ

 

Nokia Lumia 920 สเปคและราคา


หลังจากที่ทาง Microsoft ได้ทำการเปิดตัวระบบปฎิบัติการบนมือถือตัวใหม่อย่าง Windows Phone 8 ทาง Nokia ก็ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือตัวใหม่อย่าง Lumia 920 และ 820 ที่ใช้ระบบปฎิบัติการตัวนี้ด้วย เราลองมาดูรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมือถือรุ่นนี้กันนะครับ

จุดเด่นที่น่าสนใจของ Nokia Lumia 920

  1. หน่วยประมวลผล Snapdragon™ S4 ที่เป็น Dual Core ความเร็ว  1.5Ghz ที่ให้ความเร็วในการใช้งานพร้อมอัตราการบริโภคพลังงานที่ต่ำ
  2. ใช้ระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Windows Phone 8  พร้อม Internet Explorer 10 และมีจุดเด่นที่ระบบ Live Tiles ที่จะคอยอัพเดทการใช้งานที่แตกต่างของแต่ละคนเป็นภาพเคลื่อนไหว เพื่อบ่งบอกความเป็นตัวคุณผ่านมือถือครับ
  3. กล้องความละเอียด 8.7 ล้านพิกเซล โดยใช้เลนส์ Carl Zeiss Tessar และความละเอียดของกล้องสูงสุดที่ 3552 x 2448 พิกเซล ที่มาพร้อมกับ เทคโนโลยี Nokia PureView เพื่อให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพดั่งมืออาชีพที่ปกติจะต้องถ่ายด้วยกล้อง SLR เท่านั้น
  4. หน้าจอแบบ Pure Motion HD สัดส่วนหน้าจอ 15:9 ซึ่งแม้ว่าผู้ใช้งานจะใชัวัสดุอื่นๆ เช่นปลายเล็บ หรือถุงมือ ก็สามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาด้วยครับ
  5. ระบบการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย (Wireless Charging) ที่ไม่ต้องมีสายคอยสร้างความรำคาญ ไม่ต้องค่อยเสียบเข้าเสียบออก แค่วางบนแท่นชาร์จ ก็สามารถชาร์จไฟได้แล้วครับ (อุปกรณ์ซื้อเพิ่มเติม)
  6. ระบบการนำทางอย่าง Nokia Maps, Nokia Drive+ รวมทั้ง Nokia City Lens ที่จะสร้างประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นในการเดินทางไปไหนมาไหนของคุณได้ทุกครั้ง

สเปคที่น่าสนใจของ Nokia Lumia 920

ราคาเปิดตัว : 21,500 บาท

ชิปประมวลผล :  Snapdragon™ S4  Dual-core ความเร็ว 1.5Ghz

ระบบปฎิบัติการ : Windows Phone 8

หน่วยความจำภายใน : 1000  เมกะไบต์

หน่วยความจำภายนอก : 32GB และ 7GB ใน SkyDrive

กล้องหลัง : ความละเอียด 8.7 ล้านพิกเซล

กล้องหน้ : ความละเอียด 1280 x 960 พิกเซล

มิติและรูปร่าง : (กว้าง x ยาว x หนา) 70.8 x 130.3 x 10.7  มม.

น้ำหนัก : 185 กรัม

สี : เหลือง แดง ขาว เทา ดำ

ขนาดจอแสดงผล : 4.5 นิ้ว ระบบสัมผัสหน้าจอหลายจุดแบบ Capacitive  อัตราส่วนภาพ 15:9

ความละเอียดหน้าจอ : 1280 x 768 พิกเซล ความหนาแน่นของพิกเซล 332 ppi ประเภทจอ IPS

เทคโนโลยีการแสดงผล : Puremotion HD+

คุณสมบัติที่น่าสนใจของหน้าจอ : ตัวกรองโพลาไรเซชั่น, แสงสว่างบนหน้าจอดับได้เอง, เครื่องตรวจจับแสงโดยรอบ, การควบคุมความสว่าง, กระจกกันรอย Corning Gorilla, เซนเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ, เซนเซอร์ระยะห่าง, โหมดความสว่างสูง, RGB Stripe, การปรับปรุงความสามารถในการอ่านขณะมีแสงจ้า, ความสว่าง 600 nits, กระจกหน้าจอโค้ง 2.5D

ระบบคลื่นความถี่ที่รองรับ : GSM 850,900,1800,1900   WCDMA 850,1900,2100,2600   LTE 800,900,1800,2100,2600

เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูล :

  • HSPA+ (3G)
  • EDGE/EGPRS (2G)
  • FDD-LTE (4G)
  • HSUPA (3G)
  • GSM (2G)
  • HSDPA (3G)
  • WCDMA (3G)

ช่องการเชื่อมต่อ

  • ช่องต่อสำหรับชาร์จ Micro-USB
  • ช่องต่อสำหรับการถ่ายโอนข้อมูลแบบ Micro-USB
  • ช่องต่อเสียงอเนกประสงค์ขนาด 3.5 มม.
  • Micro-USB 2.0

การเชื่อมต่อแบบไร้สาย

  • การสื่อสารระยะใกล้ (NFC)
  • Bluetooth 3.1
  • WiFi Direct
  • การผนวกช่องสัญญาณ Wi-Fi
  • WLAN IEEE 802.11 a/b/g/n
  • การชาร์จแบบไร้สายมาตรฐาน Qi

คุณสมบัติและบริการระบบนำทาง

  • Nokia Maps
  • Nokia Drive
  • Nokia City Lens
  • Nokia Transport

คุณสมบัติการระบุตำแหน่ง

  • มาตรวัดความเข้มสนามแม่เหล็ก
  • A-GPS
  • การระบุตำแหน่งในเครือข่าย WLAN
  • Glonass
  • แผนที่ออฟไลน์
  • คำเตือนจำกัดความเร็ว
  • รายการโปรดในโหมดออนไลน์และออฟไลน์
  • ระบบนำทางพร้อมคำแนะนำด้วยเสียงแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว

 

ความจุแบตเตอรี่ : 2000  mAh

ระยะเวลาการใช้งานในด้านต่างๆ

  • ระยะเวลาสนทนา (สูงสุด) 3G > 10  ชั่วโมง
  • ระยะเวลาสนทนา (2G) > 18.6  ชั่วโมง
  • Standby time (3G) > 460.0  ชั่วโมง
  • ระยะเวลาสนทนา (3G) > 10.8  ชั่วโมง
  • ระยะเวลาเล่นเพลง (สูงสุด) > 74.0  ชั่วโมง

รูปแบบไฟล์เสียงและไฟล์วีดีโอที่รองรับ :ASF,WAV,MP4,AAC,AMR,MP3,M4A,WMA,3GP,3G2

ชุดจัดจำหน่ายมาตรฐาน

  • Nokia Lumia 920
  • อุปกรณ์ชาร์จ USB แบบเร็ว รุ่น AC-16
  • สายชาร์จและสาย data รุ่น CA-190CD
  • ชุดหูฟังโนเกีย WH-208
  • Quick guide
  • อุปกรณ์เปิดช่องสำหรับใส่ซิม

สำหรับใครที่กำลังมองหาโทรศัพท์มือถือที่สามารถตอบสนองความต้องการในด้านการใช้งานได้หลากหลาย Nokia Lumia 920 เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ ด้วยสเปคที่มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Windows Phone 8 ครับ

เปรียบเทียบสเปค Nokia Lumia 710 กับ Lumia 610


หลังจากที่ Nokia ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือตัวใหม่ที่ใส่ระบบปฎิบัติการ Windows Phone โดยตอนนี้ในประเทศไทยมีการเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่นครับ โดยโทรศัพท์โนเกีย Windows Phone จะใช้ชื่อรุ่นว่า “Lumia” โดยจะมีรุ่น 900, 800, 710 และ 610 วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์ขอนำเสนอ “ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างโทรศัพท์มือถือ Nokia Lumia 710 และ 610” ครับ

สำหรับ Nokia Lumia 710 และ 610 เป็น Smart Phone ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน Windows Phone ในเบื้องต้น โดยราคาที่ตั้งมาไม่สูงมากนัก เพื่อเปิดรับผู้ที่สนใจอยากจะลองใช้งาน Windows Phone ครับ  แม้ว่าราคาจะใกล้เคียงกัน ขนาดพอๆ กัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างๆ ดังนี้ครับ

ความแตกต่างระหว่าง Nokia Lumia 710 กับ Lumia 610

  1. เทคโนโลยีหน้าจอ : Lumia 710 ใช้กระจกหน้าจอแบบกอลิล่า ซึ่งมีความแข็งแรงคงทนกว่า
  2. ระบบหน้าจอสัมผัส : Lumia 710 ใช้ระบบหน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ที่จะช่วยให้เกิดความลื่นไหลกว่า
  3. นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของ คุณสมบัติการใช้งานพวก Software ต่างๆ ครับ
  4. ราคา : Nokia Lumia 710 เปิดตัวที่ราคา 9,000 บาท ส่วน Nokia Lumia 610 เปิดตัวที่ราคา 7,400  บาท 

สำหรับผม ผมมองว่า Lumia เป็นหมัดเด็ดอีกหมัดหนึ่งของโนเกีย ที่จะเข้ามาแชร์ตลาดในยุคที่มีแต่ iPhone และ Android ครองเมืองครับ

ส่วนรายละเอียดเปรียบเทียบอื่นๆ ลองดูจากตารางด้านล่างครับ

สนใจลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากศูนย์โนเกียทั่วประเทศได้เลยครับ 🙂

สรุปข่าวไอทีประจำวัน (29 มกราคม 2555)


สรุปข่าวไอทีที่น่าสนใจประจำวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2555 ครับ

 

MS ฟุ้ง”เซ็นเซอร์”บน Win 8 เจ๋งสุด

วิศวกรของไมโครซอฟท์ (microsoft) ได้ออกมาสาธิตการทำงานของระบบ “เซ็นเซอร์” (sensor) บนระบบปฏิบัติการ Windows 8 ซึ่งทำให้คุณสามารถควบคุมอุปกรณ์แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะการตอบสนองการใช้งานอุปกรณ์ในลักษณะต่างๆ ที่ลื่นไหลจนให้ความรู้สึกถึงการควบคุมการทำงานของซอฟต์แวร์ หรือเกมส์ที่เล่นอยู่ได้จริงๆ

ไมโครซอฟท์กำลังเดิมพันกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 ที่สามารถทำงานได้บน “แท็บเล็ต” ซึ่งแน่นอนว่า มันจะต้องสนับสนุนการควบคุมการใช้งานผ่าน”เซ็นเซอร์”ต่างๆ มากมาย โดยล่าสุด นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของทางบริษัทได้สาธิตการสนับสนุนการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ บน”แท็บเล็ต” ซึ่งไมโครซอฟท์เรียกเทคโนโลยีดังกล่าวว่า “เซ็นเซอร์ฟิวชั่น” (Sensor Fusion) พร้อมทั้งแจงถึงความเก่งของเทคโนโลยีนี้ว่า มันเป็นการผสมผสานการทำงานของเซ็นเซอร์ที่ควบคุมการอินพุทจาก”แท็บเล็ต”ได้ถึง 9 แกน

ในการนี้ Windows 8 ของไมโครซอฟท์จะสนับสนุนเซ็นเซอร์มากมายไม่ว่าจะเป็น accelerometer, gyrometers, magnetometers (วัดความเข้มสนามแม่เหล็ก), เข็มทิศ, inclinometer (เซ็นเซอร์วัดความลาดเอียง) และเซ็นเซอร์ตรวจจับทิศทางการวางตัวเครื่อง (orientation sensor) ซึ่งจะเห็นได้ว่า Windows 8 สนับสนุนการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ มากมายทีเดียว แต่ข้อเท็จจริงที่คุณผู้อ่านควรทราบก็คือ อุปกรณ์พกพาส่วนใหญ่จะมีเซ็นเซอร์เหล่านี้อยู่ภายในตัวแล้ว ซึ่งระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple และ Android ของ Google จะให้ API (Application Programming Interfaces) ที่สนับสนุนการเข้าถึงเซ็นเซอร์เหล่านี้แล้วด้วย

ในขณะที่การสนับสนุนเซ็นเซอร์ต่างๆ บน Windows 8 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทางบริษัทยังยืนยันว่า มันแตกต่างจากคู่แข่ง โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์เหล่านี้ เพื่อนำไปใช้ในการตอบสนองการทำงาน โดย Gavin Gear ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ทีมอุปกรณ์เชื่อมต่อของไมโครซอฟท์กล่าวว่า มันเป็นการเล่นกลของ sensor fusion ที่สามารถรวมเอาผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของข้อมูลจาก 3 เซ็นเซอร์ (Accelerometer, Gyrometer และ Magnetometer) เพื่อให้ผลลัพธ์การตอบสนองที่แม่นยำ และลึกซึ้งกว่า แอพพลิเคชันที่ใช้ sensor fusion จะสามารถให้ผลลัพธ์การตอบสนองที่รวดเร็ว ลื่นไหล และมีความเป็นธรรมชาติกว่า โดยในการนี้ Gear ได้แสดงตัวอย่างเล็กน้อยๆ ของ Sensor Fusion บน Windows 8 ด้วยเกมส์แข่งรถ ที่พวงมาลัยของรถยนต์ในเกมส์จะตอบสนองจากข้อมูลเซ็นเซอร์ทั้ง 3 ส่วน ในขณะที่นักพัฒนาสามารถใช้โค้ดจาวาสคริปท์แค่ 8 บรรทัดในการสร้างสรรค์แอพฯ ที่ตอบสนองด้วยเทคโนโลยีนี้ได้ (รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ในลิงค์ข้างล่างนี้)

 

iPad ทำให้ผู้ใช้ “ปวดคอ” ได้จริงหรือ?

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของ “ไอแพด” (iPad) หรือ “แท็บเล็ต” (tablet) บางท่านที่ประสบปัญหาปวดต้นคอ อาจจะต้องสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง เนื่องจากผลการศึกษาล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาระบุว่า ผู้บริโภคควรนำ”แท็บเล็ต”ไว้บนโต๊ะขณะใช้งาน แทนที่จะไว้บนตัก เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ”ปวดคอ”นั่นเอง

คำเตือนที่ปรากฎในรายงระบุชัดเจนว่า “ผู้ใช้แท็บเล็ตอาจจะมีความเสี่ยงสูงต่อการอยู่ในท่าทางที่ทำให้ต้นคอของผู้ใช้ไม่อยู่ในท่าทางที่สะดวกสบาย ซึ่งความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรม และการออกแบบของแท็บเล็ตนั้นๆ” สำหรับทีมวิจัยหัวข้อดังกล่าวนำโดย Jack Dennerlein นักวิจัยผลกระทบของสุขภาพที่มาจากสิ่งแวดล้อมจาก Harvard School of Public Health กับกลุ่มอาสาสมัครชาย 7 หญิง 8 ซึ่งมีประสบการณ์ในการใช้”แท็บเล็ต” iPad 2 และ Motorola Xoom ผลจากการใช้ระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวกับคลิปวิดีโอที่บันทึกพฤติกรรมการใช้ของอาสาสมัคร 15 คนที่ใช้งาน”แท็บเล็ต”ใน 4 ลักษณะท่าทางการใช้

โดยในท่าทางแรกจะเป็นการใช้”แท็บเล็ต”ที่ไม่มีเคส และใช้มือข้างหนึ่งถือมันวางไว้บนตัก ในขณะที่อีกมือหนึ่งใช้สัมผัสหน้าจอ เพื่อใช้งาน ส่วนท่าทางที่สองจะเป็นการวาง”แท็บเล็ต”ที่มาพร้อมกับเคสของมัน แล้ววางไว้บนตัก โดยผู้ทดสอบจะใช้งานพร้อมกันสองมือในการสัมผัสหน้าจอ ท่าทางที่สาม แท็บเล็ตพร้อมเคสจะวางไว้บนโต๊ะ โดยหน้าจอจะถูกยกขึ้นด้วยมุมแคบๆ และอาสาสมัครใช้สองมือในการใช้งาน ส่วนท่าทางการใช้งานในแบบสุดท้ายเรียกว่า “table-movie” ซึ่งจะเป็นการวางแท็บเล็ตที่ใส่เคสเรียบร้อยวางไว้บนโต๊ะ โดยตัวเครื่องจะถูกยกให้มุมที่สูงขึ้นจนสามารถมองเห็นหน้าจอได้ชัด ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเลยกับหน้าจอ แค่นั่งดูหนัง หรือรายการต่างๆ เท่านั้น

ผลการทดลองนี้จะแสดงให้เห็นว่า มุมก้มของศรีษะที่ทำกับคอของอาสาสมัครในการใช้งาน”แท็บเล็ต”ทั้ง 4 ท่าทางนี้จะแตกต่างกัน รวมถึงชนิดของอุปกรณ์ทีใช้ระหว่าง iPad และ Xoom ผลปรากฎว่า จากการทดลองใช้งานร่วมกับเคสรูปแบบต่างๆ iPad จะทำให้ผู้ใช้ต้องก้มคอ (ด้วมุมที่แคบ) มากกว่า Xoom ซึ่งแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้ต้องก้มศริษะ ในการใช้งานด้วยมุมที่แคบกว่า (อยู่ในท่าที่ฝืนธรรมชาติ) การใช้เดสก์ทอป และโน้ตบุ๊ค จากใน 4 ท่าทางของการทดสอบ การใช้ iPad และ Xoom ในลักษณะที่เรียกว่า “table-movie” จะอยู่ในท่าทางที่เป็นธรรมชาติที่สุด (ไม่ต้องก้มคอมากเกินไป)

“ผลการศึกษาทำให้ได้คำแนะนำว่า ผู้ใช้ควรจะวางแท็บเล็ตบนโต๊ะมากกว่าตัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก้มคอที่ต่ำเกินไป และใช้เคสที่สามารถยกหน้าจอด้วยมุมได้ชันมาก” นักวิจัยกล่าว ซึ่งผลการศึกษาในปี 2009 มุมของระดับสายตาสำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ควรอยู่ที่ประมาณ 45 องศา หรือมากกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตึงของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า extensor muscles (กล้ามเนื้อที่เหยียดได้) ของคอ ทั้งนี้มุมมองระดับสายตาจะวัดจากเส้นปกติในแนวนอนเทียบกับระดับของหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต แม้ผลการศึกษานี้อาจจะยังไม่ได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้แท็บเล็ตต่างๆ ทั่วโลกหลายสิบล้านรายแล้ว ซึ่งเชื่อว่า ผลกระทบกับผู้ใช้จากการใช้งานลักษณะนี้ย่อมจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

 

Nokia ยิ้ม Lumia ทะลุ 1 ล้านเครื่องแล้ว

แม้ผลประกอบการของ Nokia จะติดลบไปถึง 1.25 พันล้านเหรียญฯ แต่ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีที่ดูเหมือนจะเป็นแสงเรืองรองแห่งความหวังให้กับ Nokia หลังจากที่มีรายงานข่าวว่า ยอดขายของ Lumia สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Nokia ที่ทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Windows Phone ของ Microsoft จะสามารถทำยอดทะลุ 1 ล้านเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว

ต้องถือว่า การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nokia กับวินโดวส์โฟน Lumia เริ่มฉายแววบางอย่างที่อาจจะทำให้ Nokia มีที่ยืนในตลาดที่ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เพราะมันหมายถึง ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจ ตลอดจนความพยายามช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาจาก iPhone ของ Apple และบรรดาสมาร์ทโฟนที่ทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Android ของ Google สำหรับคำวิจารณ์เกี่ยวกับ Lumia 800 วินโดวส์โฟนรุ่นแรกของ Nokia ส่วนใหญ่จะเป็นบวก โดยเฉพาะคุณภาพของฮาร์ดแวร์มือถือสำหรับ Windows Phone 7 ซึ่งในส่วนของ Windows Phone 7 ผู้ที่เป็นเจ้าของวินโดวส์โฟน (บนสมาร์ทโฟนของบริษัทต่างๆ) คงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ล่าสุด Steve Elop ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek โดยเขาคิดว่า Nokia กำลังกลับเข้ามาอยู่ในเกมแล้ว “ในระบบนิเวศน์ของสงครามการแข่งขันทางธุรกิจ มันชัดเจนว่า ย่อมมีคู่ต่อสู้ที่แข็งแรงอยู่แล้วในสมรภูมิ (ของ smartphone) และด้วย Lumia เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Nokia อยู่ในสรภูมินี้ด้วยเหมือนกัน” นอกจากความสำเร็จในยอดขายแล้ว ข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดของ Elop อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ปัจจุบัน แอพฯ ของ Windows Phone ทะลุ 60,000 แอพฯ เข้าไปแล้ว (เพิ่มขึ้นใหม่อีก 10,000 แอพฯ ในช่วงหนึ่งเดือนทีผ่านมา) ซึ่งหากมองในแง่ดีแล้ว ดูเหมือน Nokia จะมีความหวังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขาย 1 ล้านเครื่องจะสร้างความรู้สึกว่า มันมากพอสมควร แต่หากเทียบกับอัตราเร็วในการขายของ iPhone 4S ที่ใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมงก็สามารถทำยอดขายได้เกือบ 400,000 เครื่่องแล้ว Nokia ยังคงต้องทำการบ้านอีกมากทีเดียวก่อนที่จะทำให้ Windows Phone กลายเป็นแพลตฟอร์มที่่สามารถต่อกรได้กับ Android และ iOS ซึ่งล่าสุด มีรายงานข่าวว่า Nokia กำลังผลักดัน Lumia 900 ให้จำหน่ายผ่านโอเปอเรเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง AT&T ในแพคเกจพ่วงสัญญาที่ 99 เหรียญฯ (ประมาณ 3,000 บาท) เท่านั้น โดย Lumia 900 สำหรับลูกค้า At&T จะมีคุณสมบัติเพิ่มเติมขึ้นมาด้วยอย่างเช่น กล้องหน้า และหน้าจอที่ใหญ่กว่าคือ 4.3″ และแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่า เพื่อรองรับการใช้ 4G LTE งานนี้่คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Windows Phone 7 จะสามารถนำพา Nokia ให้กลับมาเป็นที่หนึ่งในตลาดสมาร์ทโฟนได้อีกครั้ง หรือไม่? ซึ่งจากความสำเร็จข้างต้น Nokia สามารถอ้างได้ว่า เป็นสมาร์ทโฟนที่มียอดขายเป็นอันดับ 3 รองจาก Android และ iOS แต่ก็ทิ้งห่างกันหลายช่วงตัวทีเดียว