ส่ง Fax ไปอเมริกาและแคนาดาฟรี


สำหรับการส่งเอกสารข้อมูลต่างๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ในปัจจุบันนี้เรานิยมใช้การรับส่งผ่าน “อีเมล” เนื่องจากเป็นวิธีการที่ง่ายและได้ผลเร็ว อีกทั้งยังประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ถ้าเรามีเหตุที่จะส่งเอกสารผ่านทางแฟกซ์ไปต่างประเทศล่ะ เราจะหาวิธีไหนที่ลดค่าใช้จ่ายได้ดีที่สุด

แม้การส่งแฟกซ์อาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมน้อยลงไปในปัจจุบัน แต่บางครั้ง เราก็อาจจะประสบเหตุที่จะต้องส่งผ่านแฟกซ์ เช่น ปลายทางมีแต่เครื่องรับแฟกซ์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งการส่งแฟกซ์ไปต่างประเทศก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก วันนี้มานาคอมพิวเตอร์จะขอแนะนำทางเลือกหนึ่งในการส่งแฟกซ์ที่ง่ายและฟรีครับ

โดยคุณสามารถส่งแฟกซ์ผ่านทาง http://faxzero.com/ ซึ่งเว็บนี้เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการการส่งแฟกซ์ไปยังปลายทางประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ โดยหน้าแรกของเว็บจะเป็นตามรูปด้านล่างนี้ครับ

เราลองมาดูวิธีการใช้งานแต่ละส่วนกันนะครับ

หมายเลข 1 – ให้คุณกรอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ส่ง (Sender) โดยกรอกชื่อ,บริษัท และอีเมลที่ใช้

หมายเลข 2 – ให้คุณกรอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับแฟกซ์ปลายทาง โดยกรอก ชื่อ,บริษัท และหมายเลขแฟกซ์ (สำคัญมาก)

หมายเลข 3 – สำหรับการแนบไฟล์เอกสารที่จะส่งแฟกซ์ (ควรเป็นไฟล์นามสกุล .doc , .docx หรือ .pdf ครับ)

หมายเลข 4 – สำหรับเขียนข้อความใดๆ โดยข้อความนี้จะอยู่บนหน้าแฟกซ์หน้าแรกครับ (ไม่รวมเนื้อหา)

หมายเลข 5 – กรอกตัวอักษรหรือหมายเลขที่แสดง เพื่อนยืนยันตัวตนครับ

หมายเลข 6 – หากคุณต้องการส่งแฟกซ์ไปสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถกดส่งได้ตรงนี้เลยครับ แต่มีเงื่อนไขการใช้งานนิดนึงก็คือ

  • แบบฟรี จะมีส่วนโฆษณาในหน้าแรก
  • สามารถส่งได้สูงสุด 3 แผ่น (ไม่รวมหน้าปก)
  • ส่งได้สูงสุด 5 ครั้งต่อวัน

หมายเลข 7 – หากคุณจ่ายเงินเป็นจำนวน $ 1.99 (ผ่านทาง Paypal) คุณจะได้รับสิทธิดังนี้ครับ ส่งครั้งหนึ่งได้สูงสุด 15 หน้า (ไม่รวมหน้าแรก) และไม่มีโฆษณาในหน้าแรกของแฟกซ์ที่ส่งไปครับ

หมายเลข 8 – แต่ถ้าคุณต้องการที่จะส่งไปยังประเทศอื่นๆ ก็สามารถส่งได้ครับ โดยมีค่าใช้จ่ายในการส่งต่อครั้งเริ่มต้นที่ $ 3.63 ครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ คงจะถูกใจคนที่กำลังหาทางส่งแฟกซ์ไปอเมริกาหรือแคนาดาเลยนะครับ

การเลือกซื้อ Printer All In One (Copy,Print,Fax,Scan)


สมัยก่อน หากคุณผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งหลายอาจจะยังพอจำได้ว่า เวลาที่เราต้องการจะจัดการเกี่ยวกับเอกสาร เช่น ถ่ายเอกสาร (Copy), พิมพ์เอกสาร (Print) ส่งแฟกซ์(Fax) หรือสแกนงาน (Scan) เราจะต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แต่ละตัวเพื่อจัดการงานเหล่านี้ แต่ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำพวก  Printer  แบบ All In One ที่สามารถจัดการงานเอกสารเหล่านี้ (Copy,Print,Fax,Scan) และที่สำคัญราคาก็ไม่แพง วันนี้ผมเลยอยากจะขอ แนะนำวิธีการเลือกซื้อ Printer  แบบ All In One เพื่อเป็นข้อมูลก่อนคุณจะตัดสินใจซื้อครับ

 

Printer  แบบ All In One คืออะไร?

Printer  แบบ All In One เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่รวบรวมความสามารถในด้านการจัดการเกี่ยวกับเอกสาร ไม่ว่าจะเป็น ถ่ายเอกสาร (Copy), พิมพ์เอกสาร (Print) ส่งแฟกซ์(Fax) หรือสแกนงาน (Scan) หรือบางท่านก็เรียกว่าเป็น Printer  แบบ Multi-function ครับ ส่วนหมึกที่ใช้ ก็จะมีแบบ Inkjet (หมึกพ่น) หรือ Laserjet (หมึกผง) ครับ

 

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนซื้อ Printer  แบบ All In One

ด้วยราคาในปัจจุบันที่เริ่มถูกลง และความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนตัดสินใจไม่ตกว่าควรจะซื้อดีไหม? แล้วต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้างก่อนที่จะซื้อ ผมขอแนะนำเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. รูปแบบการใช้งานของเรา ถ้าคุณซื้อเครื่องพิมพ์แบบ All In One มาเพื่อใช้งานในบ้านเล็กๆ น้อยๆ จำนวนการพิมพ์อาจจะไม่สูง การซื้อเครื่องพิมพ์ในราคา 3-4 พันบาท ก็น่าจะเหมาะกับการใช้งานของคุณนะครับ

 

2. ราคาของเครื่อง โดยปกติแล้วราคาของเครื่องพิมพ์แบบ All In One นั้นจะมีหลายระดับ โดยอาจจะเริ่มตั้งแต่ราคาประมาณ 2-3 พันบาท จนไปถึงราคาระดับหลักหมื่นบาท ซึ่งความแตกต่างของราคานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของคุณสมบัติของเครื่องพิมพ์นัันๆ เช่น มีจำนวนสีหมึกมากขึ้น,รองรับการพิมพ์กระดาษที่ใหญ่ขึ้น (A3), หรือความเร็วในการพิมพ์่หรือทำสำเนา,ความเร็ว,ละเอียดในการสแกน

โดยคุณจะต้องตอบได้ว่า งานที่คุณต้องใช้นั้น เหมาะกับกับเครื่อง เครื่องพิมพ์แบบ All In One รุ่นราคาประมาณไหนครับ

 

3. คุณสมบัติ ถ้าคุณอยากได้เครื่องพิมพ์แบบ All In One แต่นำมาเพื่อพิมพ์งานอย่างเดียว ไม่ได้ใช้เรื่องของการส่งแฟกซ์ หรือ สแกนงาน การซื้อเครื่องพิมพ์แบบธรรมดา ก็น่าจะดีกว่าทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงรักษาครับ

 

4. การรับประกัน แม้ว่า การรับประกันของเครื่องพิมพ์แต่ละยี่ห้อจะพอๆ กัน แต่ผมอยากให้นึกถึงในแง่ที่ว่า มีบริการแบบ On-Site (ซ่อมถึงบ้าน,ที่ทำงาน) หรือไม่? , ศูนย์การให้บริการเราสามารถเดินทางได้สะดวกหรือไม่? 

 

5. ยี่ห้อ ต้องยอมรับว่า หลายท่านอาจจะกังวลว่า ยี่ห้อนั้นดีกว่ายี่ห้อนี้หรือเปล่า? ยี่ห้อนี้ใช้งานดีไหม ในส่วนนี้ผมไม่ขอฟันธงนะครับ แต่อยากจะให้คุณลองเอาข้อมูลของคุณไปเปรียบเทียบดู โดยอาจจะใช้ Google ในการช่วยค้นหาข้อมูลได้ครับ

 

6. ราคาหมึก ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ผมอยากให้คุณลองตรวจสอบหรือสอบถามกับทางร้านจำหน่ายก่อนนะครับ เพราะเครื่องพิมพ์บางรุ่นราคาเครื่องถูกมาก แต่ราคาหมึกพิมพ์แพงเหลือเกิน เพราะในระยะยาวเราต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของหมึกพิมพ์มากกว่าตัวเครื่องนะครับ