Maria Callas คือใคร? ประวัติและผลงานของมาเรีย คัลลัส

callas-maria 22
วันนี้ผมขอนำเอาประวัติและผลงานที่น่าสนใจของ Maria Callas (มาเรีย คัลลัส) ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าเธอคือใครกันนะครับ

Maria Callas (มาเรีย คัลลัส) เป็นสุดยอดนักร้องโอเปร่าแบบ Soprano ชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก ที่เรียกได้ว่า เธอเป็นดีว่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่20 หนึ่งใน ผู้ที่มีเสียงที่ดีที่สุดในโลก! ด้วยเสียงที่ทรงพลังและความสามารถในการแสดงของเธอที่ยากจะหาใครมาเทียบครับ

ประวัติ Maria Callas

มาเรียเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1923 ที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โดยพ่อแม่ของเธอเป็นชาวกรีกที่ได้ลี้ภัยมาตั้งรกรากในอเมริกา เมื่อเธออายุได้7ขวบ เธอได้เริ่มเรียนเปียโนซึ่งทำให้เธอได้พบว่า ตัวเองนั้นชอบการร้องเพลงและการแสดงมากกว่า

ในปี1937 เมื่อเธออายุได้ 14 ปี พ่อแม่เธอแยกทางกัน เธอพร้อมกับแม่และพี่สาวได้ย้ายกลับไปที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีก โดยแม่ของเธอเห็นว่า เธอเป็นนักร้องเสียงดี จึงได้พยายามส่งเธอเข้าเรียนโรงเรียนสอนร้องเพลง โดยเธอได้เรียนกับ Elvira Del Hidalgo ซึ่งเป็นนักร้อง Soprano ที่โด่งดังในยุคนั้น ซึ่งตอนแรกทางโรงเรียนจะไม่รับเธอเข้าเรียน เนื่องจากมีกฎที่ว่า จะไม่รับเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ครูของเธอก็ได้พบว่า มาเรียมีพรสวรรค์ทางด้านเสียงที่ไม่เคยพบในเด็กที่ไหนมาก่อน เธอจึงได้รับข้อยกเว้น

มาเรียเริ่มเข้าสู่วงการโอเปร่าเป็นครั้งแรกในปี1941 ได้รับบทบาทแรกคือSuppe’s BoccaccioและTosca ที่โรยัลโอเปร่าเฮ้าส์ในกรุงเอเธนส์ ความสามารถของเธอโดดเด่นในสายตาผู้ร่วมงานทุกคน แม้กระทั่งตอนซ้อม(โอเปร่าเป็นศิลปะชั้นสูงซึ่งต้องร้องเพลงและถ่ายถอดอารมณ์์ของตัวละครผ่านการแสดง) ซึ่งพรสวรรค์ของเธอเป็นที่ประทับใจของบรรดานักวิจารณ์และสังคมผู้ดีที่ชื่นชอบโอเปร่า

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที2 มาเรียได้ไปแสดงที่โอเปร่าเฮ้าส์ในหลายๆประเทศในยุโรป และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโอเปร่าในปี1949 เมื่อเธอได้ไปแสดงที่Metopolitan opera (The Met) ในมหานครนิวยอร์ค จนเธอได้เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ด้วยเสียงอันทรงพลัง rangeเสียงที่กว้าง เทคนิคการร้อง และความสามารถในการแสดง นักวิจารณ์ได้กล่าวกันว่า “คุณสามารถชมนักร้องโอเปร่าคนอื่นและหลับตาฟัง แต่สำหรับมาเรีย คุณจะไม่มีวันละสายตาไปจากเธอ”

นักวิจารณ์ชาวอิตาลีท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “แค่เพียงเธอโบกมีครั้งเดียวตอนแสดง อารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมานั้นมากกว่านักร้องโอเปร่าคนอื่นๆตลอดการแสดง”

มาเรียสามารถทำให้ทุกๆตัวละครที่เธอแสดงนั้นมีชีวิตขึ้นมาและทุกในทุกๆอารมณ์นั้นสามารถรู้สึกได้ผ่านทุกคำในน้ำเสียงของมาเรีย สะกดคนดูให้เชื่อว่าเธอคือตัวละครนั้นจริงๆ

มาเรียจึงได้ชื่อว่าเป็นนักร้องเทคนิค Bel Cantoได้อย่างแท้จริง(bel cantoเป็นเทคนิคการร้องโอเปร่าขั้นสูงที่สูญหายไปตั้งแต่ศตวรรษที่19เป็นการร้องโดยถ่ายทอดความรู้สึก โดยคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “Bel canto singing characteristically focuses on perfect evenness throughout the voice, skillful legato, a light upper register, tremendous agility and flexibility, and a certain lyric, sweet timbre.” )

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็น La Divina (The Divine One) โดยในช่วงยุค50มาเรียได้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากทั่วโลก โชว์ของเธอประสบความสำเร็จทุกเวที เป็นนักร้องโอเปร่าคนหนึ่งที่มีค่าตัวสูงที่สุด

ด้านชีวิตครอบครัว เธอได้พบรักกับAristotle Onasis มหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น จนกระทั่งในปี1968 ความรักของเธอจบลงเมื่อมาเรียได้รู้ความจริงว่าสามีเธอมีภรรยามาก่อนแล้ว และโอเนซิสก็ได้ทิ้งเธอไป เป็นเหตุให้มาเรียใจสลายและทำให้พฤติกรรมของเธอเปลี่ยนไปในด้านลบกับสื่อ

มาเรียสุขภาพแย่และผอมลงมาก เป็นเหตุที่ทำให้เสียงของเธอนั้นไม่เหมือนเมื่อก่อน มาเรียตัดสินใจขึ้นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่ ลอนดอน ในปี 1973 และได้แยกตัวออกมาอยู่อย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้างที่คอนโดในกรุงปารีส และเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในปี1977 ด้วยวัยเพียง55ปี

เราลองมาฟังเสียงของเธอกันดูนะครับ

ผลงานของ Maria Callas

  • Verdi, Nabucco, conducted by Vittorio Gui, live performance, Napoli, 20 December 1949
  • Verdi, Il trovatore, conducted by Guido Picco, live performance, Mexico City, June 20, 1950
  • Verdi, Aida, conducted by Oliviero De Fabritiis, live performance, Palacio de Bellas Artes, Mexico City, July 3, 1951
  • Ponchielli, La Gioconda, conducted by Antonino Votto, studio recording for Fonit Cetra, September 1952
  • Bellini, Norma, conducted by Vittorio Gui, live performance, Covent Garden, London, November 18, 1952
  • Verdi, Macbeth, conducted by Victor de Sabata, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1952
  • Bellini, I puritani, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, March–April 1953
  • Mascagni, Cavalleria rusticana, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, August 1953
  • Puccini, Tosca (Sabata recording), conducted by Victor de Sabata, studio recording for EMI, August 1953.[75]
  • Verdi, La traviata, conducted by Gabriele Santini, studio recording for Fonit Cetra, September 1953
  • Cherubini, Medea, conducted by Leonard Bernstein, live performance, La Scala, Milan, December 10, 1953
  • Leoncavallo, Pagliacci, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, June 1954
  • Spontini, La vestale, conducted by Antonino Votto, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1954
  • Verdi, La traviata, conducted by Carlo Maria Giulini, live performance, La Scala, Milan, May 28, 1955
  • Puccini, Madama Butterfly, conducted by Herbert von Karajan, studio recording for EMI, August 1955
  • Verdi, Aida, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, August 1955
  • Verdi, Rigoletto, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, September 1955
  • Donizetti, Lucia di Lammermoor, conducted by Herbert von Karajan, live performance, Berlin, September 29, 1955
  • Bellini, Norma, conducted by Antonino Votto, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1955.
  • Verdi, Il trovatore, conducted by Herbert von Karajan, studio recording for EMI, August 1956
  • Puccini, La bohème, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI, August–September 1956. Like her later recording of Carmen, this was her only performance of the complete opera, as she never appeared onstage in it.
  • Verdi, Un ballo in maschera, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI, September 1956
  • Rossini, The Barber of Seville, conducted by Alceo Galliera, studio recording for EMI in stereo, February 1957
  • Bellini, La sonnambula, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI, March 1957
  • Donizetti, Anna Bolena, conducted by Gianandrea Gavazzeni, live performance, La Scala, Milan, April 14, 1957
  • Bellini, La sonnambula, conducted by Antonino Votto, live performance, Cologne, July 4, 1957
  • Puccini, Turandot, conducted by Tullio Serafin, studio recording for EMI, July 1957
  • Cherubini, Medea, conducted by Tullio Serafin, studio recording for Ricordi in stereo, September 1957
  • Verdi, Un ballo in maschera, conducted by Gianandrea Gavazzeni, live performance, La Scala, Milan, December 7, 1957
  • Verdi, La traviata, conducted by Franco Ghione, live performance, Lisbon, March 27, 1958
  • Mad Scenes (excerpts from Anna Bolena, Bellini’s Il pirata and Ambroise Thomas’s Hamlet), conducted by Nicola Rescigno, studio recording for EMI in stereo, September 1958
  • Cherubini, Medea conducted by Nicola Rescigno, live performance at the Dallas Civic Opera in 1958; considered to be Callas’s most notable performance of Cherubini’s opera.
  • Ponchielli, La Gioconda, conducted by Antonino Votto, studio recording for EMI in stereo, September 1959
  • Puccini, Tosca, conducted by Carlo Felice Cillario, live performance, London, January 1964
  • Bizet, Carmen, conducted by Georges Prêtre, studio recording for EMI in stereo, 1964. It is her only performance of the role, and her only performance of the complete opera; she never appeared in it onstage. The recording used the recitatives added after Bizet’s death. Callas’s performance caused critic Harold C. Schonberg to speculate in his book The Glorious Ones that Callas perhaps should have sung mezzo roles instead of simply soprano ones.
  • Puccini, Tosca, conducted by Georges Prêtre, studio recording for EMI in stereo, December 1964.