3 วิธีอัพเดท เฟิร์มแวร์ Samsung GALAXY (ทั้งมือถือและแทบเล็ต)

samsung firmware
สำหรับบทความที่แล้ว ที่ผมได้เขียนถึงว่า เฟิร์มแวร์คืออะไร คราวนี้ผมมาขอแนะนำวิธีการอัพเดทเฟิร์มแวร์ของมือถือ Samsung GALAXY ที่มีหลากหลายรุ่นกันสัก 3 วิธีนะครับ

วิธีที่ 1 การอัพเดทที่ศูนย์บริการของซัมซุง

เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดหากคุณอาจจะไม่มีเวลาหรือกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงในการอัพเดทเฟิร์มแวร์ด้วยตัวเอง โดยผู้ใช้งานอุปกรณ์ Samsung GALAXY ไม่ว่า สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต มาทำการอัพเดทซอฟต์แวร์ได้ที่ศูนย์บริการของซัมซุง โดยคุณสามารถค้นรายละเอียดและที่ตั้งของศูนย์บริการได้จาก http://www.samsung.com/th/support/location/supportServiceLocation.do?page=SERVICE.LOCATION

วิธีที่ 2 อัพเดทผ่าน FOTA (Firmware-Over-The-Air)

ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายและสะดวกที่สุดครับ เพราะคุณสามารถเช็คจากตัวเครื่องของคุณได้เองเลยว่า เครื่องของคุณมีเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่ให้ติดตั้งหรือดาวน์โหลด โดยตรวจสอบและอัพเดทผ่านทาง Wi-Fi หรือ 3G ได้เลยครับ

ขัั้นตอนแรก ให้คุณเข้าไปที่ Settings หรือ การตั้งค่าในเมนูภาษาไทย จากนั้นให้เลื่อนลงไปที่ About หรือ เกี่ยวกับอุปกรณ์

ขั้นตอนต่อมา เลือก Update Software หรือ อัพเดทซอฟต์แวร์ เสร็จแล้วแตะที่ปุ่ม Update เพื่อเช็คการอัพเดทว่า เครื่องของเรามีเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่หรือไม่?

ในการอัพเฟิร์มแวร์ครั้งแรก คูณจะต้องเลือกประเทศ และยอมรับข้อตกลงการอัพเดทเฟิร์มแวร์ก่อน จากนั้นตัวเครื่องจะทำการเช็คเฟิร์มแวร์ล่าสุดจากเซิร์ฟเวอร์

เลือก Update Software หรือ หากตรวจพบเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่ ก็จะมาการดาว์นโหลด เพื่อทำการติดตั้งผ่าน WiFi หรือ 3G เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ตัวเครื่องจะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง แต่หากอุปกรณ์ของท่านใช้งานเฟิร์มแวร์ล่าสุดอยู่แล้ว ก็จะขึ้นข้อความว่า “ติดตั้งอัพเดทล่าสุดแล้ว”

วิธีที่ 3 อัพเดทผ่านโปรแกรม Kies

การอัพเดทผ่านซอฟต์แวร์ Kies นั้น คุณจะต้องมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณก่อน จากนั้นจึงทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ของซัมซุงเช่น สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลทเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับการเช็คและติดตั้งเฟิร์มแวร์ใหม่ให้กับอุปกรณ์ของท่านนั้น เและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทอยู่ด้วย

เมื่อคุณทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Samsung GALAXY กับซอฟต์แวร์ Kies แล้ว หากมีการอัพเดทก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาทันที

เมื่อคุณตกลงที่จะอัพเกรดแล้ว ซอฟต์แวร์ Kies จะทำการเก็บข้อมูลอุปกรณ์ของคุณก่อนการอัพเกรด

จากนั้นอุปกรณ์ของท่านจะเข้าสู่โหมดเตรียมการอัพเดท ระว่างนี้ห้ามถอดอุปกรณ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์เด็ดขาด มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาเครื่องค้างและไม่สามารถทำงานได้ครับ

เมื่อชุดอัพเดทถูกดาวน์โหลดมาจนครบแล้วแล้ว อุปกรณ์ของท่านจะเริ่มการอัพเดท หลังจากการอัพเดทเสร็จสมบูรณ์แล้วอุปกรณ์จะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ก่อนทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม มือถือหรือแทบเล็ตของคุณควรที่จะมีปริมาณแบตเตอรี่ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งครับ

แค่นี้คุณก็สามารถทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์ได้ด้วยตัวเองแล้วครับ

Pantip.com รูปแบบเก่า สำหรับผู้ที่ยังไม่ชินรูปแบบใหม่

pantip-com-old-version-how-to-1
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง Pantip.com ได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนทั้งหน้าตาและการใช้งานต่างๆ ทำให้มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ โดยที่ชอบก็เพราะดูแปลกตาและใช้งานได้รวดเร็วขึ้น แต่ส่วนที่ไม่ชอบก็เพราะว่าอาจจะยังงงๆ กับหน้าตาและการใช้งาน ทำให้รู้สึกอยากจะกลับไปใช้แบบเก่า วันนี้ทางมานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอแนะนำวิธีการดูและใช้งาน Pantip.com รูปแบบเก่าครับ

โดยทางเว็บไซต์ tidta.com ได้มีการเขียนเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คุณสามารถเข้าสู่หน้าเว็บ Pantip.com แบบเก่าได้ แต่อาจจะใช้งานไม่สมบูรณ์ 100% เหมือนกันตัวเว็บ pantip.com ของแท้นะครับ แต่ก็ช่วยให้ใช้งานในรูปแบบเดิมได้ดีเลยทีเดียวครับ โดยทาง tidta.com ได้ทำแบบแบ่งเป็นห้องต่างๆ ไว้ให้ครับ

ลิ้งค์ไปห้องต่างๆ ของ pantip.com แบบเก่า

สยามสแควร์ http://tidta.com/pantip/siam
เฉลิมไทย http://www.tidta.com/pantip/chalermthai/
เฉลิมกรุง http://www.tidta.com/pantip/chalermkrung/
จตุจักร http://www.tidta.com/pantip/jatujak/
ก้นครัว http://www.tidta.com/pantip/food/
ชายคา http://www.tidta.com/pantip/home/
รัชดา http://www.tidta.com/pantip/ratchada/
มาบุญครอง http://www.tidta.com/pantip/mbk/
ศุภชลาศัย http://www.tidta.com/pantip/supachalasai/
Blueplanet http://www.tidta.com/pantip/blueplanet/
กล้อง http://www.tidta.com/pantip/camera/
สวนลุมพินี http://www.tidta.com/pantip/lumpini/
โต๊ะเครื่องแป้ง http://www.tidta.com/pantip/woman/
ชานเรือน http://www.tidta.com/pantip/family/
ไกลบ้าน http://www.tidta.com/pantip/klaibann/
ห้องสมุด http://www.tidta.com/pantip/library/
ศาสนา http://www.tidta.com/pantip/religious/
หว้ากอ http://www.tidta.com/pantip/wahkor/
สีลม http://www.tidta.com/pantip/silom/
สินธร http://www.tidta.com/pantip/sinthorn/
ราชดำเนิน http://www.tidta.com/pantip/rajdumnern/
ศาลาประชาคม http://www.tidta.com/pantip/social/
ไร้สังกัด http://www.tidta.com/pantip/isolate/
โต๊ะข่าว http://www.tidta.com/pantip/news/

เมื่อผมได้ลองใช้งานแล้วก็พบว่า แม้หน้าตาของหน้ากระทู้รวมในแต่ละห้องจะเป็นแบบเดิมก็ตาม แต่เมื่อเข้าหน้ากระทู้ก็จะกลายเป็นแบบใหม่นะครับ

สำหรับผมแล้ว ต่อให้เราชอบหรือไม่ชอบกับหน้าตาของ Pantip.com  เราก็ต้องยอมรับและปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นครับ

iPad Mini กับสัมผัสแรก (รีวิวแบบเบาๆ)


วันนี้ผมอยากจะขอเล่าแบบสบายๆ เกี่ยวกับ iPad Mini ที่ผมเพิ่งได้เป็นเจ้าของนะครับ เผื่อว่าใครที่กำลังลังเลหรือตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือไม่ ซึ่งผมหวังว่า ข้อมูลนี้อาจจะช่วยท่านได้ไม่มากก็น้อยครับ

หมายเหตุ บทความนี้จะเป็นการเล่าเรืองแบบสบายๆ นะครับ ผมจะพยายามรีวิวในส่วนของการใช้งานทั่วไป ไม่ได้เจาะจงหรือทำการเปรียบเทียบสเปคกับแทบเล็ตรุ่นไหนครับ

ขอเล่าย้อนไปนิดหนึ่งเกี่ยวกับ ผม ภรรยา และ iPad นะรับ ผมเคยซื้อ iPad 2 ให้กับภรรยาเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อช่วงต้นปี โดยภรรยาของผมเป็นเจ้าของ iPad 2 อยู่ประมาณ 17 วัน!! สองสัปดาห์กว่าๆ นั่นแหละครับ เนื่องจากเราลงไปกินข้าวกัน แล้วเอา iPad ไว้ในรถ แค่ประมาณ 15 นาทีเท่านั้น กลับมาเราพบว่ารถโดนทุบกระจกในส่วนประตูหลัง โดยคนร้ายกวาดเอาทรัพย์สินในรถไปหมด ทั้ง iPad,โน้ตบุ้ค,มือถือ เรียบหมด จากเหตุการณ์ครั้งนี้ผมและภรรยารู้สึกแย่มาก และคิดว่า คงจะไม่ซื้อ iPad ตัวใหม่แล้ว เพราะมันทั้งใหญ่ หนัก ล่อหูล่อตาโจรเหลือเกิน

พอเริ่มมีข่าวว่า Apple จะทำ iPad ขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว ผมก็ดีใจมากและภาวนาให้ข่าวลือนี้เป็นจริง เพราะว่าหลายคนเชื่อว่า Apple จะไม่มีทางจะทำ iPad ขนาดนี้ออกมา ซึ่งผมมองว่า หากมันออกมาจริง มันจะต้องขายดีๆ มากๆ เพราะความที่หน้าจอมันใหญ่กว่า iPhone แต่พกพาไปไหนมาไหนได้ และขนาดน้ำหนักที่เบา มันคงจะตรงกับความต้องการของใครหลายๆ คนแน่ (รวมทั้งภรรยาผมด้วย)

จน iPad Mini ได้เปิดตัวขึ้นมาจริงๆ ในวันที่ 23 ตุลาคม 2555 และเริ่มจำหน่ายวันที่ 2 พฤศจิกายนในต่างประเทศ ส่วนในประเทศไทยนั้น วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 เป็นวันที่ iPad Mini ได้เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยผ่านทางร้านตัวแทนจำหน่าย โดยเริ่มต้นที่ iStudio และร้านในเครือ รวมทั้ง Power Buy ครับ เนื่องจากผมได้มีโอกาสเดินทางมาจังหวัดชลบุรี จึงได้แวะดูที่ iStudio และ Powerbuy ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีราชา ปรากฎว่า iStudio ของหมด ส่วน Powerbuy เหลือตัวสีดำ WiFi ความจุ 16 GB ตัวสุดท้ายแล้ว ผมเลยตัดสินใจซื้อทันที (ส่วนแบบใส่ซิมได้ ณ ขณะนี้ยังไม่มีการวางจำหน่ายครับ)

ราคาของ iPad Mini ณ ตอนนี้

WiFi

  • WiFi 16GB ราคา 11,200 บาท
  • WiFi 32GB ราคา 14,200 บาท
  • WiFi 64GB ราคา 17,200 บาท

4G+WiFi

  • 4G+WiFi 16GB ราคา 15,200 บาท
  • 4G+WiFi 32GB ราคา 18,200 บาท
  • 4G+WiFi 64GB ราคา 21,200 บาท

 

สัมผัสแรกกับ iPad Mini

iPad Mini เป็นแทบเล็ตที่มีขนาดหน้าจอ 7.9 นิ้ว มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ iOS 6.ความรู้สึกแรกที่ผมได้สัมผัส iPad Mini ก็คือ “มันเบามาก” เบากว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหากคุณเคยใช้ iPad รุ่นก่อนๆ มานี่ความรู้สึกในการถือคนละเรื่องกันเลยครับ ความรู้สึกต่อมาก็คือ “บาง” และ “สามารถถือได้ด้วยมือข้างเดียว โดยไม่รู้สึกว่ามันหนัก”เมื่อเปิดเครื่องมาพบกับหน้าตาการตั้งค่าเหมือนกัน iPad รุ่นก่อนๆ เพียงแต่ขนาดมันถูกย่อลงมาแค่นั้นเองครับ

iPad Mini สามารถถือได้ด้วยมือข้างเดียว (มือนี้เป็นมือของผู้หญิงนะครับ)

อุปกรณ์ที่มีมาในกล่องนั้น นอกจากตัว iPad mini แล้ว ก็จะมีสาย USB ที่มีหัวเป็นพอร์ตรุ่นใหม่อย่าง Lightning ครับ พร้อมปลั้กเสียบที่มีช่อง USB สำหรับชาร์จไฟครับ พร้อมทั้งคู่มือเป็นแผ่นๆ และสติีกเกอร์โลโก้ Apple สองดวง !! มีเท่านี้แหละครับ

รายละเอียดด้านหลังกล่องครับ
หน้าตาของเจ้าพอร์ท Lightning ที่สามารถเสียบด้านไหนก็ได้ครับ

อ้อ หากท่านใดที่ยังไม่เคยใช้ iPad หรือ iPhone แนะนำว่า ให้สมัคร Apple ID ไว้ก่อนเลยนะครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะสมัครยากครับ สามารถทำได้ด้วยตัวเองในแต่ละขั้นตอนเลยครับ  ซึ่งการใช้งานในส่วนต่างๆ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้นั้น สามารถทำได้ง่ายดายมากครับ ลองเล่นดูสักพักจะติดใจในความง่ายของมันครับ

ในส่วนของความเร็ว ความลื่นไหลในการใช้งาน ถือว่าอยู่ในขั้นดีเลยทีเดียวครับ หากใครเช็คข้อมูลจะทราบว่า iPad Mini นั้นใช้ชิปประมวลผลเดียวกับ iPad2 อีกทั้งความละเอียดหน้าจอยังเท่ากับ iPad2 ด้วยครับ คือ 1024 x 768 พิกเซลครับ ซึ่งสำหรับผม ผมมองว่า มันใช้งานได้ไม่เร็วและไม่อืดจนเกินไปครับ

จุดเด่นของ iPad Mini

  1. ความบางและความเบา ด้วยน้ำหนักเพียง กรัม ซึ่งหนักกว่า iPhone 5 แค่ กรัม ทำให้การพกพาสามารถทำได้ง่ายมาก การถือเพื่อใช้งานนานๆ เช่นดูหนัง หรือเล่นเกมส์ ก็ไม่รู้สึกล้าเมื่อถือไว้นาน
  2. ความคมชัดของหน้าจอ แม้ความละเอียดจะเท่ากับ iPad 2 แต่ด้วยขนาดที่เล็กกว่า และ PPI ที่สูงกว่านิดนึง ทำให้ iPad Mini ที่มีขนาดหน้าจอเล็กดูคมชัดดีครับ
  3. การดีไซน์ แม้ว่าจะรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิม แต่ด้วยขนาดที่ถูกย่อลงมา ทำให้ดูเหมาะมือกับสาวๆ ที่ต้องการถือไปไหนมาไหนอย่างสะดวกสบายครับ (ส่วนสีไหนสวยกว่ากัน อันนี้อยู่ที่จริตของแต่ละคนนะครับ ผมขอไม่ออกความเห็น ส่วนที่ผมเลือกสีดำ ก็เพราะว่า อันเก่าที่ถูกขโมยไปมันเป็นสีขาวครับ เหตุผลแค่นี้จริงๆ)
  4. ราคา แม้ว่าจะราคาเริ่มต้นมากกว่า 10,000 บาท และยุคที่แทบเล็ตจากจีนราคาเริ่มต้นที่พันกว่าบาท แต่ก็ถือว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มสนใจจะใช้งานระบบปฎิบัติการอย่าง iOS ครับ (ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินมใจไม่ยากที่จะสอยเจ้าตัวนี้นะครับ

จุดด้อยของ iPad Mini

จุดหนึ่งที่ผมรู้สึกเมื่อได้ลองใช้งานไปสักพักหนึ่งก็คือ ขนาดตัวอักษรและปุ่มต่างๆ เล็กไปสักนิดหนึ่งครับ ซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกกดยากสักหน่อย แม้ว่าการใช้งานจริงจะไม่ได้ยากลำบากสักเท่าไหร่ แต่ผมก็รู้สึกว่า ถ้ามันใหญ่กว่านี้สักนิดจะโอเคมากๆ เลยครับ ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ iPad Mini ขอแนะนำว่า ลองใช้งานที่ร้านตัวแทนจำหน่ายก่อนนะครับ ลองทดสอบเกี่ยวกับเรื่องขนาดตัวอักษรเลยว่าคุณรับได้หรือไม่ ถ้าบางคนไม่ชอบเพ่ง ผมว่า ก็อาจจะไม่เหมาะกับ iPad Mini ครับ

สรุปว่า หากคุณต้องการแทบเล็ตที่มีขนาดเล็ก พกพาง่าย ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS ด้วย iPad Mini เป็นทางเลือกที่ดีให้กับคุณเลยครับ (หากมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ผมจะนำมาลงเพิ่มในภายหลังนะครับ)

Netbook ณ เวลานี้ยังน่าซื้ออยู่ไหม?


วันนี้ได้มีโอกาสเดินเล่นหลังจากออกกำลังกายที่ห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งบริเวณลานมีการจัดงานจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ก็เห็นมีการแสดงโน้ตบุ้ครุ่นต่างๆ รวมถึง เน็ตบุ้ค (Netbook) ด้วย สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือ ตอนนี้เราไม่ค่อยเห็น Netbook รุ่นใหม่ๆ ออกมาเลย ทำให้เกิดความคิดว่า ตอนนี้ Netbook ยังน่าซื้ออยู่ไหม?

ยิ่งพอมาได้เจอคำถามของผู้ใช้งานคนหนึ่งในเว็บบอรืดแห่งหนึ่ง ที่ถามว่า “ณ เวลานี้ netbook ยังน่าเล่นอยู่ไหมครับ ตอนนี้ราคาเน็ตบุคพอๆ กับโน๊ตบุคตัวล่างๆเลย แต่สเปคต่างกันไกล เขาไม่พัฒนาเน็ตบุคกันแล้วหรอครับ ถ้างบหมื่นต้นๆ ใช้ photoshop บ้างนิ๊ดหน่อย หิ้วไปไหนมาไหนบ้าง เน็ตบุคยังเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ไหมครับ”

ถ้าโดยมุมมองผมแล้ว ตอนนี้ ตลาดของ Notebook (เอาโน้ตบุ้คก่อนนะครับ) ถูกแชร์ส่วนแบ่งไปเยอะพอสมควรจากแทบเล็ต เนื่องจากการใช้งานของแทบเล็ตที่มีความสามารถใกล้เคียงโน้ตบุ้ตมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การพกพาแทบเล็ตนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายกว่า ไม่ต้องมาคอยแบกโน้ตบุ้คทีหนักสองถึงสามโลแล้ว (ซึ่งผมเห็นผู้ใช้งาน iPad บางท่าน นั่งทำงานโดยใช้ Wireless Keyboard ในการพิมพ์งาน เจ๋งดีแฮะ)

 

ซึ่ง Netbook นั้นเดิมทีถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้มีน้ำหนักเบา พกพาง่าย ใช้งานนอกสถานที่ได้นาน โดยตำแหน่งของมันนั้น ผมมองเหมือนเป็นตรงกลางระหว่าง Notebook กับ Tablet นั่นเอง แต่ตอนนี้ความห่างระหว่าง Notebook กับ Tablet นั้น เริ่มแคบลงไปเรื่อยๆ ทำให้เน็ทบุ้คเหมือนจะค่อยๆ ถูกเบียดให้ออกไปจากสายตาของผู้บริโภค ทำให้หลังๆ นี้เราไม่ค่อยได้เห็นเน็ทบุ้ครุ่นใหม่ๆ ออกมาวางตลาดสักเท่าไหร่ครับ และถ้าสังเกตจะเห็นว่าเหมือนสเปคเน็ตบุคหยุดอยู่กับที่มานานละ(แต่ราคาดันไม่ลงตามแฮะ)

ยิ่งตอนนี้กระแสของ Ultrabook เริ่มจะเข้ามาแทนที่ตรงส่วนนี้ (แต่ติดที่ว่า มันยังมีราคาแพงอยู่ไม่น้อย) ผมเชื่อว่า หาก Ultrabook ราคาถูกลงกว่านี้ เน็ทบุ้คคงจะค่อยๆ หายไปจากท้องตลาดแน่นอนครับ (แต่คงจะอีกนาน)

สรุปว่า ในความคิดเห็นของผม เน็ตบุ้คยังน่าซื้อและน่าใช้ไปได้อีกประมาณ 1-2 ปีครับ ถ้าคุณรับได้กับราคาที่ไม่ถึงหมื่น ใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป หน้าจอเล็ก พกพาง่าย ถ้าคุณรีบใช้งาน สามารถซื้อได้ครับ

แต่ถ้าคุณยังไม่รีบ ผมเชื่อว่า ปลายปี 2555 นี้ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลของ Ultrabook ที่เชื่อว่าจะมาแทนเน็ตบุ้คแน่นอนครับ (รวมเรื่องของราคาด้วยนะครับ)

ย่อรูปออนไลน์ ง่ายและฟรีกับ shrinkpictures


สำหรับผู้ที่ต้องการจะย่อรูปเพื่อใช้ในงานต่างๆ อาจจะกำลังมองหาโปรแกรมที่ช่วยในการย่อรูปแบบง่ายๆ โดยที่คนส่วนใหญ่แนะนำมักจะเป็นโปรแกรม Photoscape, ACDSee หรือ Picasa ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะต้องทำการดาวน์โหลดและทำการติดตั้งลงในเครื่อง ซึ่งก็วุ่นวายพอสมควร ยิ่งถ้าคุณต้องการย่อรูปโดยขณะที่อยู่นอกสถานที่ล่ะ วุ่นวายตายเลย วันนี้มานาคอมพิวเตอร์เลยอยากจะขอแนะนำ “วิธีการย่อรูปแบบออนไลน์” ครับ

วิธีย่อรูปแบบออนไลน์นี้ ผมขอแนะนำเว็บไซต์ www.shrinkpictures.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ย่อรูปแบบออนไลน์ ซึ่งวิธีการใช้งานก็ง่ายๆ ตามขั้นตอนนี้ครับ

ขั้นแรกให้คุณไปยังเว็บไซต์ www.shrinkpictures.com จะพบหน้าตาเว็บตามรูปด้านล่างนี้ครับ

ให้คุณทำการเลื่อนหน้าจอลงมาจนถึงจุดที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมประ จะพบส่วนที่ทำการย่อรูปตามรูปด้านล่างนะครับ

ให้คุณทำตามขั้นตอนตามหมายเลขนะครับ

หมายเลข 1 – ให้คุณทำการเลือกรูปภาพที่คุณต้องการจะย่อจากในเครื่องคอมพิวเตอร์ครับ

หมายเลข 2 –รูปแบบการย่อรูปมีสามรูปแบบครับ

  • แบบเลือกตามขนาดพิกเซลที่กำหนด โดยมีขนาดตามที่กำหนดคือ 760, 600, 350 และ 100 พิกเซล
  • แบบย่อตามเปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการลดขนาดภาพแบบ 75%, 50% และ 25%
  • แบบย่อตามที่เรากำหนดเองครับ โดยคุณใส่ขนาดพิกเซลเอง (โดยสูงสุดไม่เกิน 1,000 พิกเซล)

หมายเลข 3 – หากคุณต้องการใส่เอฟเฟ็คท์ให้กับรูปภาพ ให้ติ้กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Apply an image Special effect (Optional)โดยมีแบบเป็นสีขาวดำ หรือซีเปีย

หมายเลข 4 –  เป็นการเลือกคุณภาพของรูปภาพ ยิ่งมีการบีบอัดไฟล์ภาพมากเท่าไหร่ ขนาดไฟล์จะยิ่งเล็กลง แต่คุณภาพของภาพก็จะลดลงนะครับ

หมายเลข 5 – เมื่อตั้งค่าทั้งหมดแล้ว ให้คุณทำการคลิ้กที่ Resize เลยครับ

เราลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ

รูปก่อนย่อภาพแบบออนไลน์ ขนาด  700 x 349 พิกเซล ขนาดไฟล์ 74.9 KB

รูปหลังย่อภาพแบบออนไลน์ ขนาด  350 x 197 พิกเซล ขนาดไฟล์ 13.7 KB

เป็นวิธีการที่ง่ายมากๆ สำหรับผมเลยนะครับ อย่าลืมนะครับ หากต้องการย่อรูปแบบรวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก ง่ายและฟรี อย่าลืมวิธีนี้นะครับ